
รายงานผลประกอบการ **Yum! Brands, Inc. Q4 2025 Earnings Call Transcript** พร้อมสรุปเชิงลึก
สรุปผลประกอบการ **Yum! Brands, Inc. (YUM)** ไตรมาส 4 ปี 2025: ผลงาน การเติบโต และแนวโน้มอนาคต
บริษัท **Yum! Brands, Inc. (YUM)** เจ้าของเชนฟาสต์ฟู้ดระดับโลกอย่าง KFC, Taco Bell, Pizza Hut และ The Habit Burger Grill ได้จัดการประชุมโทรศัพท์รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ของปี 2025 ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2026 เวลา 8:15 น. EST โดยมีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมสรุปผลและตอบคำถามนักวิเคราะห์และนักลงทุนจากสถาบันต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และแผนกลยุทธ์สำหรับปีต่อไป
ผู้บริหารและโครงสร้างในการประกาศผล
การประชุมโทรศัพท์ครั้งนี้นำโดย:
- Matthew Morris – Head of Investor Relations
- Christopher Turner – CEO และ Director
- Ranjith Roy – Chief Financial Officer
นอกจากนั้นยังมีนักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำเข้าร่วมซักถามเพื่อทำความเข้าใจตัวเลขและแนวโน้มประจำไตรมาส
ไฮไลต์ผลการดำเนินงานด้านการเงิน
จากรายงานทางการเงินของไตรมาส 4 ปี 2025 ที่ประกาศโดยบริษัทนั้น มีจุดเด่นสำคัญหลายอย่างดังนี้:
- กำไรจากการดำเนินงาน (GAAP Operating Profit): เพิ่มขึ้นประมาณ 12% เป็นประมาณ $738 ล้าน จากปีก่อนหน้า
- Earnings Per Share (EPS): อยู่ที่ประมาณ $1.91 สูงขึ้น ~28% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดย EPS แบบไม่รวมรายการพิเศษอยู่ที่ประมาณ $1.73 ซึ่งเติบโต ~8%
- ยอดขายระบบทั่วโลก (Worldwide System Sales): เติบโต ~5% โดย Taco Bell ขยายตัว 8% และ KFC เติบโต 6%
- การขยายสาขา: Yum! Brands เปิดสาขาใหม่มากกว่า 1,800 แห่ง ในไตรมาสนี้ ทำให้มีการเติบโตของจำนวนยูนิตทั่วโลกประมาณ 3%
- ยอดขายผ่านช่องทางดิจิทัล: สูงกว่า $11 พันล้าน โดยมีส่วนแบ่งเกือบ 60% ของยอดขายรวม
ภาพรวมตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า Yum! Brands สามารถเติบโตทั้งในด้านรายได้ การขยายสาขา และส่วนแบ่งการตลาด แม้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการแข่งขันที่รุนแรงในบางภูมิภาค
ผลการดำเนินงานของแต่ละแบรนด์หลัก
การเติบโตของบริษัทยังมีความแตกต่างกันตามแบรนด์:
KFC
แบรนด์ไก่ทอดที่รู้จักกันทั่วโลกยังคงขยายตัว โดยเฉพาะในตลาดระหว่างประเทศและในจีน แม้ว่าการแข่งขันในบางภูมิภาคอาจทำให้การเติบโตช้าลงบ้าง แต่ยอดเปิดร้านใหม่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
Taco Bell
Taco Bell เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของการเติบโต โดยแบรนด์นี้มี % การเติบโตของยอดขายสูงสุดในบรรดาแบรนด์ทั้งหมด ซึ่งสะท้อนว่าเมนูที่นำเสนอให้กลุ่มลูกค้า Gen Z และ Millennial นั้นมีผลตอบรับที่ดี
Pizza Hut
แม้จะเป็นหนึ่งในแบรนด์หลักของ Yum! Brands แต่ Pizza Hut ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ทำให้ต้องเร่งทบทวนกลยุทธ์เพื่อเพิ่มยอดขายในอนาคต
ปัจจัยเชิงกลยุทธ์และโอกาสในการเติบโต
ผู้บริหาร Yum! Brands กล่าวถึงกลยุทธ์สำคัญที่ใช้ในปีที่ผ่านมาและต่อไป เช่น:
- การผลักดันยอดขายดิจิทัล ด้วยระบบสั่งอาหารออนไลน์เพื่อเพิ่มความสะดวกและสร้างการซื้อซ้ำ
- การเปิดสาขาใหม่ โดยเฉพาะในประเทศที่มีการเติบโตของตลาดอย่างรวดเร็ว
- การปรับปรุงผลิตภัณฑ์และเมนู ให้ตอบโจทย์ลูกค้ายุคใหม่และการใช้โปรโมชั่นที่มีประสิทธิภาพ
- การเพิ่มเงินปันผล ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความมั่นคงทางการเงินของบริษัท
การลงทุนด้านเทคโนโลยีและการขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัลเป็นหัวใจหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างความสามารถแข่งขันระยะยาว และเพิ่มความเร็วในการตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค
คำแนะนำจากผู้บริหารและมุมมองอนาคต
CEO Christopher Turner และ CFO Ranjith Roy ให้ข้อมูลว่าบริษัทมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการเติบโต แม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนด้านสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและการแข่งขัน โดยพวกเขาย้ำถึงความสำคัญของการ:
- เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
- สนับสนุนแบรนด์ที่แข็งแกร่งและเติบโตได้ดี
- ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสบการณ์ลูกค้าและ streamline operation
นอกจากนี้บริษัทยังคาดหวังการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2026 จากโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแรงและกลยุทธ์ในการเข้าถึงลูกค้าทั่วโลกจากทุกกลุ่มวัยมากขึ้น
สรุปผลและประเด็นสำคัญ
ผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2025 ของ Yum! Brands แสดงให้เห็นว่ายังมีความแข็งแกร่งในการเติบโตของยอดขายและกำไร แม้จะอยู่ในสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย โดยเฉพาะการขยายฐานดิจิทัล การเปิดสาขาเพิ่มทั่วโลก และกลยุทธ์การตลาดที่ตอบโจทย์ลูกค้าหลายกลุ่ม ส่งผลให้บริษัทยังคงเป็นหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ดระดับโลกอย่างต่อเนื่อง
#YumBrands #ผลประกอบการYUM #EarningsCall2025 #ฟาสต์ฟู้ดโลก #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น