
WISeKey–WISeSat.Space–SEALSQ เตรียมจัด “Trust and Convergence 2026” ที่ Davos ชูปีแห่ง Quantum Security เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นโลกดิจิทัล
WISeKey, WISeSat.Space และ SEALSQ เตรียมเปิดเวที “Trust and Convergence 2026: The Year of Quantum Security” ระหว่างการประชุม Davos 2026
วันที่ 20 มกราคม 2026 กลุ่มบริษัทด้านความปลอดภัยไซเบอร์และเทคโนโลยีความเชื่อมั่นดิจิทัล (digital trust) อย่าง WISeKey International Holding Ltd พร้อมด้วยบริษัทในเครือด้านอวกาศ WISeSat.Space และบริษัทเทคโนโลยีชิป/คริปโตกราฟีหลังยุคควอนตัม SEALSQ ประกาศจัดงานไฮไลต์ประจำปีที่ Davos ภายใต้ชื่อ “Trust and Convergence 2026: The Year of Quantum Security” โดยกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 21 มกราคม 2026 เพื่อรวมตัวผู้นำจากภาครัฐ เอกชน นักเทคโนโลยี และนักคิดระดับโลก มาร่วมกันตอบโจทย์สำคัญเพียงข้อเดียวแต่กระทบทั้งโลก: “เราจะรักษา ความไว้วางใจ (trust) ความมั่นคงปลอดภัย (security) และคุณค่าความเป็นมนุษย์ (human values) ได้อย่างไร ในวันที่เทคโนโลยีหลายแขนงกำลัง หลอมรวม (converge) และ quantum computing กำลังจะเขย่ารากฐานการรักษาความปลอดภัยดิจิทัลทั้งหมด?”
สาระสำคัญของงานปีนี้ คือการชี้ให้เห็นว่าในโลกที่ AI, quantum, cybersecurity, space infrastructure, digital identity และ autonomous systems พัฒนาไปพร้อมกัน ความเชื่อมั่นไม่ใช่ “ของที่มีมาโดยอัตโนมัติ” อีกต่อไป แต่ต้องถูก ออกแบบ (engineered) ถูก ตรวจสอบยืนยันได้ (verified) และถูก ปกป้องตั้งแต่ต้นทาง (secured by design)
ทำไม “Trust and Convergence 2026” ถึงถูกจับตา: เมื่อโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ Quantum เปลี่ยนเกมความปลอดภัย
ในอดีต โครงสร้างความปลอดภัยของโลกดิจิทัลพึ่งพาการเข้ารหัสแบบคลาสสิก (classical cryptography) ที่ใช้อยู่ในธนาคาร ระบบรัฐบาล โครงข่ายโทรคมนาคม การแพทย์ ไปจนถึงอุปกรณ์ IoT ตามบ้านและโรงงาน แต่เมื่อ quantum computing เติบโตเร็วขึ้น มันไม่ได้เป็นแค่ “คอมพิวเตอร์ที่แรงกว่า” แบบยกกำลังธรรมดา—มันคือการเปลี่ยนวิธีคิดและศักยภาพการคำนวณระดับรากฐาน ซึ่งอาจทำให้การเข้ารหัสบางประเภทที่เคยเชื่อว่าแข็งแรง “ไม่แข็งแรงเหมือนเดิม”
สิ่งที่หลายองค์กรกังวลคือสถานการณ์ที่คนในวงการเรียกว่า “harvest now, decrypt later” หรือ “เก็บข้อมูลวันนี้ ถอดรหัสวันหน้า” กล่าวคือ ผู้ไม่หวังดีอาจเก็บข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสไว้ก่อน แล้วรอวันที่ quantum แข็งแรงพอค่อยนำมาถอดทีหลัง หากข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลที่มีอายุยืนยาว (long-lived data) เช่น ข้อมูลสุขภาพ เวชระเบียน ประวัติการเงิน ข้อมูลความมั่นคงของรัฐ ข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา หรือข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ความเสียหายก็อาจลากยาวเป็นสิบปีได้
ดังนั้น “Year of Quantum Security” จึงไม่ใช่คำสวยๆ เพื่อทำการตลาด แต่ถูกวางเป็นธีมเพื่อ “เร่งให้โลกตื่น” ว่าการอัปเกรดไปสู่ post-quantum cryptography (PQC) และแนวคิดความปลอดภัยแบบใหม่ ต้องเริ่มทำอย่างเป็นระบบตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ใช่รอให้ quantum มาถึงแล้วค่อยแก้ เพราะตอนนั้นอาจสายเกินไปสำหรับข้อมูลบางประเภท
สอดคล้องกับ WEF Davos 2026: “A Spirit of Dialogue” และ 5 แกนหลักที่โลกต้องร่วมมือ
ผู้จัดระบุว่างานนี้สอดรับกับกรอบแนวคิดของการประชุมประจำปีของ World Economic Forum (WEF) ในปี 2026 ภายใต้ธีม “A Spirit of Dialogue” หรือ “จิตวิญญาณแห่งการสนทนา” โดยตั้งเป้าสร้างความร่วมมือเชิงปฏิบัติ (productive collaboration) ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคมอย่างเข้มข้น
อีกประเด็นที่ถูกย้ำคือ การยกระดับบทสนทนาข้ามภาคส่วน (cross-sector dialogue) ให้ตอบโจทย์ 5 โฟกัสหลักของปี 2026 ได้แก่ การลงทุนในคน, การนำนวัตกรรมไปใช้ด้วยความรับผิดชอบ, การสร้างความมั่งคั่งภายใต้ขอบเขตของโลก/สิ่งแวดล้อม, การร่วมมือในโลกที่แข่งขัน/ขัดแย้งมากขึ้น และ การปลดล็อกการเติบโตใหม่
ผู้นำเวที: Carlos Creus Moreira และบทบาทของ WISeKey ใน “Digital Trust”
งานนี้ถูกจัดและนั่งประธานโดย Carlos Creus Moreira ผู้ก่อตั้ง ประธาน และ CEO ของ WISeKey ซึ่งถูกวางตัวเป็นผู้เปิดบทสนทนาโดยชี้ “ความเร่งด่วนเชิงยุทธศาสตร์” ของ quantum security ในยุคแห่งการหลอมรวมของเทคโนโลยี (Age of Convergence)
ในเชิงภาพรวม WISeKey ถูกนิยามว่าเป็นบริษัทที่ทำงานด้าน cybersecurity, blockchain และ IoT โดยมีแกนสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นผ่านโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Root of Trust (RoT) และระบบ PKI เพื่อการยืนยันตัวตน การออกใบรับรองดิจิทัล และการทำให้ “การเชื่อมต่อระหว่างคน–อุปกรณ์–ข้อมูล” น่าเชื่อถือขึ้น ในยุคที่อุปกรณ์เชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายมหาศาล
หัวใจของงาน: “Trust ต้องถูกสร้าง ไม่ใช่คาดหวัง” ในโลกที่ AI + Quantum + Space มาชนกัน
หนึ่งในแก่นของการจัดงานคือแนวคิดว่าโลกกำลังกลายเป็น “ecosystem เดียว” ที่ทุกอย่างพึ่งพากันแบบแยกไม่ออก ตั้งแต่ระบบ AI ที่ตัดสินใจแทนคน, โครงข่ายควอนตัมที่กำลังมา, ระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล, ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานอวกาศ (space infrastructure) ที่เป็นเหมือนชั้นความเชื่อมต่อระดับโลก
เมื่อทุกอย่างเชื่อมกันมากขึ้น ผลกระทบจากช่องโหว่จุดเดียวจะกระจายเป็นโดมิโนได้ทันที นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคำว่า convergence (การบรรจบ/หลอมรวม) ถึงสำคัญ และทำไม trust จึงกลายเป็น “โจทย์เชิงวิศวกรรม” ไม่ใช่แค่โจทย์เชิงนโยบาย
ประเด็นเสวนาหลักที่ผู้จัดประกาศ: จากรัฐบาล การเงิน กลาโหม ไปถึงสาธารณสุข
ผู้จัดระบุว่าการพูดคุยจะครอบคลุมประเด็นใหญ่ๆ อย่างน้อย 4 มิติ ได้แก่
Quantum computing จะเขย่าโมเดลความเชื่อมั่นเดิม ในภาครัฐ การเงิน กลาโหม สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างไร
Digital identity, authentication และ governance ต้องวิวัฒน์แบบไหนเพื่ออยู่รอดในโลก post-quantum
Global interoperability (ทำงานร่วมกันได้ระดับโลก) จะอยู่ร่วมกับ digital sovereignty (อธิปไตยทางดิจิทัลของแต่ละประเทศ) ได้อย่างไร
ทำไมต้องมี ความร่วมมือรัฐ–เอกชน เพื่อข้ามผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านนี้แบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
นอกจากนี้ ยังย้ำถึงการนำไปใช้จริงของ post-quantum cryptography, secure semiconductors และ hardware roots of trust รวมถึงการป้องกันภัย “harvest-now, decrypt-later” และมองว่า โครงสร้างพื้นฐานอวกาศ จะเป็นชั้นสำคัญของ global trust สำหรับระบบดิจิทัลที่ต้องการความยืดหยุ่น ความเป็นเจ้าของเชิงอธิปไตย และความพร้อมต่อ quantum ในอนาคต
ไฮไลต์จากหน้า Davos 2026: โครงสร้างช่วงเสวนาและธีมย่อยที่สะท้อน “Age of Convergence”
จากข้อมูลหน้าอีเวนต์ของผู้จัด งานในวันที่ 21 มกราคม 2026 จัดที่เมือง Davos ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และมีช่วงเสวนาหลักหลายช่วงที่ปูทางจากภาพใหญ่ไปสู่ภาพปฏิบัติการ โดยธีมย่อยที่ประกาศไว้ประกอบด้วย “The Age of Convergence”, “Embedding Human Values into AI and Robotics” และ “Quantum Space” พร้อมช่วงนำเสนอ/ลงนามหนังสือที่เกี่ยวข้องกับแนวคิด Age of Convergence
ผู้ที่ต้องการรายละเอียดและการลงทะเบียน ผู้จัดระบุหน้าอ้างอิงไว้ที่WISeKey Davos 2026 – Trust and Convergenceซึ่งมีข้อมูลสถานที่ เวลา และธีมอย่างเป็นทางการ
รายชื่อผู้ร่วมเวทีที่ประกาศ: สะท้อนการรวมตัวของเทคโนโลยี–นโยบาย–อวกาศ–ความปลอดภัย
ในประกาศข่าว ผู้จัดระบุรายชื่อวิทยากร/ผู้ร่วมอภิปรายจากหลายอุตสาหกรรม เพื่อทำให้ “convergence” เกิดขึ้นจริงบนเวทีเดียว ไม่ใช่คุยแยกส่วน โดยตัวอย่างรายชื่อที่ถูกระบุ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและเศรษฐกิจอนาคต นักธุรกิจ/ผู้ประกอบการด้านวิศวกรรม ผู้นำด้าน cybersecurity ระดับองค์กร ผู้บริหารจากบริษัทเทคโนโลยีควอนตัมและ AI และผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตระดับโลก เช่น ผู้บริหารจาก Cloudflare รวมถึงผู้บริหารจากบริษัทอวกาศที่ทำงานด้านความยั่งยืนและการสื่อสารดาวเทียม
ภาพรวมนี้สะท้อนว่า เวทีไม่ได้ต้องการมอง quantum security แบบ “ทีม IT อย่างเดียว” แต่ต้องมองเป็นระบบนิเวศ ตั้งแต่ชั้นชิป (semiconductor) ชั้นซอฟต์แวร์ ชั้นเครือข่าย ชั้นอัตลักษณ์ดิจิทัล ไปจนถึงชั้นอวกาศและธรรมาภิบาล (governance)
WISeSat.Space และ “Space Infrastructure” ทำไมดาวเทียมถึงกลายเป็นชั้นความเชื่อมั่นของโลก
ผู้จัดเน้น “space infrastructure” ว่าเป็นชั้นสำคัญของ trust ในอนาคต เพราะดาวเทียมและโครงข่ายอวกาศสามารถทำหน้าที่เป็นทั้งโครงข่ายสื่อสารสำรอง (resilient connectivity) และเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ประเทศ/องค์กรมีความสามารถในการออกแบบระบบที่สอดคล้องกับอธิปไตยทางดิจิทัลได้มากขึ้น
ในมุมปฏิบัติ การมีโครงข่ายที่หลากหลาย (diversity) คือหัวใจของความยืดหยุ่น—ถ้าโครงข่ายภาคพื้นมีความเสี่ยงจากภัยพิบัติหรือความขัดแย้ง โครงข่ายอวกาศอาจเป็นทางเลือกสำคัญในการคงบริการที่จำเป็น เช่น การสื่อสารฉุกเฉิน ระบบการเงิน หรือบริการรัฐดิจิทัล
SEALSQ กับบทบาท “ชิปและฮาร์ดแวร์” ในยุค Post-Quantum: ทำไมแค่ซอฟต์แวร์อาจไม่พอ
อีกหนึ่งแกนหลักของงานคือการผลักบทสนทนาไปถึง “ชั้นฮาร์ดแวร์” โดยเฉพาะ secure semiconductors และ hardware root of trust ซึ่งถูกมองว่าเป็นฐานที่ทำให้ระบบความปลอดภัย “ล็อกได้ตั้งแต่ต้นน้ำ” ไม่ใช่ค่อยไปอุดรูปลายน้ำเมื่อถูกโจมตี
เหตุผลที่ฮาร์ดแวร์ถูกย้ำหนักขึ้นเรื่อยๆ คือ โลกกำลังมีอุปกรณ์นับพันล้านชิ้นที่เชื่อมต่อกัน (IoT) ตั้งแต่เครื่องมือแพทย์ รถยนต์ โรงงาน ไปจนถึงอุปกรณ์สมาร์ทโฮม ถ้าอุปกรณ์เหล่านี้ไม่มีฐานความเชื่อมั่นที่แข็งแรงตั้งแต่ชิป การอัปเดตซอฟต์แวร์อย่างเดียวอาจไม่พอ โดยเฉพาะเมื่ออุปกรณ์บางประเภทมีอายุการใช้งานยาวและถูกติดตั้งในสภาพแวดล้อมที่อัปเดตยาก
มิติ “Human Values” ในงาน: เมื่อ AI และระบบอัตโนมัติฉลาดขึ้น ความรับผิดชอบต้องชัดขึ้น
ผู้จัดย้ำว่าแก่นของการหลอมรวมเทคโนโลยีไม่ได้มีแค่เรื่องความปลอดภัยทางเทคนิค แต่รวมถึง “มิติความเป็นมนุษย์” ด้วย โดยเฉพาะเมื่อ AI และระบบอัตโนมัติเริ่มมีบทบาทในการตัดสินใจที่กระทบชีวิตจริง ตั้งแต่การให้สินเชื่อ การแพทย์ การบริหารเมือง ไปจนถึงความมั่นคงและการป้องกันประเทศ
คำสำคัญที่ถูกยกมาคือ ความโปร่งใส (transparent), ความรับผิดชอบตรวจสอบได้ (accountable) และ การสอดคล้องกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (human dignity) เพราะเมื่อโลกพึ่งพาระบบอัตโนมัติมากขึ้น “trust” จะไม่เกิดขึ้น ถ้าผู้คนรู้สึกว่าระบบเป็นกล่องดำ และไม่มีใครรับผิดชอบเมื่อเกิดข้อผิดพลาด
ทำไมองค์กรไทยและภูมิภาคเอเชียควรจับตา: Quantum Security ไม่ใช่เรื่องไกลตัว
แม้งานจะจัดที่ Davos แต่สาระสะเทือนถึงทุกประเทศ เพราะเศรษฐกิจดิจิทัลในเอเชียกำลังเติบโตเร็วมาก ทั้ง e-commerce, fintech, digital government, health tech และอุตสาหกรรมการผลิตอัจฉริยะ หากโลกเริ่มเปลี่ยนมาตรฐานไปสู่ quantum-safe องค์กรที่ไม่เตรียมตัวอาจเผชิญความเสี่ยง 3 ชั้นพร้อมกัน
ความเสี่ยงด้านข้อมูลระยะยาว เช่น ข้อมูลลูกค้า/ประชาชนที่ต้องเก็บหลายปี
ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ เพราะหลายประเทศมีแนวโน้มออกข้อกำหนดด้านการเข้ารหัสที่ปลอดภัยขึ้นเรื่อยๆ
ความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน เมื่อผู้ให้บริการระดับโลกปรับมาตรฐาน องค์กรที่เชื่อมต่ออยู่จำเป็นต้องปรับตาม
สำหรับองค์กรที่เริ่มคิดเรื่องนี้ สิ่งที่ทำได้ทันทีคือ “ทำบัญชีคริปโต (crypto inventory)” ว่าระบบใดใช้อัลกอริทึมอะไรอยู่บ้าง ข้อมูลประเภทไหนต้องปกป้องกี่ปี และเริ่มวางแผนเปลี่ยนผ่าน (migration plan) ไปสู่ post-quantum แบบไม่สะดุดบริการ
อ่านเกม Davos 2026: บทสนทนานี้กำลังพาโลกไปทางไหน
ถ้ามองเชิงยุทธศาสตร์ งาน “Trust and Convergence 2026” พยายามทำ 3 อย่างในเวลาเดียวกัน
ยกระดับ “quantum security” ให้เป็นวาระร่วม ไม่ใช่ประเด็นเฉพาะนักวิจัยหรือทีมเข้ารหัส
เชื่อมโลกเทคโนโลยีกับโลกนโยบาย เพื่อให้เกิดมาตรฐานและการลงทุนที่ทำได้จริง
ย้ำคุณค่าความเป็นมนุษย์ เพื่อให้การเร่งเทคโนโลยีไม่ทำให้สังคมเปราะบางกว่าเดิม
ในภาพรวม นี่คือการ “ตั้งคำถามใหม่” ว่าเมื่อเทคโนโลยีหลอมรวมกัน ความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องของระบบใดระบบหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของ “สถาปัตยกรรมความเชื่อมั่น” (trust architecture) ที่ต้องครอบคลุมทุกชั้น ตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ เครือข่าย ตัวตนดิจิทัล ไปจนถึง governance และจริยธรรม
สรุป: Trust and Convergence 2026 กำลังบอกโลกว่า “ความเชื่อมั่น” คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่
การประกาศจัดงาน “Trust and Convergence 2026: The Year of Quantum Security” ของ WISeKey, WISeSat.Space และ SEALSQ เป็นสัญญาณชัดว่าโลกกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของความปลอดภัยดิจิทัล โดยเฉพาะเมื่อ quantum computing เริ่มสร้างแรงกดดันต่อมาตรฐานการเข้ารหัสเดิม และเมื่อ AI/ระบบอัตโนมัติกลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจในชีวิตจริง
สารที่งานต้องการส่งคือ “trust ต้องถูกออกแบบและปกป้องตั้งแต่แรก” และการเปลี่ยนผ่านสู่โลก post-quantum ต้องทำแบบร่วมมือกัน ทั้งรัฐ เอกชน นักวิทยาศาสตร์ ผู้กำหนดนโยบาย และสังคม เพื่อให้เทคโนโลยีที่หลอมรวมกันในอนาคต ไม่ได้ทำให้โลกเสี่ยงกว่าเดิม แต่ทำให้โลก “ปลอดภัย ยืดหยุ่น และยังคงเป็นมนุษย์” มากขึ้น
#SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น