Disney เจอแรงสั่นสะเทือน! “The Mandalorian and Grogu” เปิดตัวรายได้ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ Star Wars ยุคใหม่ นักวิเคราะห์ชี้กลยุทธ์ Disney+ อาจเป็นดาบสองคม

Disney เจอแรงสั่นสะเทือน! “The Mandalorian and Grogu” เปิดตัวรายได้ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ Star Wars ยุคใหม่ นักวิเคราะห์ชี้กลยุทธ์ Disney+ อาจเป็นดาบสองคม

โดย ADMIN
หุ้นที่เกี่ยวข้อง:DIS

“The Mandalorian and Grogu” รายได้เปิดตัวต่ำกว่าคาด จุดเปลี่ยนสำคัญของจักรวาล Star Wars?

หลังจากที่แฟนๆ Star Wars รอคอยการกลับมาของภาพยนตร์บนจอใหญ่เป็นเวลานานกว่า 7 ปี ล่าสุด “The Mandalorian and Grogu” ผลงานจาก Lucasfilm และ Disney ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วโลกอย่างเป็นทางการ แต่ผลตอบรับด้านรายได้กลับไม่เป็นไปตามความคาดหวังของหลายฝ่าย

รายงานระบุว่าภาพยนตร์สามารถทำรายได้เปิดตัวทั่วโลกประมาณ 163-167 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงสุดสัปดาห์วันหยุด Memorial Day ของสหรัฐฯ ซึ่งกลายเป็นสถิติเปิดตัวที่ต่ำที่สุดของภาพยนตร์ Star Wars นับตั้งแต่ Disney เข้าซื้อกิจการ Lucasfilm และบริหารแฟรนไชส์นี้อย่างเต็มตัว

จากซีรีส์ Disney+ สู่ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์

“The Mandalorian” ถือเป็นหนึ่งในผลงานที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของ Disney+ หลังเปิดตัวในปี 2019 พร้อมแนะนำตัวละครสุดโด่งดังอย่าง Grogu หรือที่แฟนๆ ทั่วโลกเรียกว่า “Baby Yoda”

ซีรีส์ดังกล่าวได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากจากทั้งแฟน Star Wars รุ่นเก่าและผู้ชมกลุ่มใหม่ ด้วยสไตล์การเล่าเรื่องแบบ Space Western ผสมผสานความเป็นโลกอันกว้างใหญ่ของ Star Wars ได้อย่างลงตัว

ความสำเร็จนี้นำไปสู่การสร้างซีรีส์ภาคแยกอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Obi-Wan Kenobi, Andor, Ahsoka, Skeleton Crew และ The Acolyte ซึ่งช่วยขยายจักรวาล Star Wars บนแพลตฟอร์มสตรีมมิงอย่างต่อเนื่อง

เมื่อภาพยนตร์ให้ความรู้สึกเหมือน “ตอนพิเศษของซีรีส์”

นักวิจารณ์และนักวิเคราะห์ในวงการภาพยนตร์จำนวนไม่น้อยมองว่า ปัญหาหลักของ “The Mandalorian and Grogu” คือการที่ภาพยนตร์ยังคงให้ความรู้สึกเหมือนตอนขยายของซีรีส์ทาง Disney+ มากกว่าจะเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ควรได้รับประสบการณ์การรับชมในโรงภาพยนตร์

แม้ภาพยนตร์จะยังคงมีคุณภาพด้านงานสร้าง เอฟเฟกต์พิเศษ และงานออกแบบตัวละครในระดับสูง แต่หลายฉากกลับถูกมองว่าพึ่งพาความคิดถึง (Nostalgia) มากเกินไป จนขาดความสดใหม่ที่ผู้ชมยุคปัจจุบันกำลังมองหา

ผู้ชมจำนวนมากรู้สึกว่าพวกเขาสามารถรับชมเนื้อหาแนวเดียวกันนี้ได้จากที่บ้านผ่าน Disney+ ทำให้แรงจูงใจในการซื้อตั๋ว IMAX หรือโรงภาพยนตร์พรีเมียมลดลงอย่างชัดเจน

Disney+ อาจเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ชมโดยไม่รู้ตัว

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ กลยุทธ์การผลักดันคอนเทนต์ Star Wars ลงสู่แพลตฟอร์ม Disney+ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าของภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์โดยตรง

ก่อนหน้านี้ Disney เคยตัดสินใจพักการสร้างภาพยนตร์ Star Wars หลังจาก “The Rise of Skywalker” ในปี 2019 ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ค่อนข้างแตกแยกจากแฟนๆ

จากนั้นบริษัทได้หันไปโฟกัสกับคอนเทนต์สตรีมมิงอย่างจริงจัง ส่งผลให้ผู้ชมคุ้นเคยกับการเสพเนื้อหา Star Wars ผ่านหน้าจอทีวีหรืออุปกรณ์พกพามากขึ้น

เมื่อถึงเวลาที่แฟรนไชส์กลับมาฉายในโรงภาพยนตร์อีกครั้ง ผู้ชมจำนวนไม่น้อยจึงไม่ได้รู้สึกว่าจำเป็นต้องรีบออกไปชมในโรงเหมือนในอดีต

เปรียบเทียบกับ “Solo: A Star Wars Story”

ก่อนหน้านี้ ภาพยนตร์ที่ถูกมองว่าล้มเหลวที่สุดของ Star Wars ยุค Disney คือ “Solo: A Star Wars Story” ที่เปิดตัวทั่วโลกประมาณ 168 ล้านดอลลาร์ และปิดรายได้รวมทั่วโลกที่ประมาณ 392 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม “The Mandalorian and Grogu” กลับทำรายได้เปิดตัวต่ำกว่า Solo เล็กน้อย ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า Disney กำลังเผชิญปัญหาความอิ่มตัวของแบรนด์ Star Wars หรือไม่

แม้ตัวเลขดังกล่าวจะไม่ได้หมายความว่าภาพยนตร์ล้มเหลวในเชิงธุรกิจทันที แต่ก็ถือเป็นสัญญาณที่ผู้บริหาร Disney ไม่อาจมองข้ามได้

จุดแข็งที่ยังคงได้รับคำชม

แม้รายได้จะไม่โดดเด่น แต่ภาพยนตร์ยังได้รับคำชมในหลายด้าน โดยเฉพาะงานสร้างที่เน้นการใช้หุ่นเชิด (Puppetry) และเทคนิค Practical Effects ซึ่งให้ความรู้สึกคลาสสิกแบบ Star Wars ยุคดั้งเดิม

ผู้ชมจำนวนมากชื่นชอบการกลับมาของ Din Djarin และ Grogu รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครทั้งสองที่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของเรื่อง

นอกจากนี้หลายฉากยังแสดงให้เห็นถึงคุณภาพด้าน Visual Effects ที่อยู่ในระดับสูง และมีความเป็นภาพยนตร์มากกว่าซีรีส์โทรทัศน์ทั่วไป

แฟน Star Wars กำลังต้องการอะไร?

นักวิเคราะห์มองว่าปัจจุบันแฟน Star Wars ไม่ได้ต้องการเพียงการกลับมาใช้ตัวละครเดิมหรือเรื่องราวที่คุ้นเคยเท่านั้น แต่ยังต้องการสิ่งใหม่ๆ ที่กล้าทดลองมากขึ้น

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือความสำเร็จของซีรีส์ Andor ซึ่งได้รับคำชมจากทั้งนักวิจารณ์และแฟนๆ เนื่องจากมีการเล่าเรื่องที่แตกต่างจาก Star Wars แบบดั้งเดิม

เช่นเดียวกับ The Mandalorian ในช่วงแรกที่นำเสนอมุมมองใหม่ของจักรวาล Star Wars จนกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก

ความหวังใหม่ของ Disney อยู่ที่ “Starfighter”

หลังจากกระแสตอบรับที่ไม่ร้อนแรงของ “The Mandalorian and Grogu” ความหวังของ Disney จึงเริ่มหันไปสู่โปรเจกต์ถัดไปอย่าง “Star Wars: Starfighter”

ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย Shawn Levy ผู้สร้างผลงานอย่าง “Free Guy” และนำแสดงโดย Ryan Gosling ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนักแสดงระดับแถวหน้าของ Hollywood

สิ่งที่ทำให้แฟนๆ สนใจมากที่สุดคือ Starfighter จะเป็นเรื่องราวใหม่ทั้งหมด ไม่ได้เชื่อมโยงโดยตรงกับตัวละครหลักจากภาคก่อนๆ และเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ใน “The Rise of Skywalker” ประมาณ 5 ปี

หลายฝ่ายมองว่านี่อาจเป็นโอกาสสำคัญที่ Disney จะได้พิสูจน์ว่า Star Wars ยังสามารถสร้างเรื่องราวใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นและดึงผู้ชมกลับเข้าสู่โรงภาพยนตร์ได้อีกครั้ง

อนาคตของ Star Wars บนจอใหญ่ยังไม่จบ

แม้ผลตอบรับด้านรายได้ของ “The Mandalorian and Grogu” จะต่ำกว่าความคาดหวัง แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่านี่ไม่ใช่จุดจบของแฟรนไชส์ Star Wars

Disney ยังคงมีรายได้มหาศาลจากสินค้า Merchandise, Theme Park, เกม และบริการสตรีมมิงที่เกี่ยวข้องกับ Star Wars

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้อาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญให้ Lucasfilm และ Disney ต้องกลับมาทบทวนว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้ผู้ชมยอมซื้อตั๋วเข้าโรงภาพยนตร์อีกครั้งในยุคที่คอนเทนต์สามารถรับชมได้จากทุกที่

สำหรับแฟน Star Wars ทั่วโลก คำถามสำคัญในตอนนี้อาจไม่ใช่แค่ว่า “ภาพยนตร์เรื่องต่อไปจะทำเงินได้เท่าไร” แต่เป็น “Disney จะสามารถสร้างความรู้สึกตื่นเต้นแบบที่เคยเกิดขึ้นกับ The Force Awakens หรือ Rogue One กลับมาได้อีกหรือไม่”

และนั่นอาจเป็นภารกิจที่ท้าทายที่สุดของจักรวาล Star Wars ในยุคปัจจุบัน

#SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง