Visa และ Mastercard กำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่จากยุโรปและอังกฤษ นักลงทุนควรกังวลหรือไม่?

Visa และ Mastercard กำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่จากยุโรปและอังกฤษ นักลงทุนควรกังวลหรือไม่?

โดย ADMIN
หุ้นที่เกี่ยวข้อง:MA

Visa และ Mastercard อาจไม่แข็งแกร่งเหมือนเดิม หลังยุโรปและอังกฤษเดินหน้าสร้างระบบชำระเงินของตัวเอง

บริษัทการเงินยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Visa (V) และ Mastercard (MA) กำลังเผชิญแรงกดดันครั้งสำคัญจากฝั่งยุโรปและสหราชอาณาจักร หลังหน่วยงานกำกับดูแล รวมถึงธนาคารรายใหญ่ในยุโรป เริ่มผลักดันแนวคิดในการลดการพึ่งพาระบบชำระเงินจากสหรัฐอเมริกา

ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นหัวข้อร้อนในตลาดการเงิน เพราะปัจจุบัน Visa และ Mastercard ครองส่วนแบ่งตลาดระบบบัตรชำระเงินระดับโลกในสัดส่วนที่สูงมาก โดยเฉพาะในยุโรปและอังกฤษที่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้บัตรเครดิตและเดบิตในการใช้จ่ายประจำวัน

ทำไมยุโรปและอังกฤษเริ่มไม่สบายใจกับ Visa และ Mastercard?

หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือเรื่องของ “อำนาจผูกขาด” และ ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มสูงขึ้น หลังจาก Brexit หรือการที่อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป ทำให้กฎควบคุมค่าธรรมเนียมบางส่วนของ EU ไม่สามารถใช้กับอังกฤษได้อีกต่อไป

รายงานจากหน่วยงานกำกับดูแลระบบชำระเงินของอังกฤษ หรือ Payments Systems Regulator (PSR) ระบุว่า Visa และ Mastercard มีอำนาจเหนือตลาดสูงมาก โดยครองตลาดบัตรเครดิตและเดบิตในอังกฤษมากถึงเกือบ 99%

หลัง Brexit ค่าธรรมเนียมการชำระเงินข้ามพรมแดนระหว่างอังกฤษและยุโรปเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มเติมปีละหลายร้อยล้านปอนด์

หน่วยงานกำกับดูแลเริ่มเข้มงวดมากขึ้น

ทาง PSR ของอังกฤษกำลังพิจารณาออกมาตรการจำกัดค่าธรรมเนียมบางประเภท เพื่อป้องกันไม่ให้ Visa และ Mastercard ขึ้นค่าบริการมากเกินไป

หน่วยงานดังกล่าวระบุว่า การแข่งขันในตลาดมีน้อยเกินไป จึงเปิดช่องให้ทั้งสองบริษัทสามารถกำหนดค่าธรรมเนียมในระดับสูงได้โดยแทบไม่มีแรงกดดันจากคู่แข่ง

หากมาตรการควบคุมเหล่านี้เกิดขึ้นจริง อาจส่งผลโดยตรงต่อรายได้และอัตรากำไรของทั้ง Visa และ Mastercard ในระยะยาว

ยุโรปต้องการ “Sovereign Payment System” ของตัวเอง

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือเรื่องของ ความมั่นคงทางการเงินและภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Geopolitics

หลายประเทศในยุโรปเริ่มกังวลว่าการพึ่งพาระบบการชำระเงินของสหรัฐมากเกินไป อาจกลายเป็นความเสี่ยงในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงที่ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีของรัสเซียในอดีต ที่ Visa และ Mastercard ระงับการให้บริการบางส่วนหลังเกิดมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หลายประเทศเริ่มตั้งคำถามว่า หากเกิดวิกฤตทางการเมืองหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศขึ้นอีก ระบบการชำระเงินภายในประเทศจะได้รับผลกระทบหรือไม่

อังกฤษเริ่มหารือสร้างระบบคู่ขนาน

มีรายงานว่าผู้บริหารธนาคารรายใหญ่ในอังกฤษ เช่น Barclays, Lloyds, Santander UK และ NatWest เริ่มหารือเกี่ยวกับการสร้างระบบชำระเงินทางเลือกของประเทศ

โครงการดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า DeliveryCo ซึ่งได้รับทั้งการสนับสนุนจากภาคเอกชนและรัฐบาลอังกฤษ

เป้าหมายคือการสร้าง “Payment Rail” หรือโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่ประเทศสามารถควบคุมได้เอง ลดการพึ่งพาบริษัทอเมริกันอย่าง Visa และ Mastercard

แม้โครงการนี้ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี แต่ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าหลายประเทศเริ่มต้องการสร้างอธิปไตยทางการเงินของตัวเอง

นักลงทุนควรกังวลแค่ไหน?

แม้ข่าวดังกล่าวอาจดูเป็นแรงกดดันต่อ Visa และ Mastercard แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองบริษัทยังคงมีจุดแข็งจำนวนมาก

เครือข่ายระดับโลกยังแข็งแกร่ง

Visa และ Mastercard มีเครือข่ายการชำระเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมร้านค้า ธนาคาร และผู้ใช้งานหลายพันล้านราย

การสร้างระบบใหม่ขึ้นมาแข่งขันโดยตรงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ทั้งเงินลงทุน เทคโนโลยี ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค

นอกจากนี้ ร้านค้าจำนวนมากทั่วโลกก็ยังคุ้นเคยกับระบบของ Visa และ Mastercard อยู่แล้ว

การเปลี่ยนผ่านอาจใช้เวลานานมาก

แม้ยุโรปและอังกฤษต้องการลดการพึ่งพาระบบจากสหรัฐ แต่การเปลี่ยนโครงสร้างการชำระเงินระดับประเทศไม่สามารถทำได้ในเวลาอันสั้น

ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายมองว่า Visa และ Mastercard ยังมีเวลาอีกหลายปีในการปรับตัวและรักษาความสามารถในการแข่งขัน

ความเสี่ยงใหม่จาก Fintech และ Digital Payment

นอกจากแรงกดดันจากรัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลแล้ว Visa และ Mastercard ยังต้องเผชิญการแข่งขันจากบริษัท Fintech รุ่นใหม่

บริการอย่าง Mobile Wallet, Real-Time Payment และระบบโอนเงินผ่านบัญชีโดยตรง กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม

ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มใช้บริการอย่าง Apple Pay, Google Pay รวมถึงระบบโอนเงินแบบ Instant Payment มากขึ้น

ในยุโรปเอง ระบบอย่าง SEPA Instant Payment ก็เริ่มได้รับการสนับสนุนมากขึ้นเช่นกัน

สิ่งเหล่านี้อาจทำให้บทบาทของบัตรเครดิตและเดบิตแบบดั้งเดิมลดลงในอนาคต

แต่ Visa และ Mastercard ยังเติบโตได้

แม้จะมีความท้าทายเพิ่มขึ้น แต่ทั้งสองบริษัทยังมีรายได้และกำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง

สาเหตุสำคัญคือเศรษฐกิจโลกยังคงเปลี่ยนผ่านจาก “เงินสด” ไปสู่ “Cashless Society”

ยิ่งผู้คนใช้การชำระเงินแบบดิจิทัลมากขึ้น ปริมาณธุรกรรมผ่านระบบของ Visa และ Mastercard ก็ยังเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ธุรกิจไม่ได้มีแค่บัตรเครดิต

ปัจจุบันทั้งสองบริษัทเริ่มขยายธุรกิจไปยังบริการใหม่ ๆ เช่น

  • Cybersecurity
  • Data Analytics
  • Fraud Detection
  • Open Banking
  • Cross-border Payment

นั่นหมายความว่า แม้รายได้จากค่าธรรมเนียมบัตรอาจถูกกดดัน แต่บริษัทก็ยังมีโอกาสสร้างรายได้จากธุรกิจอื่นเพิ่มขึ้น

มุมมองสำหรับนักลงทุนระยะยาว

สำหรับนักลงทุนระยะยาว ข่าวนี้อาจเป็นสัญญาณว่าธุรกิจ Payment Network กำลังเข้าสู่ยุคการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น

อย่างไรก็ตาม Visa และ Mastercard ยังคงเป็นบริษัทที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง มีแบรนด์ระดับโลก และมีเครือข่ายที่คู่แข่งสร้างตามได้ยาก

ในระยะสั้น ผลกระทบอาจยังไม่รุนแรงมากนัก แต่ในระยะยาว นักลงทุนควรติดตามประเด็นต่อไปนี้อย่างใกล้ชิด

ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา

  • กฎระเบียบใหม่จากยุโรปและอังกฤษ
  • การจำกัดค่าธรรมเนียมการชำระเงิน
  • การเติบโตของระบบชำระเงินทางเลือก
  • การแข่งขันจาก Fintech
  • พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

สรุปภาพรวม

Visa และ Mastercard กำลังเผชิญแรงกดดันรอบใหม่จากทั้งภาครัฐและการแข่งขันทางเทคโนโลยี

ยุโรปและอังกฤษเริ่มต้องการลดการพึ่งพาระบบชำระเงินจากสหรัฐ พร้อมผลักดันระบบของตัวเองมากขึ้น ขณะเดียวกันหน่วยงานกำกับดูแลก็กำลังตรวจสอบเรื่องค่าธรรมเนียมอย่างเข้มงวด

แม้สถานการณ์นี้อาจสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนบางส่วน แต่ด้วยความแข็งแกร่งของเครือข่ายระดับโลกและการเติบโตของธุรกรรมดิจิทัล Visa และ Mastercard ก็ยังคงเป็นผู้นำสำคัญในอุตสาหกรรมการชำระเงินโลก

ท้ายที่สุด การแข่งขันในตลาด Payment อาจรุนแรงขึ้น แต่ก็อาจเป็นแรงผลักดันให้ทั้งสองบริษัทเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและบริการใหม่ ๆ เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในอนาคต

อ้างอิงข้อมูลจาก

#Visa #Mastercard #หุ้นต่างประเทศ #Fintech #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง