สหรัฐเตรียมขึ้นอัตรา “Tariff” ไปสูงถึง 15% หรือมากกว่า สำหรับบางประเทศ ตามคำกล่าวของ USTR

สหรัฐเตรียมขึ้นอัตรา “Tariff” ไปสูงถึง 15% หรือมากกว่า สำหรับบางประเทศ ตามคำกล่าวของ USTR

โดย ADMIN

สหรัฐประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้า (Tariff) บางส่วนสูงขึ้นถึง 15% หรือมากกว่า

วอชิงตัน, 25 ก.พ. 2569 (Reuters) — U.S. Trade Representative หรือ USTR เปิดเผยว่า สหรัฐกำลังเตรียม ปรับขึ้นอัตรา tariff จากอัตราเดิมที่ 10% ให้สูงขึ้นเป็น 15% หรือมากกว่า สำหรับสินค้านำเข้าจากบางประเทศ โดยไม่ได้ระบุชื่อประเทศใดเป็นพิเศษในตอนนี้ และไม่ได้อธิบายรายละเอียด Country-by-country เพิ่มเติมในเวลานี้

รายละเอียดจากคำให้สัมภาษณ์ Jamieson Greer

ในรายการสัมภาษณ์ทาง Fox Business Network ช่วง “Mornings with Maria,” Jamieson Greer ซึ่งรับผิดชอบงานด้านการค้าของสหรัฐ กล่าวว่าขณะนี้อัตรา tariff อยู่ที่ 10% แต่คาดว่าบางประเทศจะถูกปรับให้สูงขึ้นเป็น 15% และบางแห่งอาจสูงกว่า 15% ตามประเภทสินค้าที่ถูกกำหนดไว้แล้วในอดีต

Greer ระบุว่า “ตอนนี้เราเทมาตราการ 10% อยู่แล้ว แต่มันจะเพิ่มเป็น 15% สำหรับบางประเทศ และอาจมากกว่าในบางกรณี และผมคิดว่ามันจะเป็นไปตามประเภท tariff ที่เราเคยเห็นมาก่อน” โดยไม่ได้ระบุชื่อประเทศหรือสินค้าที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง

ที่มาของมาตรการใหม่

การประกาศปรับขึ้นอัตราดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลของประธานาธิบดี Donald Trump ต้องการตอบสนองต่อการตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐ (U.S. Supreme Court) ที่เพิ่งยกเลิกมาตรการ tariff แบบทั่วโลกก่อนหน้านี้ โดยศาลระบุว่าการใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act เพื่อออกรายการ duty ทั้งหมดนั้นเกินอำนาจของตำแหน่งประธานาธิบดี ส่งผลให้ tariff ก่อนหน้าที่ว่า 10%-50% ถูกยกเลิกในทันที

หลังจากศาลตัดสิน รัฐบาล Trump ก็สั่งใช้ global tariff อัตรา 10% ต่อสินค้านำเข้าจากทุกประเทศภายใต้กฎหมาย Section 122 ของ Trade Act of 1974 — ซึ่งเป็นกฎหมายที่ไม่เคยถูกนำมาใช้มาก่อนในลักษณะนี้ — โดยอนุญาตให้กำหนดภาษีนำเข้าสูงสุดได้ถึง 15% เป็นระยะเวลา 150 วัน ซึ่งหลังจากนั้นจะต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสเพื่อขยายเวลาใช้งานต่อไป

ผลกระทบในระดับสากล

การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีครั้งนี้ได้สร้างความไม่แน่นอนในเวทีการค้าระหว่างประเทศ โดยหลายประเทศกำลังติดตามความคืบหน้าของมาตรการใหม่นี้อย่างใกล้ชิด ตัวอย่างเช่น สหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรได้ออกมาให้ความเห็นว่าการขึ้นภาษีอาจส่งผลกระทบต่อข้อตกลงการค้าระหว่างกัน (Reuters news เผยแพร่ล่าสุดเกี่ยวกับ EU และ UK ที่กำลังหารือเกี่ยวกับผลกระทบนี้)

นอกจากนี้ ยังมีประเทศคู่ค้าหลายแห่งที่ถือสัญญาการค้า (trade deals) กับสหรัฐฯ อยู่แล้ว ซึ่งยังไม่มีรายงานว่ามีประเทศใดตัดสินใจถอนตัวจากความตกลงเหล่านั้น แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงอัตรา tariff ก็ตาม ตามคำกล่าวของ Jamieson Greer เอง

ปฏิกิริยาจากภาคธุรกิจและตลาดโลก

ความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีนำเข้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ตลาดการเงินและภาคธุรกิจวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อ supply chain และต้นทุนสินค้า ตัวอย่างเช่นราคาทองคำ และ asset อื่น ๆ ที่มีการเคลื่อนไหวเนื่องจากความไม่แน่นอนจาก tariff และแรงผลักดัน safe-haven ของนักลงทุน

สำหรับหลายประเทศที่ค้าขายกับสหรัฐอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเทศที่ส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐเป็นจำนวนมาก การขึ้นภาษีจะทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อ margin ของบริษัทและธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะหากอัตรา tariff ถูกเพิ่มขึ้นถึง 15% หรือมากกว่าอย่างที่ USTR กล่าวถึง

แนวโน้มต่อไปในอนาคต

แม้จะยังไม่มีการประกาศรายละเอียด country-by-country ว่าจะมีประเทศใดบ้างที่จะได้รับอัตรา tariff ที่สูงขึ้น แต่ USTR ย้ำว่านโยบายการค้าใหม่จะสอดคล้องกับรูปแบบ tariff ที่เห็นก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจหมายความว่าประเทศที่มีปัญหาเรื่อง trade imbalance หรือมีข้อพิพาททางการค้ากับสหรัฐอาจได้รับผลกระทบก่อน

มาตรการนี้อาจถูกมองทั้งในมุมของการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ (domestic industry) และในแง่มุมของการใช้เป็นเครื่องมือเจรจาเพื่อปรับสัมพันธ์การค้า แต่ก็มีเสียงจากนักวิเคราะห์ที่เตือนว่าอัตราภาษีที่สูงขึ้นอาจเป็นการเพิ่มต้นทุนและสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

#USTariffs #GlobalTrade #TradePolicy #TariffIncrease #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง

สหรัฐเตรียมขึ้นอัตรา “Tariff” ไปสูงถึง 15% หรือมากกว่า สำหรับบางประเทศ ตามคำกล่าวของ USTR | SlimScan