ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 16% ในปีแรกของ “ทรัมป์” กลับเข้าทำงาน เปรียบเทียบกับผู้นำสหรัฐฯ คนอื่นอย่างไร

ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 16% ในปีแรกของ “ทรัมป์” กลับเข้าทำงาน เปรียบเทียบกับผู้นำสหรัฐฯ คนอื่นอย่างไร

โดย ADMIN
หุ้นที่เกี่ยวข้อง:IVV
, และมี HTML tag ภายในเนื้อหา พร้อม #hashtag ด้วยดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 16% ในปีแรกของ “ทรัมป์” กลับเข้าทำงาน เปรียบเทียบกับผู้นำสหรัฐฯ คนอื่นอย่างไร

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พบการเติบโตครั้งสำคัญในปีแรกของ “ทรัมป์” สมัยที่สอง

ในปีแรกที่ Donald Trump กลับเข้าทำงานในตำแหน่ง President of the United States อีกครั้งหลังจากที่ได้รับเลือกตั้งเมื่อปี 2024 ดัชนีหุ้นสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง S&P 500 ได้แสดงผลตอบแทนที่โดดเด่น โดยเพิ่มขึ้นราว 16% ในช่วง 12 เดือนแรกของปี 2025 — เป็นการเติบโตที่อยู่เหนือค่าเฉลี่ยทางประวัติศาสตร์ที่นักวิเคราะห์หลายคนใช้เป็นมาตรฐานในการประเมินการตอบสนองของตลาดหุ้นต่อการบริหารของผู้นำประเทศแต่ละยุคสมัย

ตัวเลขผลตอบแทนของ S&P 500 ภายใต้การนำของทรัมป์

เมื่อถึงสิ้นปี 2025 ดัชนี S&P 500 ซึ่งถือเป็นตัวแทนของหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดสหรัฐฯ ได้ขยับขึ้นประมาณ 16% นับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งสมัยที่สองเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2025 ซึ่งตัวเลขนี้ถือว่าน่าประทับใจ โดยอยู่สูงกว่ามิดเดียน (median) ของผลตอบแทนในปีแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่อยู่ประมาณ 9% หากนับย้อนหลังไปถึงช่วงปี 1929

การเพิ่มขึ้นของ S&P 500 ในช่วงเวลานี้สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังจากช่วงแรกที่มีความผันผวนจากหลายปัจจัย เช่น นโยบายภาษีและการกำหนดอัตราผลประโยชน์ผ่าน tariffs ที่ประกาศใช้ในเดือนเมษายน หรือที่เรียกกันในบางกลุ่มนักลงทุนว่า “liberation day tariffs” ซึ่งสร้างแรงกดดันให้ตลาดเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ที่มาของความผันผวนในตลาด

แม้ผลตอบแทน 16% จะเป็นตัวเลขที่สวยงาม แต่ตลาดรวมถึงผู้ลงทุนก็ต้องเผชิญกับความผันผวนอย่างต่อเนื่องในปี 2025 ความผันผวนนี้มาจากหลายปัจจัย เช่น:

  • นโยบายของทรัมป์ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในหลายด้าน ส่งผลให้การคาดการณ์ของนักลงทุนต้องปรับตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง
  • ความกังวลด้านเศรษฐกิจโลก เช่น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการเคลื่อนไหวของราคาพลังงาน ซึ่งสามารถดึงความเชื่อมั่นออกจากตลาดหุ้นได้ในบางช่วง
  • ความเสี่ยงจากนโยบายภาษีและเงินเฟ้อ ที่ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ความผันผวนไม่ได้หยุดการซื้อขาย

ถึงแม้จะมีช่วงที่ตลาดลงแรง แต่กลยุทธ์ “buy the dip” — หรือการซื้อหุ้นเมื่อราคาลงต่ำ — กลับกลายเป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุนบางกลุ่ม ซึ่งช่วยให้ตลาดสามารถฟื้นตัวได้ในหลายช่วงเวลาที่ราคาหุ้นตกลงอย่างรวดเร็ว

เปรียบเทียบกับผลตอบแทนภายใต้ประธานาธิบดีคนก่อน

นักวิเคราะห์มักเปรียบเทียบผลตอบแทนของตลาดหุ้นภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีแต่ละคนเพื่อให้เห็นภาพรวมการตอบสนองของผู้ลงทุนต่อการบริหารงานและนโยบายของรัฐบาล:

  • Joe Biden — ในปีแรกของการบริหาร (ปี 2021) ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้นราว 16.4% ซึ่งสูงกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีแรกของทรัมป์สมัยที่สอง
  • Donald Trump (สมัยแรก) — ในปีแรกของการบริหารสมัยแรก (ปี 2017) ดัชนี S&P 500 เคยเพิ่มขึ้นถึง 23.7% ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนในปีแรกของสมัยที่สองอย่างชัดเจน
  • Barack Obama — ประธานาธิบดีที่เคยมีปีแรกที่ผลตอบแทนของตลาดหุ้นสูงกว่าทรัมป์ในบางช่วง แม้จะไม่ใช่ทุกปีแรก แต่ในบางปีตลาดตอบสนองอย่างแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

ความหมายของตัวเลขผลตอบแทน

ตัวเลข “ผลตอบแทน 16%” ของ S&P 500 ไม่ได้บอกเพียงแค่ว่า “ตลาดหุ้นโต” แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นบางส่วนของนักลงทุนในเศรษฐกิจสหรัฐฯ ว่ามีพื้นฐานที่แข็งแกร่งพอ แม้เผชิญกับนโยบายที่เป็นเอกลักษณ์และการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของรัฐบาล

ในเชิงเศรษฐกิจโดยรวม S&P 500 มักถูกใช้เป็นดัชนีอ้างอิงที่แสดงถึงสภาวะของตลาดหุ้นโดยรวม เพราะประกอบด้วยหุ้นขนาดใหญ่จากหลายสาขาอุตสาหกรรม ทำให้ตัวเลขผลตอบแทนสะท้อนถึงภาพรวมเศรษฐกิจและภาคธุรกิจได้ดี

ความคาดหวังต่อปีต่อไป

แม้ปี 2025 จะจบลงด้วยตัวเลขที่ดี ตลาดหุ้นและนักลงทุนทั่วโลกยังคงจับตาต่อการเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปีถัดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นต่อไปนี้:

  1. ผลกระทบจากการเลือกตั้งกลางสมัย (midterm) ที่มักทำให้ตลาดมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้นในปีหลัง
  2. นโยบายการค้าและอัตราภาษี ซึ่งอาจเปลี่ยนทิศทางการลงทุนของบริษัทใหญ่ ๆ
  3. ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

นักวิเคราะห์เตือนสติ

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเตือนว่านักลงทุนควรระวังการคาดการณ์ตลาดแบบเก็งกำไรมากเกินไป และควรพิจารณาแผนการลงทุนในระยะยาว เพราะตัวเลขในหนึ่งปี — แม้จะดูโดดเด่น — ไม่สามารถรับประกันทิศทางในอนาคตได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อมีความไม่แน่นอนภายนอก (external uncertainty) เยอะขึ้นเรื่อย ๆ

บทสรุป

ผลตอบแทน 16% ของ S&P 500 ในปีแรกของการเข้าทำงานสมัยที่สองของ ทรัมป์ ถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลังของประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่ก็ยังต่ำกว่าผลตอบแทนในปีแรกของทรัมป์สมัยแรกและบางปีของประธานาธิบดีคนก่อนหน้านั้น ทั้งนี้ ตลาดยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและปัจจัยกดดันต่าง ๆ ซึ่งนักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิดในปีต่อ ๆ ไป

#SP500 #TrumpEconomy #ตลาดหุ้นสหรัฐ #ผลตอบแทนประธานาธิบดี #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง