สหรัฐฯ ระบายน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์ใกล้แตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 40 ปี ผู้เชี่ยวชาญเตือนราคาน้ำมันและน้ำมันเชื้อเพลิงอาจพุ่งสูง

สหรัฐฯ ระบายน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์ใกล้แตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 40 ปี ผู้เชี่ยวชาญเตือนราคาน้ำมันและน้ำมันเชื้อเพลิงอาจพุ่งสูง

โดย ADMIN
หุ้นที่เกี่ยวข้อง:BNO

สหรัฐฯ ระบายน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์ใกล้แตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 40 ปี ท่ามกลางความกังวลด้านพลังงานโลก

สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับความท้าทายด้านพลังงานครั้งสำคัญ หลังจากปริมาณน้ำมันใน Strategic Petroleum Reserve (SPR) หรือคลังน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์ของประเทศ ลดลงอย่างต่อเนื่องจนใกล้แตะระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ยุคของประธานาธิบดี Ronald Reagan ในช่วงทศวรรษ 1980 ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายออกมาเตือนว่า สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าครองชีพของประชาชนในอนาคต

น้ำมันสำรองฉุกเฉินของสหรัฐฯ ลดลงต่อเนื่อง

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ปริมาณน้ำมันในคลังสำรองยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 365 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับศักยภาพการจัดเก็บสูงสุดที่กว่า 700 ล้านบาร์เรล และอยู่ห่างจากจุดต่ำสุดในรอบเกือบ 40 ปีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

การลดลงดังกล่าวเป็นผลจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ตัดสินใจนำน้ำมันสำรองออกมาใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลนอุปทานในตลาดโลก โดยเฉพาะหลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางและผลกระทบจากสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ซึ่งส่งผลต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกอย่าง Strait of Hormuz

Strait of Hormuz จุดเสี่ยงสำคัญของตลาดพลังงานโลก

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก โดยมีสัดส่วนการขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมประมาณ 20% ของปริมาณการค้าทั่วโลกผ่านเส้นทางดังกล่าว

หากเส้นทางนี้ยังคงเผชิญกับข้อจำกัดหรือการปิดกั้นเป็นเวลานาน ผู้เชี่ยวชาญมองว่าอุปทานน้ำมันในตลาดโลกจะตึงตัวมากขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นักวิเคราะห์เตือนราคาน้ำมันอาจพุ่งแรงในช่วงครึ่งหลังของปี

Patrick De Haan นักวิเคราะห์จาก GasBuddy เปิดเผยว่า หากการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินสิ้นสุดลงในช่วงกลางถึงปลายฤดูร้อน และสถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่คลี่คลาย ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง

เขาระบุว่า ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยทั่วประเทศที่สูงกว่า 5 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ถือเป็นความเป็นไปได้ที่ไม่ควรมองข้าม แม้ว่าจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน เช่น ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลก อัตราการปล่อยน้ำมันสำรอง และสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์

คลังน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์คืออะไร?

คลังน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ หรือ SPR ถูกจัดตั้งขึ้นในปี 1975 หลังวิกฤตการณ์น้ำมันจากการคว่ำบาตรของกลุ่มประเทศอาหรับในช่วงปี 1973-1974

วัตถุประสงค์หลักคือเพื่อเป็นแหล่งสำรองพลังงานฉุกเฉินในกรณีที่เกิดเหตุการณ์รุนแรงซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันของประเทศ เช่น สงคราม ภัยธรรมชาติ หรือวิกฤตการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์

คลังสำรองดังกล่าวกระจายอยู่ในรัฐ Texas และ Louisiana โดยเก็บน้ำมันดิบไว้ในโพรงเกลือใต้ดินขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถนำออกมาใช้ได้อย่างรวดเร็วในยามจำเป็น

ระดับน้ำมันสำรองปัจจุบันต่ำกว่ายุคก่อนอย่างมาก

ย้อนกลับไปในปี 2009 คลังน้ำมันสำรองของสหรัฐฯ เคยมีปริมาณสูงสุดกว่า 726 ล้านบาร์เรล แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปริมาณดังกล่าวลดลงจากการระบายน้ำมันออกมาใช้รับมือกับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ

ก่อนหน้านี้ในปี 2022 รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ปล่อยน้ำมันสำรองครั้งใหญ่เพื่อลดแรงกดดันด้านราคาพลังงานหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้ระดับน้ำมันใน SPR ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และยังไม่สามารถเติมกลับได้เต็มที่

ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดแค่ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเตือนว่า ผลกระทบจากการลดลงของน้ำมันสำรองไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อราคาน้ำมันเบนซินเท่านั้น แต่ยังอาจลุกลามไปยังภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ อีกด้วย

เมื่อราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น ต้นทุนการขนส่งสินค้า การขนส่งทางเรือ รถบรรทุก และห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดจะปรับตัวสูงขึ้นตาม ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น และอาจสร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อในวงกว้าง

ภาคธุรกิจขนาดเล็กอาจได้รับผลกระทบหนัก

William Stern ผู้บริหารบริษัทด้านการเงิน Cardiff ให้ความเห็นว่า การดึงน้ำมันสำรองออกมาใช้อย่างต่อเนื่องอาจช่วยลดแรงกดดันระยะสั้นได้ แต่ในระยะยาวอาจทำให้เศรษฐกิจเปราะบางมากขึ้น

ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นจะกระทบต่อธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ต้องพึ่งพาการขนส่งสินค้าเป็นหลัก ซึ่งท้ายที่สุดต้นทุนเหล่านี้มักถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภค

ความมั่นคงด้านพลังงานกลายเป็นประเด็นสำคัญ

นักเศรษฐศาสตร์หลายรายมองว่า SPR เปรียบเสมือน "กันชน" ของระบบพลังงานสหรัฐฯ ที่ช่วยลดแรงกระแทกจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ

เมื่อปริมาณสำรองลดลง ความสามารถในการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินในอนาคตก็ลดลงตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางการเมือง ภัยธรรมชาติ หรือการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่

รัฐบาลสหรัฐฯ ยืนยันมีแผนเติมน้ำมันกลับเข้าคลัง

แม้จะมีเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับการใช้น้ำมันสำรองในระดับสูง แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ยืนยันว่ามีแผนเติมน้ำมันกลับเข้าสู่คลัง SPR หลังสถานการณ์พลังงานโลกกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายฝ่ายชี้ว่าการเติมน้ำมันกลับเข้าสู่คลังสำรองไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้งบประมาณมหาศาล และอาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นระดับสำรองให้กลับมาใกล้เคียงเดิม

ตลาดจับตาความเสี่ยงในช่วงครึ่งปีหลัง

ในขณะนี้ นักลงทุนและนักวิเคราะห์ทั่วโลกกำลังจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และแนวโน้มการผลิตน้ำมันของประเทศผู้ส่งออกหลัก

หากความขัดแย้งยืดเยื้อและอุปทานยังคงตึงตัว ราคาน้ำมันโลกอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

บทสรุป

การลดลงของคลังน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์สหรัฐฯ สู่ระดับใกล้เคียงช่วงยุค Reagan สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของตลาดพลังงานโลกในปัจจุบัน แม้การระบายน้ำมันจะช่วยบรรเทาผลกระทบระยะสั้นจากวิกฤตอุปทานได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย และสหรัฐฯ ไม่สามารถฟื้นระดับน้ำมันสำรองได้ทันเวลา โลกอาจต้องเผชิญกับราคาพลังงานที่สูงขึ้น ต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น และแรงกดดันทางเศรษฐกิจในวงกว้างในอนาคตอันใกล้

#น้ำมันโลก #USOilReserve #ราคาน้ำมัน #พลังงานโลก #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง

สหรัฐฯ ระบายน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์ใกล้แตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 40 ปี ผู้เชี่ยวชาญเตือนราคาน้ำมันและน้ำมันเชื้อเพลิงอาจพุ่งสูง | SlimScan