
สหรัฐเร่งผลิต Jet Fuel ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังสงครามอิหร่านดันราคาพุ่งกว่า 2 เท่า
สหรัฐเพิ่มกำลังการผลิต Jet Fuel สูงสุดเป็นประวัติการณ์ รับผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง
นิวยอร์ก, 8 มิถุนายน 2026 — สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (Energy Information Administration: EIA) เปิดเผยว่า การผลิต Jet Fuel หรือเชื้อเพลิงอากาศยานของสหรัฐได้ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อันเป็นผลจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน สหรัฐ และอิสราเอล ซึ่งส่งผลให้เกิดการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือสำคัญบริเวณ Strait of Hormuz หรือช่องแคบฮอร์มุซ
ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดพลังงานโลก
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่สำคัญที่สุดของโลก โดยในอดีตประเทศต่าง ๆ ในยุโรปและเอเชียพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงอากาศยานจากตะวันออกกลางผ่านเส้นทางดังกล่าวเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม หลังจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางทหารระหว่างอิหร่านกับสหรัฐและอิสราเอลทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเผชิญความไม่แน่นอนอย่างมาก ตลาดโลกจึงเกิดความกังวลเกี่ยวกับปริมาณอุปทานเชื้อเพลิงอากาศยาน โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชีย
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้สหรัฐ ซึ่งมีศักยภาพด้านการกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ กลายเป็นแหล่งจัดหาสินค้าทดแทนที่สำคัญสำหรับตลาดโลกในทันที
การผลิต Jet Fuel ของสหรัฐทะลุ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ข้อมูลจาก EIA ระบุว่า นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐได้เพิ่มกำลังการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานอย่างต่อเนื่อง
ค่าเฉลี่ยการผลิตในช่วง 4 สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 สูงกว่า 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกข้อมูล
นักวิเคราะห์ระบุว่า การเพิ่มขึ้นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเดินเครื่องโรงกลั่นในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ รวมถึงการปรับกลยุทธ์การผลิตของผู้ประกอบการที่หันมาเน้นการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานมากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลกที่พุ่งสูงอย่างรวดเร็ว
ราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่งกว่า 100% ภายในไม่กี่เดือน
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้โรงกลั่นเพิ่มกำลังการผลิต คือการปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงของราคา Jet Fuel
ข้อมูลจาก EIA ระบุว่า ระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2026 ราคา Jet Fuel ในตลาด Spot Market บริเวณชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก (U.S. Gulf Coast) มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3.91 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอน
ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าระดับราคาเมื่อต้นปีถึงประมาณ 2 เท่า สะท้อนถึงแรงกดดันด้านอุปทานที่เกิดขึ้นทั่วโลกจากวิกฤตด้านภูมิรัฐศาสตร์
นอกจากนี้ ศูนย์กลางการซื้อขายเชื้อเพลิงอากาศยานรายใหญ่แห่งอื่นทั่วโลกก็เผชิญสถานการณ์คล้ายกัน โดยราคาปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงต้นปีเช่นเดียวกัน
ยุโรปและเอเชียพึ่งพาการส่งออกจากสหรัฐมากขึ้น
แม้ว่าสหรัฐจะเพิ่มการผลิตอย่างมาก แต่ปริมาณเชื้อเพลิงที่ผลิตเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกใช้ภายในประเทศ
EIA ระบุว่า เชื้อเพลิงอากาศยานจำนวนมากถูกส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการขนส่งในตะวันออกกลางมากที่สุด
หลายประเทศจำเป็นต้องมองหาแหล่งนำเข้าใหม่เพื่อรักษาความต่อเนื่องของอุตสาหกรรมการบิน ทำให้สหรัฐกลายเป็นผู้ส่งออก Jet Fuel รายสำคัญในช่วงวิกฤตครั้งนี้
สต็อกภายในประเทศยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง
แม้การส่งออกจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ปริมาณสำรองเชื้อเพลิงอากาศยานภายในสหรัฐยังคงอยู่ในระดับที่มั่นคง
ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2026 แสดงให้เห็นว่า สหรัฐมีปริมาณสำรอง Jet Fuel อยู่ที่ประมาณ 45 ล้านบาร์เรล
ระดับดังกล่าวสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีย้อนหลังประมาณ 7% ซึ่งช่วยให้ประเทศยังสามารถรองรับความต้องการภายในประเทศได้อย่างเพียงพอ พร้อมกับสนับสนุนการส่งออกไปยังต่างประเทศ
การส่งออกทำสถิติใหม่ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม
จากข้อมูลรายสัปดาห์ของหน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐ (U.S. Customs and Border Protection) EIA คาดการณ์ว่า การส่งออก Jet Fuel ของสหรัฐในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา ได้แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐในฐานะผู้จัดหาพลังงานรายสำคัญของโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
ฝั่งตะวันตกของสหรัฐอาจเผชิญแรงกดดันด้านอุปทาน
แม้ภาพรวมของประเทศจะมีปริมาณสำรองเพียงพอ แต่ EIA เตือนว่า พื้นที่ชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐอาจต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
เนื่องจากปริมาณการนำเข้าเชื้อเพลิงเข้าสู่ภูมิภาคดังกล่าวเริ่มลดลงในช่วงที่ผ่านมา หากแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไป อาจจำเป็นต้องดึงเชื้อเพลิงจากคลังสำรองออกมาใช้งานมากขึ้นเพื่อรักษาสมดุลของตลาด
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินทั่วโลก
การพุ่งขึ้นของราคา Jet Fuel ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนของสายการบินทั่วโลก เนื่องจากเชื้อเพลิงถือเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของธุรกิจการบิน
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ ราคาค่าโดยสารเครื่องบินอาจมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในหลายภูมิภาค ขณะที่สายการบินอาจต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2026
บทสรุป
วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลก ส่งผลให้ราคา Jet Fuel เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และผลักดันให้สหรัฐเร่งเพิ่มกำลังการผลิตจนทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ในขณะที่ยุโรปและเอเชียยังคงเผชิญความท้าทายด้านอุปทาน สหรัฐได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกเชื้อเพลิงอากาศยานรายสำคัญของโลก ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานและอุตสาหกรรมการบินในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนยังคงปกคลุมเศรษฐกิจโลก
#JetFuel #พลังงานโลก #สหรัฐอเมริกา #ตลาดน้ำมัน #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น