เงินเฟ้อสหรัฐฯ เสี่ยงร้อนแรงขึ้น หลัง PPI พุ่ง 6% แต่โอกาสกลับไปแตะระดับวิกฤตยังไม่สูง

เงินเฟ้อสหรัฐฯ เสี่ยงร้อนแรงขึ้น หลัง PPI พุ่ง 6% แต่โอกาสกลับไปแตะระดับวิกฤตยังไม่สูง

โดย ADMIN

เงินเฟ้อสหรัฐฯ เสี่ยงร้อนแรงขึ้น หลัง PPI พุ่ง 6% แต่โอกาสกลับไปแตะระดับวิกฤตยังไม่สูง

เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเผชิญแรงกดดันด้านราคาอีกครั้ง หลังตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต หรือ Producer Price Index (PPI) เดือนเมษายน ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก ส่งสัญญาณว่าต้นทุนสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจกำลังสูงขึ้น และอาจส่งผ่านไปยังราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายในระยะถัดไป

รายงานจาก MarketWatch ระบุว่า PPI เดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนที่สูงที่สุดในรอบประมาณ 4 ปี และทำให้อัตราเงินเฟ้อภาคค้าส่งเมื่อเทียบรายปีพุ่งขึ้นเป็น 6% จากเดือนก่อนหน้าที่ 4.3%

ทำไมตัวเลข PPI ถึงสำคัญต่อเงินเฟ้อ?

PPI เป็นตัวชี้วัดราคาที่ผู้ผลิตหรือธุรกิจต้องจ่ายก่อนสินค้าจะไปถึงมือผู้บริโภค พูดง่าย ๆ คือเป็น “ต้นทุนต้นทาง” ของระบบเศรษฐกิจ หากต้นทุนของบริษัทเพิ่มขึ้นมาก บริษัทอาจเลือกขึ้นราคาสินค้าและบริการในภายหลัง เพื่อรักษากำไรของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของ PPI ไม่ได้หมายความว่าราคาผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้นเท่ากันทันที เพราะบางบริษัทอาจยอมรับต้นทุนที่สูงขึ้นบางส่วนไว้เอง เพื่อไม่ให้เสียลูกค้าในช่วงที่กำลังซื้อยังเปราะบาง แต่หากต้นทุนสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน แรงกดดันให้ขึ้นราคาก็จะมากขึ้นเรื่อย ๆ

สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้นทุนผู้ผลิตพุ่งขึ้นคือราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน ซึ่งได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในอิหร่านและความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะราคาน้ำมันเบนซินเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อค่าขนส่ง การผลิตสินค้า วัตถุดิบ ปุ๋ย พลาสติก และโลหะบางประเภทด้วย

Investopedia รายงานในทิศทางเดียวกันว่า สงครามในอิหร่านและผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งสำคัญ ทำให้ต้นทุนของหลายอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่ภาคพลังงาน แต่รวมถึงสินค้าเกษตร วัตถุดิบอุตสาหกรรม และห่วงโซ่อุปทานโดยรวม

เงินเฟ้อจะกลับไปแตะ 5% หรือ 6% หรือไม่?

นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจแย่ลงก่อนที่จะดีขึ้น แต่ยังไม่น่าจะกลับไปแตะระดับ 5%–6% เหมือนช่วงหนักของวิกฤตโควิด-19 เว้นแต่ราคาน้ำมันจะพุ่งแรงและอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน

ในช่วงโควิด-19 เงินเฟ้อเคยพุ่งจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ดอกเบี้ยต่ำมาก ปัญหาขาดแคลนสินค้า การหยุดชะงักของซัพพลายเชน และต่อมาถูกซ้ำเติมด้วยราคาน้ำมันหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครน แต่รอบนี้แรงกดดันหลักมาจากพลังงานและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ

CPI และ PCE กำลังถูกจับตา

แม้ PPI จะเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า แต่ตัวเลขที่กระทบประชาชนโดยตรงคือ Consumer Price Index (CPI) หรือดัชนีราคาผู้บริโภค ซึ่งสะท้อนราคาสินค้าและบริการที่ครัวเรือนต้องจ่ายจริง

MarketWatch ระบุว่า CPI เดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 3.8% เมื่อเทียบรายปี และนักวิเคราะห์คาดว่าเงินเฟ้ออาจขยับสูงกว่า 4% ในเดือนถัดไป หากราคาพลังงานและต้นทุนธุรกิจยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง

อีกตัวเลขที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Federal Reserve (Fed) ให้ความสำคัญมากคือ PCE Price Index เพราะสะท้อนพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนได้ยืดหยุ่นกว่า เช่น เมื่อเนื้อสเต๊กแพง ผู้บริโภคอาจเปลี่ยนไปซื้อไก่หรือเนื้อบดที่ถูกกว่า ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อจริงอาจไม่รุนแรงเท่าที่เห็นจากบางดัชนี

ผลกระทบต่อประชาชนและตลาดการเงิน

เงินเฟ้อที่สูงขึ้นหมายความว่าค่าครองชีพของประชาชนอาจเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะค่าน้ำมัน ค่าอาหาร ค่าขนส่ง และสินค้าที่พึ่งพาต้นทุนพลังงานสูง หากค่าจ้างไม่เพิ่มขึ้นทันกับราคา คนทั่วไปจะรู้สึกว่าเงินในกระเป๋ามีมูลค่าน้อยลง

สำหรับตลาดการเงิน ตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาดอาจทำให้ Fed ระมัดระวังมากขึ้นในการลดดอกเบี้ย เพราะหากลดดอกเบี้ยเร็วเกินไป อาจยิ่งกระตุ้นการใช้จ่ายและทำให้เงินเฟ้อควบคุมยากขึ้น ดังนั้น นักลงทุนจึงต้องจับตาข้อมูล CPI, PCE, ราคาน้ำมัน และท่าทีของ Fed อย่างใกล้ชิด

มุมมองโดยรวม

สรุปแล้ว เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังไม่ได้กลับเข้าสู่ภาวะวิกฤตเหมือนช่วงโควิด แต่สัญญาณล่าสุดจาก PPI แสดงให้เห็นว่าแรงกดดันด้านราคากำลังเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ความเสี่ยงสำคัญคือ หากราคาน้ำมันยังสูงนาน ต้นทุนเหล่านี้อาจค่อย ๆ ฝังตัวในระบบเศรษฐกิจ และทำให้การกดเงินเฟ้อกลับลงมายากกว่าเดิม

ประเด็นสำคัญสำหรับผู้บริโภคและนักลงทุนคือ เงินเฟ้ออาจยังไม่พุ่งไปถึง 6% ในฝั่งผู้บริโภค แต่มีโอกาสสูงที่จะร้อนแรงขึ้นในระยะสั้น ก่อนที่สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้น

#SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง