US เงินเฟ้อต่ำกว่าคาดในเดือนมกราคม หลังผลจากภาษี (Tariffs) ของทรัมป์ส่งผลให้ราคาสินค้าผันผวน

US เงินเฟ้อต่ำกว่าคาดในเดือนมกราคม หลังผลจากภาษี (Tariffs) ของทรัมป์ส่งผลให้ราคาสินค้าผันผวน

โดย ADMIN

เงินเฟ้อสหรัฐฯ ในเดือนมกราคมลดลงสู่ระดับ 2.4% แม้มีผลจาก Tariffs ของทรัมป์

ข้อมูลล่าสุดจาก U.S. Bureau of Labor Statistics เปิดเผยว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 2.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 2.5% และต่ำกว่าเดือนธันวาคมที่ 2.7% ส่งผลให้ภาพรวมอัตราเงินเฟ้อยังไม่เร่งตัวขึ้นมากอย่างที่หลายฝ่ายกังวลในช่วงที่ผ่านมา

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้เงินเฟ้อลดลง?

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงเป็นไปตามคาด คือแรงกดดันด้านราคาสินค้าได้เริ่มปรับตัวหลังจากปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีระดับราคาผันผวนจากนโยบาย ภาษีตอบโต้ (Tariffs) ที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศใช้กับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศหลายรายการ

ในปีที่ผ่านมา นโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์มีผลทำให้ราคาสินค้าที่เกี่ยวข้อง เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม และสินค้าที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ปรับสูงขึ้นในบางช่วง ส่งผลให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น

ผลของภาษีที่มีต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อ

ถึงแม้ว่าแนวคิดของการใช้ภาษีเพื่อลดการนำเข้าและเพิ่มรายได้ของประเทศจะได้รับการสนับสนุนในบางกลุ่ม แต่ผลกระทบจริงกลับซับซ้อนกว่าเดิม โดยภาษีทำให้ราคาสินค้าบางประเภทสูงขึ้นก่อนในช่วงต้นปี 2568 และเริ่มเห็นว่าผลกระทบคลี่คลายในช่วงปลายปี ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อลดลงในเดือนมกราคม 2569 แม้ยังฟังดูสวนทางกับข้อกังวลของบางฝ่าย

ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อเชิงลึก

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่วัดด้วย Consumer Price Index (CPI) เพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และเมื่อวัดในรูปแบบรายเดือน (month-over-month) CPI เพิ่มขึ้น 0.2% ซึ่งเป็นระดับที่น้อยกว่าการเพิ่มขึ้นในเดือนก่อนหน้าเล็กน้อย

ส่วน “core inflation” ซึ่งไม่รวมราคาสินค้าอาหารและพลังงาน ก็เพิ่มขึ้น 2.5% ตามคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ นี่เป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ใช้ติดตามเพราะบ่งชี้ถึงแรงกดดันราคาที่แท้จริงในระบบเศรษฐกิจ

ตลาดแรงงานและตัวเลขการจ้างงาน

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงเกินไป ข้อมูลเกี่ยวกับการจ้างงานที่ออกมาพร้อมกันก็แสดงให้เห็นถึงความแข็งแรงของตลาดแรงงาน โดยรายงานว่าในเดือนมกราคมมีการสร้างงานใหม่เพิ่มขึ้นหลายตำแหน่ง ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการจ้างงานที่แข็งแรงในสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการจ้างงานที่แท้จริงของปี 2568 ถูกเปลี่ยนแปลงมาแสดงว่ามีการสร้างงานน้อยกว่าที่คาด ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานยังเผชิญกับแรงกดดันบางส่วนจากโครงสร้างเศรษฐกิจและผลจากนโยบายภาษีที่ผ่านมา

ผลกระทบต่อประชาชนและผู้บริโภค

แม้อัตราเงินเฟ้อจะลดลง แต่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงต่ำ โดยมีการสำรวจพบว่าความรู้สึกของผู้บริโภคต่อเศรษฐกิจอยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแรงกดดันด้านราคาที่ผู้บริโภคยังรับรู้ถึงผลกระทบจากภาระค่าใช้จ่ายที่สูง

แรงกดดันด้านค่าใช้จ่าย ยังเกิดจากต้นทุนบริการและสินค้าบางประเภทที่ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องใช้จ่ายเงินมากขึ้นในบางด้าน แม้โดยภาพรวมอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับที่เย็นตัวลง

ทิศทางนโยบายของ Federal Reserve

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงติดตามสถานการณ์เงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด โดยการประชุมครั้งต่อไปจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมายมาตรฐานที่ 2% ซึ่งอาจทำให้ Fed ต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบันหรือตัดสินใจอย่างระมัดระวังต่อไป

นโยบายการเงินที่เข้มงวดและการใช้อัตราดอกเบี้ยสูงมีบทบาทสำคัญในการดูแลแรงกดดันด้านราคา แม้ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมกราคมจะต่ำกว่าคาดการณ์ก็ตาม และคาดว่า Fed จะไม่รีบร้อนในการตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดันเงินเฟ้อที่อาจกลับมาในอนาคต

ภาพรวมและข้อสรุป

การปรับตัวของอัตราเงินเฟ้อในเดือนมกราคม แม้จะบ่งชี้ถึงแนวโน้มที่อ่อนลงจากเดือนก่อน แต่ยังคงอยู่เหนือเป้าหมายที่ธนาคารกลางตั้งไว้เล็กน้อย และสะท้อนความผันผวนของเศรษฐกิจในช่วงหลังนโยบายภาษีของรัฐบาลทรัมป์ที่นำมาใช้ในปีที่ผ่านมา

การเคลื่อนไหวของอัตราเงินเฟ้อและทิศทางนโยบายการเงินในช่วงนี้ยังคงเป็นเรื่องที่นักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อการตัดสินใจด้านการเงิน ทั้งสำหรับธุรกิจและผู้บริโภคในสหรัฐฯ และทั่วโลกในปี 2569 นี้

#USInflation #Tariffs #TrumpEconomics #FedPolicy #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง