
อังกฤษปิดดีลการค้าประวัติศาสตร์กับกลุ่มรัฐอ่าวอาหรับ คาดหนุนเศรษฐกิจปีละ 3.7 พันล้านปอนด์
อังกฤษประกาศดีลการค้าครั้งใหญ่กับ GCC เป็นชาติแรกในกลุ่ม G7
สหราชอาณาจักร หรือ UK ประกาศบรรลุข้อตกลงการค้าเสรีครั้งสำคัญกับกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ หรือ Gulf Cooperation Council (GCC) ซึ่งประกอบด้วย ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ คูเวต โอมาน และบาห์เรน โดยรัฐบาลอังกฤษระบุว่านี่เป็น “historic trade deal” ที่อาจช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจอังกฤษได้ราว 3.7 พันล้านปอนด์ต่อปี ในระยะยาว
ดีลนี้สำคัญอย่างไร
ข้อตกลงดังกล่าวทำให้ UK กลายเป็นประเทศแรกในกลุ่ม G7 ที่สามารถทำข้อตกลงการค้าสมัยใหม่กับ GCC ได้สำเร็จ หลังจากใช้เวลาการเจรจาหลายปี โดยดีลนี้ครอบคลุมทั้งสินค้า บริการ การลงทุน ดิจิทัลเทรด โทรคมนาคม และการเข้าถึงตลาดของบริษัทอังกฤษในภูมิภาคอ่าวอาหรับ
สาระสำคัญคือ GCC จะยกเลิกภาษีสินค้าจากอังกฤษประมาณ 93% โดยบางส่วนจะถูกยกเลิกทันที และคาดว่าจะช่วยประหยัดต้นทุนภาษีให้ภาคส่งออกอังกฤษได้ประมาณ 580 ล้านปอนด์ ภายในปีที่สิบของข้อตกลง
ภาคธุรกิจอังกฤษที่ได้ประโยชน์
กลุ่มที่คาดว่าจะได้รับผลบวกชัดเจน ได้แก่ อุตสาหกรรมรถยนต์ อากาศยาน อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร เครื่องดื่ม ซีเรียล ผลิตภัณฑ์นม สินค้าหรูหรา โรงแรม การบริการ และ advanced manufacturing โดยตลาด GCC ถือเป็นภูมิภาคที่มีกำลังซื้อสูง และกำลังเดินหน้า diversifying economy ลดการพึ่งพาน้ำมันเพียงอย่างเดียว
สำหรับภาคบริการ ดีลนี้ช่วยให้บริษัทอังกฤษได้รับหลักประกันในการเข้าถึงตลาดมากขึ้น ซึ่งสำคัญมาก เพราะ UK มีจุดแข็งด้านการเงิน กฎหมาย ที่ปรึกษาธุรกิจ เทคโนโลยี การศึกษา และบริการระดับมืออาชีพ
ทำไม GCC ถึงเป็นตลาดที่อังกฤษต้องการ
GCC เป็นกลุ่มประเทศที่มีบทบาทสูงในเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านพลังงาน การลงทุน sovereign wealth funds โครงสร้างพื้นฐาน เมืองอัจฉริยะ และโครงการเมกะโปรเจกต์ต่าง ๆ เช่น ซาอุดีอาระเบียที่กำลังผลักดัน Vision 2030 รวมถึง UAE และกาตาร์ที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจ การบิน และการเงินในภูมิภาค
การได้ข้อตกลงนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องภาษีสินค้า แต่เป็นการเปิดประตูให้บริษัทอังกฤษเข้าไปแข่งขันในตลาดที่มีเงินลงทุนสูง และยังช่วยให้ลอนดอนรักษาบทบาทในฐานะศูนย์กลางการเงินและบริการระดับโลกหลัง Brexit
ภาพใหญ่หลัง Brexit
ดีลกับ GCC ถือเป็นหนึ่งในความพยายามของรัฐบาลอังกฤษในการสร้างเครือข่ายการค้าใหม่ หลังออกจากสหภาพยุโรป อังกฤษต้องพิสูจน์ว่าตนยังสามารถเจรจาข้อตกลงขนาดใหญ่กับคู่ค้าสำคัญได้ โดยก่อนหน้านี้ UK พยายามผลักดันดีลกับหลายประเทศ เช่น อินเดีย สหรัฐฯ เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรปในบางกรอบความร่วมมือ
รัฐบาลอังกฤษมองว่าดีลนี้จะช่วยเพิ่มการค้า สร้างงาน เพิ่มค่าแรง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจอังกฤษในตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์จริงยังต้องติดตามในระยะยาว เพราะข้อตกลงการค้าเสรีมักต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะเห็นผลเต็มที่
ข้อกังวลด้านสิทธิมนุษยชน
แม้รัฐบาลและภาคธุรกิจจำนวนมากจะมองดีลนี้ในเชิงบวก แต่ก็มีเสียงวิจารณ์จากกลุ่มสิทธิมนุษยชนและสหภาพแรงงาน เนื่องจากข้อตกลงไม่ได้มีบทเฉพาะด้าน human rights ที่มีผลบังคับเข้มแข็ง นักวิจารณ์กังวลว่า UK อาจให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่าประเด็นสิทธิแรงงาน เสรีภาพพลเมือง และมาตรฐานประชาธิปไตยในภูมิภาค
อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือกลไกคุ้มครองนักลงทุน ซึ่งบางฝ่ายกังวลว่าอาจเปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติท้าทายนโยบายภายในประเทศของ UK ได้ หากเห็นว่านโยบายนั้นกระทบต่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ
รัฐบาลอังกฤษยืนยันไม่ลดมาตรฐาน
ฝ่ายรัฐบาลอังกฤษย้ำว่าข้อตกลงนี้จะไม่ลดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ข้อมูลส่วนบุคคล หรือมาตรฐานอาหารของประเทศ โดยเฉพาะภาคเกษตรที่มีความอ่อนไหวสูงในอังกฤษ รายงานระบุว่า National Farmers’ Union มองว่าดีลนี้เป็นหนึ่งในข้อตกลงหลัง Brexit ที่ค่อนข้างดีต่อภาคเกษตร เพราะยังช่วยปกป้องมาตรฐานสินค้าเกษตรบางส่วนของ UK
สรุป
ข้อตกลงการค้าระหว่าง UK กับ GCC เป็นดีลที่มีความหมายทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง อังกฤษได้โอกาสขยายตลาดส่งออก ลดภาษีสินค้า และเสริมบทบาทในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะที่ GCC ได้เชื่อมโยงกับหนึ่งในศูนย์กลางบริการ การเงิน และเทคโนโลยีของโลกมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของดีลนี้ไม่ได้วัดจากตัวเลข 3.7 พันล้านปอนด์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่าอังกฤษจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางการค้า มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชนได้ดีแค่ไหนในระยะยาว
#SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น