Uber ฟ้องนครนิวยอร์ก ค้านกฎหมายคุ้มครองคนขับรถร่วมโดยสาร ชี้กระทบความปลอดภัยผู้โดยสารและสิทธิของบริษัท

Uber ฟ้องนครนิวยอร์ก ค้านกฎหมายคุ้มครองคนขับรถร่วมโดยสาร ชี้กระทบความปลอดภัยผู้โดยสารและสิทธิของบริษัท

โดย ADMIN
หุ้นที่เกี่ยวข้อง:UBER

Uber เดินหน้าฟ้องนครนิวยอร์ก ปมกฎหมายคุ้มครองคนขับรถร่วมโดยสารฉบับใหม่

Uber Technologies ยื่นฟ้องนครนิวยอร์กต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เพื่อขอให้ระงับการบังคับใช้กฎหมายฉบับใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองคนขับรถบนแพลตฟอร์ม โดยบริษัทระบุว่ากฎหมายดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะ และจำกัดความสามารถของ Uber ในการถอดถอนคนขับที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมออกจากระบบได้อย่างทันท่วงที

กฎหมายใหม่ของนิวยอร์กคืออะไร?

กฎหมายที่เป็นประเด็นในคดีนี้คือ Local Law 52 of 2026 ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภานครนิวยอร์กด้วยคะแนนเสียง 46 ต่อ 5 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา และมีกำหนดเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2026

สาระสำคัญของกฎหมายระบุว่า บริษัทผู้ให้บริการ Ride-Hailing ขนาดใหญ่ เช่น Uber และ Lyft จะไม่สามารถปิดบัญชีหรือยกเลิกการให้บริการแก่คนขับได้ เว้นแต่จะมีเหตุผลทางเศรษฐกิจที่ชอบด้วยกฎหมาย (Bona Fide Economic Reason) หรือมีเหตุอันสมควร (Just Cause)

ตัวอย่างเหตุผลที่กฎหมายอนุญาตให้บริษัทดำเนินการถอดถอนคนขับได้ ได้แก่

  • การแชร์บัญชีผู้ใช้งานกับบุคคลอื่น
  • การฉ้อโกงหรือทุจริต
  • การกระทำผิดร้ายแรง เช่น ความรุนแรง การล่วงละเมิดทางเพศ หรือการเลือกปฏิบัติ

Uber มองว่ากฎหมายนี้ "อันตรายและประมาท"

ในคำฟ้อง Uber ระบุว่ากฎหมายดังกล่าวอาจทำให้บริษัทต้องเก็บรักษาคนขับที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือเป็นอันตรายไว้บนแพลตฟอร์ม ส่งผลให้ผู้โดยสารและสาธารณชนเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น

บริษัทให้เหตุผลว่า หากพบเหตุการณ์ที่บ่งชี้ว่าคนขับอาจเป็นภัยต่อผู้โดยสาร Uber ควรมีอำนาจดำเนินการระงับบัญชีได้ทันที โดยไม่ต้องรอกระบวนการที่อาจใช้เวลานานหลายวันหรือหลายสัปดาห์

Uber ระบุในแถลงการณ์ว่า

"เรากำลังดำเนินคดีเพื่อหยุดยั้งกฎหมายฉบับใหม่ที่ขาดความรอบคอบ ซึ่งจะพรากความสามารถของเราในการนำคนขับที่อาจเป็นอันตรายหรือผู้กระทำการฉ้อโกงออกจากแพลตฟอร์มโดยทันที และก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยสาธารณะ"

ประเด็นสำคัญที่ Uber คัดค้าน

1. การแจ้งเตือนล่วงหน้า 14 วัน

กฎหมายกำหนดให้บริษัทต้องแจ้งคนขับล่วงหน้าอย่างน้อย 14 วันก่อนการถอดถอนหรือปิดบัญชีในบางกรณี

Uber มองว่าข้อกำหนดดังกล่าวอาจสร้าง "ช่องว่างแห่งความเสี่ยง" เนื่องจากคนขับที่ทราบว่าจะถูกระงับบัญชีอาจมีโอกาสกระทำการตอบโต้ผู้โดยสารหรือสร้างปัญหาเพิ่มเติมก่อนที่การระงับจะมีผลจริง

2. ความเป็นไปได้ในการคืนสถานะคนขับเดิม

บริษัทแสดงความกังวลว่า กฎหมายอาจเปิดทางให้คนขับที่เคยถูกถอดถอนออกจากระบบตั้งแต่ปี 2019 สามารถเรียกร้องให้ได้รับการพิจารณาคืนสถานะได้ หากไม่ได้รับการแจ้งเตือนตามเงื่อนไขที่กฎหมายใหม่กำหนด

Uber ระบุว่าการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลังในลักษณะดังกล่าวอาจสร้างภาระอย่างมากต่อระบบการบริหารจัดการและความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม

3. การเปิดเผยข้อมูลร้องเรียนของผู้โดยสาร

อีกหนึ่งประเด็นที่ Uber คัดค้านคือข้อกำหนดเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งบริษัทระบุว่าอาจทำให้ผู้โดยสารที่แจ้งเหตุร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมไม่เหมาะสมของคนขับ ต้องเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ถูกกล่าวหา

บริษัทมองว่ามาตรการดังกล่าวอาจกระทบต่อความเป็นส่วนตัวของผู้โดยสาร รวมถึงทำให้ผู้เสียหายบางรายลังเลที่จะรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

Uber อ้างว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ

ในเอกสารคำฟ้อง Uber ระบุว่ากฎหมายฉบับนี้ละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา รวมถึงรัฐธรรมนูญของรัฐนิวยอร์ก

บริษัทอ้างว่ากฎหมายกระทบต่อ

  • สิทธิในการแสดงออก (Free Speech Rights)
  • สิทธิในการได้รับกระบวนการยุติธรรมที่เหมาะสม (Due Process Rights)
  • สิทธิในการบริหารจัดการธุรกิจของตนเอง

นอกจากนี้ Uber ยังวิจารณ์กระบวนการพิจารณาข้อพิพาทภายใต้กฎหมายฉบับดังกล่าวว่าอาจกลายเป็นลักษณะของ "Kangaroo Proceedings" หรือกระบวนการที่ถูกมองว่าไม่เป็นธรรมต่อฝ่ายบริษัท

บริษัทระบุว่ากฎหมายมีแนวโน้มให้ผู้ตัดสินคดี ผู้ไกล่เกลี่ย และเจ้าหน้าที่รัฐสันนิษฐานไว้ก่อนว่าการถอดถอนคนขับเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง และโยนภาระการพิสูจน์ทั้งหมดให้ Uber เป็นฝ่ายแสดงหลักฐานหักล้าง

นครนิวยอร์กตอบสนองอย่างไร?

โฆษกของสำนักงานกฎหมายนครนิวยอร์กเปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบรายละเอียดของคำฟ้องดังกล่าว และยังไม่มีการแสดงจุดยืนอย่างเป็นทางการต่อคดี

คดีนี้ถูกยื่นต่อศาลรัฐบาลกลางในแมนฮัตตัน และอาจกลายเป็นอีกหนึ่งคดีสำคัญที่สะท้อนความขัดแย้งระหว่างแพลตฟอร์มดิจิทัลขนาดใหญ่กับหน่วยงานกำกับดูแลท้องถิ่นของสหรัฐฯ

Lyft ยังไม่แสดงจุดยืน

แม้ว่ากฎหมายฉบับนี้จะส่งผลต่อผู้ให้บริการ Ride-Hailing หลายราย แต่จนถึงขณะนี้ Lyft ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับแผนการดำเนินคดีหรือมาตรการตอบสนองต่อกฎหมายดังกล่าว

ฉากหลังของข้อกังวลด้านความปลอดภัย

ประเด็นเรื่องการคัดกรองและการถอดถอนคนขับมีความอ่อนไหวสำหรับ Uber เนื่องจากบริษัทกำลังเผชิญคดีความจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมไม่เหมาะสมของคนขับทั่วสหรัฐฯ

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2026 Uber กำลังเผชิญคดีความกว่า 3,500 คดีที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการประพฤติมิชอบทางเพศของคนขับในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทำให้บริษัทให้ความสำคัญอย่างมากกับอำนาจในการระงับหรือถอดถอนคนขับที่อาจสร้างความเสี่ยงต่อผู้โดยสาร

บทสรุป

การฟ้องร้องครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างการคุ้มครองสิทธิของแรงงานในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Gig Economy) กับการรักษามาตรฐานความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ โดยฝ่ายสนับสนุนกฎหมายมองว่าคนขับควรได้รับความเป็นธรรมและไม่ถูกปิดบัญชีโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน ขณะที่ Uber ยืนยันว่าบริษัทจำเป็นต้องมีอำนาจในการดำเนินการอย่างรวดเร็วเมื่อพบพฤติกรรมที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้โดยสาร

ผลการตัดสินของศาลในคดีนี้อาจส่งผลต่อแนวทางการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม Ride-Hailing ทั่วสหรัฐอเมริกา และอาจกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทเทคโนโลยีกับหน่วยงานกำกับดูแลในอนาคต

#Uber #NewYorkCity #RideHailing #GigEconomy #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง