
Uber ร่วงกว่า 5% หลังให้ Outlook ที่อ่อนแอ หุ้นและ ETF ที่น่าจับตามอง
Uber ร่วงหนักกว่า 5% หลังแนวโน้มรายได้และกำไรอ่อนแอในไตรมาสล่าสุด
หุ้นของ Uber Technologies, Inc. (สัญลักษณ์ UBER) ปรับตัวลดลงมากกว่า 5% ในการซื้อขายล่าสุดหลังจากบริษัทฯ รายงานแนวโน้มผลประกอบการและการคาดการณ์ที่ อ่อนแอกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ซึ่งส่งผลให้เกิดแรงขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ราคาหุ้นปิดที่ประมาณ $73.92 ดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงมากกว่า 5% เมื่อเทียบกับราคาปิดในวันก่อนหน้า ซึ่งเป็นสัญญาณของความไม่แน่นอนจากนักลงทุนต่อการเติบโตระยะสั้นของบริษัทฯ (ข้อมูลราคาอ้างอิงจาก Zacks)
ผลประกอบการล่าสุดและปัจจัยที่กดดันราคาหุ้น
ในรายงานผลประกอบการล่าสุดของ Uber บริษัทฯ สามารถทำรายได้รวมสูงกว่าที่คาดไว้แต่กลับ ให้ guidance ของกำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมิน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงแม้จะมีรายได้เติบโตก็ตาม นอกจากนี้หลังการรายงานตัวเลขทางการเงิน Uber กล่าวว่าแนวโน้มในการลงทุนระยะยาว เช่น โครงการรถยนต์ไร้คนขับ หรือ “Robotaxi” จะยังไม่สามารถทำกำไรได้ในระยะเวลาอันใกล้ ซึ่งสร้างความกังวลต่อภาพรวมผลกำไรของบริษัทฯ ในอนาคต (อ้างอิงจากรายงานวิเคราะห์ของนักลงทุนและนักวิเคราะห์ตลาด)
ตัวเลขสำคัญจากรายงาน
- รายได้รวม ของ Uber เติบโตอย่างต่อเนื่องและยังสูงกว่าเกณฑ์ที่ Wall Street คาดการณ์ พร้อมกับการเติบโตของ gross bookings และจำนวนการเดินทาง (trips) ที่เพิ่มขึ้นกว่า 20% เมื่อเทียบปีต่อปี
- กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ที่รายงานนั้นสูงกว่าที่คาดการณ์ แต่ส่วนหนึ่งมาจากรายการพิเศษที่ไม่ได้สะท้อนถึงการเติบโตอย่างยั่งยืน
- Adjusted EBITDA ยังคงเติบโตแต่ไม่ถึงระดับที่นักวิเคราะห์หวังไว้ ซึ่งทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการสร้างกำไรในระยะยาว
ปัจจัยเสี่ยงและแนวโน้มที่นักลงทุนกำลังจับตา
นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าความไม่แน่นอนจากแนวโน้มผลกำไรและการให้ guidance ของบริษัทฯ เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้หุ้น Uber ถูกเทขาย อีกทั้งการลงทุนขนาดใหญ่ในเทคโนโลยีและบริการใหม่ เช่น Autonomous Vehicles (AV) หรือการบริการ Robotaxi ยังต้องใช้เวลานานก่อนที่จะเห็นกำไรจริง ทำให้นักลงทุนบางส่วนเลือกลดการถือครองหุ้นในระยะสั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (ตามความคิดเห็นนักวิเคราะห์และรายงานตลาด)
ความคาดหวังของนักลงทุน
มีนักวิเคราะห์ที่ยังคงมองว่า Uber มีศักยภาพระยะยาว โดยเฉพาะการเป็นผู้นำด้านบริการ Rideshare และ Delivery ที่เติบโตต่อเนื่อง แต่ภาพรวมการลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่อาจยังต้องใช้เวลาเป็นปี จึงอาจไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มองกำไรระยะสั้น ดังนั้นความคาดหวังของนักลงทุนจึงแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก คือ
- นักลงทุนระยะยาว – เห็นว่าการลงทุนในเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติจะเป็นตัวเร่งเติบโตในอนาคต และพร้อมถือหุ้นแม้ราคาผันผวน
- นักลงทุนระยะสั้น – ให้ความสำคัญกับผลประกอบการไตรมาสและ guidance รายไตรมาส ซึ่งหากต่ำกว่าคาดการณ์อาจเกิดแรงเทขายหุ้นได้ทันที
ETFs ที่เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบจากความผันผวนของ Uber
นอกจากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น UBER เอง จะส่งผลต่อนักลงทุนรายบุคคลแล้ว ยังมี ETFs (Exchange-Traded Funds) ที่มีสัดส่วนการถือหุ้นของ Uber ค่อนข้างสูง ซึ่งนักลงทุนควรจับตามองในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนดังกล่าว โดยมีตัวอย่างกองทุนดังนี้:
- iShares US Transportation ETF (IYT) – มีการถือหุ้น Uber ในสัดส่วนมากที่สุดประมาณ 13.30%
- First Trust US Equity Opportunities ETF (FPX) – Uber มีสัดส่วนประมาณ 8.91%
- Franklin Disruptive Commerce ETF (BUYZ) – Uber มีสัดส่วนประมาณ 5.75%
- ProShares On-Demand ETF (OND) – Uber มีสัดส่วนประมาณ 5.61%
- Clockwise Core Equity & Innovation ETF (TIME) – Uber มีสัดส่วนประมาณ 5.57%
การเปลี่ยนแปลงของหุ้น Uber จึงสามารถกดดันผลตอบแทนของกองทุน ETF เหล่านี้ได้ด้วย หากความไม่แน่นอนทางการเงินของ Uber ยังคงอยู่ในระยะสั้น
สิ่งที่นักลงทุนควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ
เมื่อหุ้น Uber มีความผันผวนจากการรายงานผลประกอบการและแนวโน้มทางการเงิน นักลงทุนควรพิจารณาข้อมูลต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจซื้อหรือขาย:
- เป้าหมายการลงทุน – ต้องชัดเจนว่าคุณกำลังลงทุนเพื่อระยะสั้นหรือระยะยาว
- ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ – ตลาดหุ้นมีความผันผวนตามข่าวและตัวเลขรายไตรมาส
- การกระจายการลงทุน – ไม่ควรยึดติดหุ้นตัวเดียว ควรกระจายความเสี่ยงผ่าน ETF หรือสินทรัพย์อื่นๆ
- ติดตาม guidance และการประชุมผู้บริหาร – สิ่งเหล่านี้สามารถสะท้อนภาพแนวโน้มผลประกอบการและแผนในอนาคตของบริษัทได้
สรุปภาพรวมสถานการณ์ของ Uber
จากรายงานล่าสุดแสดงให้เห็นว่าแม้ Uber จะยังเติบโตในด้านรายได้และ gross bookings แต่ความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มกำไรและการลงทุนเทคโนโลยีในอนาคต ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลงกว่า 5% ในช่วงเวลาสั้น ๆ การเคลื่อนไหวของหุ้นนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของการตอบรับจากนักลงทุนต่อ guidance ของบริษัทฯ รวมทั้งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับ ETFs ที่ถือ Uber ไว้ในพอร์ตใหญ่ นับเป็นตัวอย่างหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างตัวเลขผลประกอบการ แนวโน้มการเติบโต และการประเมินมูลค่าตลาด ในบริบทของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในยุคปัจจุบัน
#UberStock #ETFs #ตลาดหุ้น #กำไรUber #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น