
Uber โตแรง! Gross Bookings ชนะคาด แต่กำไรต่อหุ้น (EPS) พลาดเป้า—พร้อมลุย Robotaxi ขยายหลายเมืองในปี 2026
สรุปผลประกอบการ Uber ไตรมาส 4: รายได้และ Gross Bookings ดีกว่าคาด แต่ EPS ต่ำกว่าประมาณการ
Uber Technologies Inc (NYSE:UBER, XETRA:UT8) รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ที่ “ภาพรวมยังดูแข็งแรง” จากความต้องการใช้บริการเรียกรถ (ride-hailing) และเดลิเวอรี (delivery) ที่ยังคึกคัก โดย รายได้รวมออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดเล็กน้อย และ Gross Bookings (มูลค่าการจอง/ธุรกรรมรวมบนแพลตฟอร์ม) ก็โตแรงกว่าคาดเช่นกัน อย่างไรก็ตาม กำไรต่อหุ้นแบบปรับปรุง (Adjusted EPS) กลับต่ำกว่าประมาณการของตลาด ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลงในช่วงการซื้อขายหลังประกาศงบ
ข่าวนี้ถูกเผยแพร่โดย Proactive Investors เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2026 (เวลาในสหรัฐฯ) โดยมีรายละเอียดตัวเลขสำคัญทั้งฝั่งรายได้ การเติบโตของจำนวนทริป (Trips) การทำกำไร (profitability) และแนวโน้มไตรมาสถัดไป รวมถึงทิศทางสำคัญในอนาคตอย่าง Autonomous Vehicles (AV) และ Robotaxi ที่ Uber ตั้งเป้าขยายตลาดเพิ่มขึ้นอย่างจริงจังในปี 2026
หมายเหตุ: เนื้อหานี้เป็นการเรียบเรียงใหม่เพื่อสรุปประเด็นข่าวให้เข้าใจง่าย ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
ไฮไลต์ตัวเลขสำคัญ: รายได้โต 20% และ Gross Bookings โต 22%
จากรายงานผลประกอบการ ไตรมาส 4 ของ Uber มีตัวเลขเด่น ๆ ดังนี้
- รายได้ (Revenue) เพิ่มขึ้น 20% มาอยู่ที่ 14.37 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่ตลาดคาดราว 14.32 พันล้านดอลลาร์
- Gross Bookings เพิ่มขึ้น 22% มาอยู่ที่ 54.14 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าประมาณการที่ราว 53 พันล้านดอลลาร์
- จำนวนทริปบนแพลตฟอร์ม (Trips) โต 22% แตะ 3.8 พันล้านทริป
ถ้ามองแบบภาษาคนทั่วไป Gross Bookings คือ “ยอดธุรกรรมรวม” ที่เกิดขึ้นบนระบบของ Uber ไม่ว่าจะเป็นค่าโดยสาร ค่าเดลิเวอรี หรือค่าบริการอื่น ๆ ก่อนหักส่วนแบ่งต่าง ๆ ดังนั้นตัวเลขนี้มักถูกใช้เป็นตัวชี้วัดว่า “แพลตฟอร์มคึกคักแค่ไหน” และดีมานด์ในชีวิตจริงกำลังไหลเข้ามามากขึ้นหรือไม่
ในรอบนี้ Gross Bookings ที่โตเกินคาดสะท้อนว่า คนยังใช้ Uber ต่อเนื่องทั้งฝั่ง Mobility (เรียกรถ) และ Delivery (อาหาร/พัสดุ) แถมจำนวนทริปก็โตในอัตราใกล้เคียงกัน แปลว่าไม่ได้โตแค่ “ตั๋วแพงขึ้น” แต่มี “ปริมาณการใช้งาน” เพิ่มจริงด้วย
ทำไม EPS ถึงพลาด? แม้กำไรโดยรวมยังดีขึ้น
แม้รายได้และ Gross Bookings จะทำได้ดี แต่ตลาดก็จับตา Adjusted EPS อย่างมาก ซึ่งรอบนี้ออกมาที่ 0.71 ดอลลาร์ต่อหุ้น ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ราว 0.79 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยัง เพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ในเชิงตีความ “พลาดคาด” ไม่ได้แปลว่าแย่เสมอไป เพราะบางครั้งการคาดการณ์ของตลาดอาจสูงมาก หรือมีปัจจัยค่าใช้จ่ายบางประเภทที่กด EPS ชั่วคราว เช่น ค่าใช้จ่ายการขยายธุรกิจ การลงทุนเทคโนโลยี หรือองค์ประกอบทางบัญชีอื่น ๆ ที่ทำให้กำไรต่อหุ้นออกมาต่ำกว่าคาดแม้ธุรกิจหลักยังโต
สิ่งที่น่าสนใจคือ Uber รายงานว่า
- Adjusted EBITDA อยู่ที่ 2.49 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 35% จากปีก่อน
- กำไรจากการดำเนินงานตามมาตรฐานบัญชี (GAAP income from operations) มากกว่า “เพิ่มขึ้นเท่าตัว” ไปอยู่ที่ 1.77 พันล้านดอลลาร์
- เงินสดและการลงทุนระยะสั้น ปิดไตรมาสที่ 7.6 พันล้านดอลลาร์
พูดง่าย ๆ คือ แม้ EPS จะพลาดเป้า แต่ความสามารถทำกำไรระดับ “การดำเนินงาน” และฐานเงินสดยังถือว่าดูมั่นคง ซึ่งเป็นเหตุผลที่นักลงทุนจำนวนหนึ่งอาจมองว่า “พื้นฐานยังแน่น” เพียงแต่ตลาดอาจตอบสนองเชิงลบระยะสั้นเพราะความคาดหวังสูง
เจาะรายธุรกิจ: Mobility และ Delivery โตเด่น แต่ Freight ยังอ่อน
Uber แบ่งธุรกิจหลักออกเป็น 3 ส่วนที่นักลงทุนคุ้นเคย ได้แก่ Mobility, Delivery, และ Freight ซึ่งภาพรวมไตรมาสนี้เป็นดังนี้
1) Mobility (เรียกรถ/เดินทาง): โตสม่ำเสมอ
Mobility gross bookings เพิ่มขึ้น 20% มาอยู่ที่ 27.44 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าฝั่งการเดินทางยังเป็น “แกนหลัก” ที่แข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางประจำวัน การท่องเที่ยว หรือการเดินทางเพื่อทำงาน โดยจำนวนทริปที่เพิ่มขึ้นก็ช่วยหนุนการเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม
2) Delivery (อาหาร/เดลิเวอรี): โตแรงสุดในสามเส้น
Delivery gross bookings เพิ่มขึ้น 26% แตะ 25.43 พันล้านดอลลาร์ ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ที่แรงมากในไตรมาสนี้ การเติบโตของเดลิเวอรีมักสัมพันธ์กับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก (convenience) และการขยายบริการ/พันธมิตรในหลายพื้นที่ ซึ่งทำให้ Uber ไม่ได้พึ่งรายได้จากเรียกรถเพียงอย่างเดียว
3) Freight (โลจิสติกส์/ขนส่งสินค้า): ลดลงเล็กน้อย
Freight bookings ลดลง 1% มาอยู่ที่ 1.27 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งบ่งชี้ว่าธุรกิจขนส่งสินค้าอาจยังเจอแรงกดดันด้านอุตสาหกรรมและสภาพตลาด (เช่น ความผันผวนของอุปสงค์ หรือการแข่งขัน) ทำให้ภาพรวมไม่ได้โตเท่าธุรกิจผู้บริโภคทั่วไปอย่าง Mobility และ Delivery
การที่ Freight ยังไม่เด่นเท่าอีกสองธุรกิจไม่ได้แปลว่า “ไม่มีอนาคต” แต่สะท้อนว่าช่วงเวลานี้ Uber อาจได้แรงหนุนหลักจากบริการที่แตะผู้ใช้ปลายทางโดยตรงมากกว่า
แนวโน้มไตรมาส 1: คาด Gross Bookings โต 17–21% และ EBITDA ยังขยาย
สำหรับไตรมาส 1 ที่กำลังจะมาถึง Uber ให้มุมมอง (outlook) ที่ยังดู “ไปต่อได้” โดยคาดว่า
- Gross Bookings จะอยู่ในช่วง 52–53.5 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นการเติบโต 17–21% เมื่อเทียบปีต่อปี (แบบค่าเงินคงที่: constant-currency)
- Adjusted EBITDA คาดอยู่ในช่วง 2.37–2.47 พันล้านดอลลาร์
- Non-GAAP EPS คาดอยู่ที่ 0.65–0.72 ดอลลาร์
คำว่า constant-currency เป็นรายละเอียดที่หลายคนมองข้าม แต่สำคัญมาก เพราะ Uber ทำธุรกิจหลายประเทศ ค่าเงินผันผวนอาจทำให้ตัวเลข “โต/ไม่โต” ในรายงานดูต่างจากความจริงเชิงปฏิบัติ การให้มุมมองแบบค่าเงินคงที่ช่วยให้เห็นภาพการเติบโตของธุรกิจจริง ๆ มากกว่าโดนค่าเงินบดบัง
ประเด็นที่ตลาดจับตา: CFO คนใหม่และการผลักดันเทคโนโลยี Robotaxi/AV
อีกจุดที่ข่าวนี้เน้นคือเรื่อง “คน” และ “เทคโนโลยีอนาคต” โดย Uber ระบุว่า Balaji Krishnamurthy ซึ่งเป็นพนักงานมากประสบการณ์ในบริษัท (อยู่กับ Uber ราว 6 ปี) ได้ขึ้นมารับบท CFO คนใหม่ และถูกมองว่าเป็นผู้สนับสนุนเทคโนโลยี driverless หรือ รถไร้คนขับ อย่างจริงจัง
การเปลี่ยน CFO ในบริษัทเทคขนาดใหญ่ มักถูกตีความได้หลายมุม เช่น
- บริษัทอาจต้องการ “โฟกัสการเงิน” ให้สอดรับแผนลงทุนระยะยาว
- ต้องการผู้นำที่เข้าใจภายในองค์กรและขับเคลื่อนโปรเจกต์ใหม่ได้เร็ว
- ต้องการสื่อสารความเชื่อมั่นต่อการขยายบริการที่ต้องใช้เงินลงทุนและพันธมิตรจำนวนมาก
ขยาย Robotaxi ไปตลาดใหม่: Houston และ Hong Kong
ข่าวระบุว่า Uber เตรียมขยายบริการ Robotaxi ไปยังหลายตลาดใหม่ รวมถึง Houston และ Hong Kong ซึ่งเป็นสัญญาณว่า Uber ไม่ได้มอง AV เป็นแค่ “โปรเจกต์ทดลอง” แต่กำลังผลักดันเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตแพลตฟอร์มอย่างจริงจัง
เป้าหมาย AV: 15 เมืองภายในสิ้นปี 2026 และหวังขึ้นเป็นผู้อำนวยความสะดวก AV เบอร์ 1 ภายในปี 2029
Uber ระบุความทะเยอทะยานระยะยาวว่า ภายในสิ้นปี 2026 บริษัทคาดว่าจะอำนวยความสะดวกการเดินทางด้วย AV ได้มากถึง 15 เมืองทั่วโลก โดยแบ่งสัดส่วนใกล้เคียงกันระหว่างเมืองในสหรัฐฯ และนอกสหรัฐฯ และในปี 2029 ตั้งเป้าเป็น “ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่อำนวยความสะดวกการเดินทางด้วย AV มากที่สุดในโลก”
นี่เป็นประเด็นที่น่าติดตาม เพราะถ้า AV/Robotaxi ทำได้จริงในวงกว้าง มันอาจเปลี่ยน economics ของธุรกิจเรียกรถ ทั้งเรื่องต้นทุน คนขับ ประสิทธิภาพการให้บริการ และประสบการณ์ผู้ใช้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเส้นทางนี้ยังมีปัจจัยท้าทาย เช่น กฎระเบียบ ความปลอดภัย เทคโนโลยี และการยอมรับของสังคมในแต่ละเมือง
ปฏิกิริยาตลาด: หุ้นร่วงช่วงสั้นหลังประกาศงบ
หลังประกาศผลประกอบการ หุ้น Uber ปรับตัวลงราว 3.6% ในช่วงการซื้อขายเช้าวันพุธ (ตามเวลาตลาดสหรัฐฯ) ซึ่งสะท้อนความผิดหวังต่อ EPS ที่ต่ำกว่าคาด แม้ตัวเลขการเติบโตฝั่งรายได้และ bookings จะดูดี
ในทางปฏิบัติ ตลาดมัก “ให้ความสำคัญกับความคาดหวัง” มากพอ ๆ กับ “ผลลัพธ์จริง” ถ้าความคาดหวังสูงมาก การพลาดเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดแรงขายระยะสั้นได้ โดยเฉพาะหุ้นเทคหรือแพลตฟอร์มที่นักลงทุนจับตาเรื่องการทำกำไรอย่างใกล้ชิด
ทำความเข้าใจคำศัพท์หลักในข่าวนี้: Gross Bookings, EBITDA, GAAP, Non-GAAP
Gross Bookings คืออะไร?
Gross Bookings คือมูลค่ารวมของธุรกรรมบนแพลตฟอร์ม เช่น ค่าโดยสารรวม ค่าส่งอาหารรวม ฯลฯ ก่อนหักส่วนแบ่งให้คนขับ ร้านอาหาร โปรโมชัน หรือค่าธรรมเนียมต่าง ๆ จึงเป็นตัวชี้วัดความ “คึกคัก” ของแพลตฟอร์ม
Adjusted EBITDA คืออะไร?
Adjusted EBITDA เป็นตัวชี้วัดความสามารถทำกำไรจากการดำเนินงาน โดยมักตัดรายการบางอย่างที่อาจทำให้กำไรผันผวน (เช่น รายการพิเศษ) ทำให้เห็นแนวโน้มพื้นฐานชัดขึ้น
GAAP vs Non-GAAP ต่างกันอย่างไร?
GAAP คือการรายงานตามมาตรฐานบัญชี ส่วน Non-GAAP หรือ “แบบปรับปรุง” จะปรับบางรายการออกเพื่อสะท้อนการดำเนินงานหลัก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรดูทั้งสองแบบประกอบกันเพื่อเห็นภาพครบ
มุมมองเชิงกลยุทธ์: Uber กำลังเปลี่ยนจาก “แอปเรียกรถ” เป็น “แพลตฟอร์มการเดินทางและการส่งมอบ”
ถ้าย้อนกลับไปหลายปีก่อน คนจำนวนมากรู้จัก Uber ในฐานะ “แอปเรียกรถ” เป็นหลัก แต่วันนี้ Uber ดูเหมือนกำลังยืนบนขา 2–3 ขามากขึ้น ได้แก่ Mobility + Delivery + (ความพยายามต่อยอด) Freight และอนาคตอย่าง AV/Robotaxi
การมีหลายธุรกิจช่วยให้บริษัท
- กระจายความเสี่ยง (ไม่พึ่งรายได้ทางเดียว)
- ใช้ฐานผู้ใช้ร่วมกัน (cross-selling) เช่น คนเรียกรถอาจสั่งอาหาร และกลับกัน
- มีข้อมูลและเครือข่ายโลจิสติกส์ร่วมกัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน การผลักดัน AV/Robotaxi ก็เหมือนการ “วางหมากระยะยาว” เพราะถ้าทำสำเร็จ จะกลายเป็นข้อได้เปรียบเชิงเทคโนโลยี และอาจเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนของตลาดเรียกรถทั้งระบบ
อ่านต้นฉบับและแหล่งอ้างอิง
สำหรับผู้อ่านที่อยากดูข่าวภาษาอังกฤษต้นฉบับ สามารถอ่านได้ที่: Proactive Investors – Uber beats on gross bookings but EPS misses estimates
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับข่าว Uber ไตรมาส 4
1) Gross Bookings โต แต่ทำไม EPS ยังพลาดคาดได้?
เพราะ EPS ถูกกระทบจากหลายปัจจัยมากกว่ายอดธุรกรรม เช่น ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน การลงทุน การตลาด หรือรายการบัญชีบางอย่าง ทำให้กำไรต่อหุ้นต่ำกว่าที่ตลาดตั้งไว้ แม้ยอดใช้งานจะเติบโต
2) ตัวเลขที่สะท้อน “คนใช้เยอะขึ้น” ในข่าวนี้คืออะไร?
คือจำนวนทริป (Trips) ที่โต 22% ไปที่ 3.8 พันล้านทริป และ Gross Bookings ที่โต 22% ซึ่งบ่งชี้การใช้งานบนแพลตฟอร์มขยายตัว
3) ธุรกิจไหนของ Uber โตเด่นที่สุดในไตรมาส 4?
Delivery โตเด่นสุด โดย Delivery gross bookings เพิ่มขึ้น 26% ตามมาด้วย Mobility ที่เพิ่มขึ้น 20% ส่วน Freight ลดลง 1%
4) Uber คาดการณ์ไตรมาส 1 ออกมาในทิศทางไหน?
บริษัทยังคาด Gross Bookings โต 17–21% (constant-currency) และคาด Adjusted EBITDA อยู่ที่ 2.37–2.47 พันล้านดอลลาร์ แปลว่าแนวโน้มยังเป็นบวก แม้ตลาดจะกังวลเรื่อง EPS
5) Robotaxi/AV มีผลต่ออนาคต Uber ยังไง?
หาก Uber สามารถขยายการให้บริการ AV/Robotaxi ได้จริงในหลายเมือง จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการและอาจปรับโครงสร้างต้นทุนของธุรกิจเรียกรถ แต่ยังมีความท้าทายด้านกฎระเบียบ ความปลอดภัย และความพร้อมของเทคโนโลยี
6) ทำไมตลาดสนใจ CFO คนใหม่ของ Uber?
เพราะ CFO มีบทบาทสำคัญในการวางแผนการเงิน การลงทุน และการสื่อสารกับนักลงทุน โดยเฉพาะช่วงที่บริษัทกำลังผลักดันเทคโนโลยีใหม่อย่าง AV และการขยาย Robotaxi ไปหลายตลาด
7) หุ้นลง 3.6% แปลว่าธุรกิจแย่แล้วหรือไม่?
ไม่จำเป็นเสมอไป การปรับตัวลงระยะสั้นอาจสะท้อนความผิดหวังที่ EPS ต่ำกว่าคาด แต่ภาพรวมตัวเลขรายได้ Gross Bookings และ EBITDA ยังเติบโต นักลงทุนมักต้องดูทั้งแนวโน้มระยะยาวและความเสี่ยงประกอบกัน
สรุป: Uber ยังโตต่อจากดีมานด์จริง และกำลังเร่งเกม AV—แต่ตลาดอยากเห็น EPS สวยกว่านี้
สรุปข่าวนี้แบบตรงไปตรงมา: Uber ทำรายได้และ Gross Bookings ได้ดีกว่าคาด สะท้อนการใช้งานจริงที่ยังเติบโตทั้งฝั่งเรียกรถและเดลิเวอรี ขณะที่ตัวชี้วัดความสามารถทำกำไรอย่าง Adjusted EBITDA และกำไรจากการดำเนินงาน (GAAP) ก็ปรับดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่จุดที่ทำให้ตลาดสะดุดคือ Adjusted EPS ที่ต่ำกว่าคาด จึงเกิดแรงกดดันต่อราคาหุ้นในระยะสั้น
อีกด้านหนึ่ง Uber กำลังวางเดิมพันใหญ่กับอนาคตอย่าง Robotaxi และ Autonomous Vehicles พร้อมตั้งเป้าชัดว่าจะขยายให้ได้ถึง 15 เมืองภายในสิ้นปี 2026 และมีความฝันไกลถึงปี 2029 หากทำได้ตามแผน Uber อาจเปลี่ยนสถานะจาก “แพลตฟอร์มเรียกรถ” ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานการเดินทางอัจฉริยะ (smart mobility infrastructure)” ที่เชื่อมเมือง ผู้โดยสาร และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันอย่างเต็มรูปแบบ
โปรดใช้วิจารณญาณ และติดตามการประกาศงบครั้งถัดไปเพื่อดูว่า Uber จะดัน EPS และการเติบโตในแต่ละธุรกิจให้สมดุลได้แค่ไหน
#Uber #Earnings #GrossBookings #Robotaxi #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น