
รัฐบาล Trump เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าโลกเป็น 15% ภายในสัปดาห์นี้ หลังศาลสูงสหรัฐจำกัดอำนาจภาษีเดิม
สหรัฐเตรียมเพิ่มภาษีนำเข้าโลกเป็น 15% ตามนโยบายการค้าใหม่ของ Donald Trump
รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดี Donald Trump กำลังเตรียมปรับขึ้นอัตรา global tariff หรือภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศทั่วโลกจาก 10% เป็น 15% ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ภายในสัปดาห์นี้ ตามการเปิดเผยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ Scott Bessent การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลในการฟื้นฟูนโยบายการค้าของ Trump หลังจากที่ ศาลสูงสหรัฐ (U.S. Supreme Court) ได้ตัดสินให้มาตรการภาษีเดิมบางส่วนไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
มาตรการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลสหรัฐ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองทางการค้ากับประเทศคู่ค้า รวมถึงลดการขาดดุลการค้า (trade deficit) ที่สหรัฐเผชิญมายาวนาน
ที่มาของการปรับขึ้นภาษีใหม่
ก่อนหน้านี้ รัฐบาล Trump เคยใช้อำนาจตามกฎหมายฉุกเฉินด้านเศรษฐกิจเพื่อกำหนดภาษีนำเข้าทั่วโลก แต่ศาลสูงสหรัฐได้วินิจฉัยให้มาตรการดังกล่าวเป็นโมฆะในบางส่วน ทำให้รัฐบาลต้องหาช่องทางทางกฎหมายใหม่ในการดำเนินนโยบายภาษีต่อไป
เพื่อตอบสนองต่อคำตัดสินดังกล่าว รัฐบาลจึงใช้ Section 122 ของ Trade Act ปี 1974 เป็นเครื่องมือในการกำหนดภาษีนำเข้าชั่วคราว ซึ่งสามารถใช้ได้เป็นระยะเวลา 150 วัน โดยมาตรการแรกเริ่มถูกกำหนดไว้ที่ 10% และมีแผนจะเพิ่มขึ้นเป็น 15% ภายในสัปดาห์นี้
Scott Bessent กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับรายการเศรษฐกิจของ CNBC ว่า
“มีความเป็นไปได้สูงมากที่อัตราภาษี 15% จะเริ่มมีผลภายในสัปดาห์นี้”
มาตรการชั่วคราว 150 วัน เพื่อสร้างนโยบายถาวร
มาตรการภาษี 15% นี้ถูกออกแบบให้เป็นเพียง มาตรการชั่วคราว ในช่วงเวลา 150 วัน ซึ่งรัฐบาลสหรัฐจะใช้เวลานี้ในการศึกษามาตรการภาษีอื่นๆ ที่มีฐานทางกฎหมายแข็งแกร่งกว่า
โดยการศึกษาเหล่านี้จะดำเนินการภายใต้กฎหมายสำคัญสองฉบับ ได้แก่
1. Section 301 – มาตรการตอบโต้การค้าที่ยุติธรรม
กฎหมายนี้ให้อำนาจรัฐบาลสหรัฐในการตอบโต้ประเทศที่มีพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม เช่น
- การอุดหนุนสินค้าเกินจริง
- การกีดกันทางการค้า
- การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
2. Section 232 – ภาษีเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ
มาตรการนี้เปิดโอกาสให้รัฐบาลกำหนดภาษีสินค้านำเข้าที่ถูกมองว่าอาจกระทบต่อ ความมั่นคงของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก อลูมิเนียม หรือเทคโนโลยีสำคัญ
Bessent ระบุว่ามาตรการทั้งสองนี้อาจใช้เวลานานกว่า แต่มีความมั่นคงทางกฎหมายมากกว่า และสามารถใช้แทนมาตรการภาษีฉุกเฉินที่ถูกศาลยกเลิกได้
เป้าหมายหลักของนโยบายภาษี Trump
นโยบายการค้าของรัฐบาล Trump ในสมัยที่สองมีเป้าหมายสำคัญหลายประการ ได้แก่
1. ลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐ
รัฐบาล Trump เชื่อว่าการนำเข้าสินค้าจำนวนมากจากต่างประเทศเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศเสียเปรียบ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการผลิต
2. สนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศ
การขึ้นภาษีนำเข้าสามารถทำให้สินค้าจากต่างประเทศมีราคาสูงขึ้น ส่งผลให้สินค้าในประเทศมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น
3. ใช้ภาษีเป็นเครื่องมือในการเจรจาการค้า
ทีมเศรษฐกิจของ Trump เชื่อว่าความไม่แน่นอนด้านภาษีสามารถสร้างแรงกดดันให้ประเทศคู่ค้าปรับเงื่อนไขการค้ากับสหรัฐ
ผลกระทบต่อตลาดการเงิน
หลังจากข่าวการปรับขึ้นภาษีถูกเผยแพร่ ตลาดการเงินเริ่มตอบสนองทันที โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของดัชนีหุ้น S&P 500 ปรับตัวลดลงเล็กน้อย สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าการขึ้นภาษีในวงกว้างอาจส่งผลต่อ
- ต้นทุนการนำเข้าสินค้า
- ราคาสินค้าในประเทศ
- ห่วงโซ่อุปทานโลก (global supply chain)
ปฏิกิริยาจากสหภาพยุโรป
ด้าน สหภาพยุโรป (European Union – EU) มีรายงานว่าผู้นำด้านการค้าของยุโรปได้รับการรับรองอย่างไม่เป็นทางการว่า สหรัฐอาจยังคงใช้อัตราภาษี 10% สำหรับสินค้าจาก EU แทนที่จะเพิ่มเป็น 15% ในทันที
เจ้าหน้าที่ของ EU ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับมาตรการนี้ แต่แหล่งข่าวระบุว่า EU กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะการปรับขึ้นภาษีอาจส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างสองภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ
ความกังวลของนักเศรษฐศาสตร์
นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนแสดงความกังวลว่าการขึ้นภาษีในวงกว้างอาจนำไปสู่
- สงครามการค้า (trade war)
- ราคาสินค้าภายในประเทศที่สูงขึ้น
- การตอบโต้จากประเทศคู่ค้า
ในอดีต มาตรการภาษีของ Trump เคยจุดชนวนความตึงเครียดทางการค้ากับหลายประเทศ รวมถึงจีน แคนาดา และเม็กซิโก
ความเชื่อมั่นของรัฐบาล Trump
แม้ว่าจะมีเสียงวิจารณ์ แต่ Scott Bessent ยืนยันว่ามาตรการภาษีครั้งนี้จะช่วยสร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ และคาดว่าโครงสร้างภาษีใหม่จะกลับสู่ระดับเดิมภายในประมาณ 5 เดือน เมื่อมาตรการถาวรถูกนำมาใช้แทน
เขากล่าวว่า
“แม้มาตรการบางอย่างจะใช้เวลานาน แต่พวกมันมีความแข็งแกร่งทางกฎหมายมากกว่า”
แนวโน้มการค้าโลกในระยะต่อไป
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจโลกมองว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีของสหรัฐอาจส่งผลต่อโครงสร้างการค้าโลกในระยะยาว โดยเฉพาะหากประเทศอื่นๆ ตอบโต้ด้วยมาตรการภาษีของตนเอง
หลายประเทศกำลังพิจารณากระจายความเสี่ยงด้านการค้า ด้วยการเพิ่มความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ หรือทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศอื่นๆ มากขึ้น
สรุปสถานการณ์
การปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกเป็น 15% ของรัฐบาล Trump ถือเป็นหนึ่งในนโยบายการค้าที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมภายในประเทศ ลดการขาดดุลการค้า และเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวยังคงสร้างความกังวลให้กับนักลงทุน นักเศรษฐศาสตร์ และประเทศคู่ค้าทั่วโลก ซึ่งต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไรในระยะต่อไป
#TrumpTariffs #GlobalTrade #เศรษฐกิจโลก #นโยบายการค้าสหรัฐ #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น