
นักลงทุนกังวลหนัก! เทรดเดอร์ชี้โอกาสเกิด “Stagflation” ในสหรัฐฯ พุ่งเกือบ 40% ภายในสิ้นปี 2026
ตลาดการเงินสหรัฐฯ เริ่มหวั่นเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ Stagflation อีกครั้ง
บรรดานักลงทุนและเทรดเดอร์ในตลาดการเงินสหรัฐฯ กำลังจับตาความเสี่ยงทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด หลังข้อมูลจากหลายสำนักวิเคราะห์และมุมมองของผู้เล่นในตลาดเริ่มสะท้อนว่า มีโอกาสเกือบ 40% ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเข้าสู่ภาวะ Stagflation ภายในช่วงปลายปี 2026 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่น่ากังวลที่สุดของระบบเศรษฐกิจโลกในเวลานี้
คำว่า Stagflation เป็นการรวมกันของคำว่า “Stagnation” ที่หมายถึงเศรษฐกิจชะลอตัว และ “Inflation” หรือภาวะเงินเฟ้อสูง โดยสถานการณ์ลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจโตช้า แต่ราคาสินค้าและค่าครองชีพกลับยังพุ่งสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ทั้งภาคธุรกิจ ผู้บริโภค และธนาคารกลางต้องเผชิญแรงกดดันพร้อมกัน
นักลงทุนเริ่มมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่จุดเปราะบาง
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญความผันผวนจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสงครามในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ที่ยังไม่ลดลงเร็วอย่างที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed คาดหวังไว้
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน 2026 เพิ่มขึ้นถึง 3.8% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2023 ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ยังคงอยู่เหนือระดับเป้าหมายของ Fed ที่ 2% อย่างชัดเจน
ในขณะเดียวกัน การเติบโตทางเศรษฐกิจกลับเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรง โดยต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและสงครามอิหร่าน ส่งผลให้ภาคธุรกิจจำนวนมากเริ่มลดการลงทุนและชะลอการจ้างงาน
ราคาน้ำมันพุ่ง กลายเป็นตัวเร่งความเสี่ยงเงินเฟ้อ
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดกังวลเรื่อง Stagflation คือราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงอย่างรวดเร็ว หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญอย่าง Strait of Hormuz
ราคาน้ำมัน Brent เคยทะยานขึ้นแตะระดับกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงก่อนหน้า ก่อนจะเริ่มปรับฐานหลังมีข่าวหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าความเสี่ยงยังไม่จบง่าย ๆ เพราะหากราคาพลังงานยังทรงตัวสูง จะยิ่งเพิ่มต้นทุนให้ภาคการผลิต การขนส่ง และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งสุดท้ายจะส่งผ่านไปยังผู้บริโภคในรูปของราคาสินค้าที่แพงขึ้น
Fed ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก
ภาวะ Stagflation ถือเป็นสถานการณ์ที่ธนาคารกลางรับมือได้ยากที่สุด เพราะหาก Fed ต้องการลดเงินเฟ้อ ก็จำเป็นต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงหรือปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่การทำเช่นนั้นอาจยิ่งทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวหนักขึ้น
ตรงกันข้าม หาก Fed ลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็อาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาร้อนแรงกว่าเดิม
นักลงทุนบางส่วนเริ่มมองว่า Fed อาจยังไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ในปีนี้ แม้เศรษฐกิจจะเริ่มชะลอตัวก็ตาม เนื่องจากแรงกดดันด้านราคายังคงอยู่ในระดับสูง
ตลาดหุ้นเริ่มสะท้อนความกลัว Stagflation
นักวิเคราะห์จากหลายสำนักมองว่า พฤติกรรมของตลาดการเงินในช่วงนี้เริ่มคล้ายกับช่วงก่อนเกิดภาวะ Stagflation ในอดีต โดยเฉพาะการที่ทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรต่างเผชิญแรงขายพร้อมกัน
รายงานของ Citi ระบุว่า ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วง “Early Stage of Pricing in Stagflation” หรือเริ่มสะท้อนความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อสูงแล้ว
ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายเตือนว่า หากราคาน้ำมันยังสูงต่อเนื่อง ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ อาจเพิ่มขึ้นอีกในปี 2026
นักเศรษฐศาสตร์ชี้ “Stagflation” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
หลายสำนักการเงินระดับโลก เช่น RBC และ Apollo Global Management ต่างออกมาเตือนว่า ภาวะ “Stagflation Lite” หรือเงินเฟ้อสูงพร้อมเศรษฐกิจอ่อนแอ อาจเกิดขึ้นจริงในปี 2026
ปัจจัยที่ถูกมองว่าเป็นตัวเร่งสำคัญ ได้แก่
1. เงินเฟ้อภาคบริการยังสูง
ค่าเช่าบ้าน ค่าที่อยู่อาศัย และค่าบริการต่าง ๆ ในสหรัฐฯ ยังคงปรับขึ้นต่อเนื่อง แม้ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยมาแล้วหลายรอบ
2. ค่าแรงยังเพิ่มขึ้น
ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง ทำให้ค่าแรงเฉลี่ยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออีกทางหนึ่ง
3. ต้นทุนพลังงานสูง
สงครามและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้ราคาพลังงานผันผวนและยากต่อการควบคุม
4. ภาระหนี้และการใช้จ่ายภาครัฐ
การใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูง อาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระยะยาว
นักลงทุนควรจับตาอะไรต่อจากนี้?
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 คือการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของ Fed รวมถึงทิศทางราคาน้ำมันโลก
หากเงินเฟ้อยังคงสูงต่อเนื่อง ขณะที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวชัดเจนขึ้น ตลาดอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม ทั้งในตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และค่าเงินดอลลาร์
ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย และราคาพลังงานปรับลดลง ก็อาจช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อและทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ หลีกเลี่ยงภาวะ Stagflation ได้
Stagflation คืออะไร และทำไมถึงน่ากลัว?
ภาวะ Stagflation ถือเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจรับมือยากที่สุด เพราะปกติแล้ว หากเศรษฐกิจชะลอ เงินเฟ้อมักจะลดลงตาม แต่ในภาวะนี้ ทั้งสองปัญหากลับเกิดขึ้นพร้อมกัน
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่
- ค่าครองชีพสูงขึ้น
- กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง
- ธุรกิจมีกำไรลดลง
- ตลาดแรงงานอ่อนแอ
- ตลาดหุ้นผันผวนหนัก
นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับช่วงวิกฤต Stagflation ในยุค 1970 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญเงินเฟ้อสูงจากวิกฤตราคาน้ำมัน และต้องใช้เวลาหลายปีในการฟื้นตัว
บทสรุป
แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation อย่างเต็มรูปแบบในตอนนี้ แต่สัญญาณจากตลาดการเงิน อัตราเงินเฟ้อ และราคาพลังงาน กำลังทำให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มกังวลมากขึ้น
การที่เทรดเดอร์จำนวนมากประเมินว่า มีโอกาสเกือบ 40% ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะดังกล่าวภายในสิ้นปี 2026 สะท้อนว่า ตลาดกำลังจับตาความเสี่ยงนี้อย่างจริงจัง
ในระยะต่อจากนี้ ทุกสายตาจะยังคงมองไปที่ Fed ตัวเลขเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะสามารถหลีกเลี่ยงวิกฤตครั้งนี้ได้หรือไม่
#Stagflation #เศรษฐกิจสหรัฐ #เงินเฟ้อ #Fed #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น