“Metabolic Split” เขย่าหุ้นยา: ทำไม Eli Lilly พุ่งแรง แต่ Novo Nordisk สะดุด—ศึก GLP-1/ยาลดน้ำหนักเข้าสู่ยุคใหม่

“Metabolic Split” เขย่าหุ้นยา: ทำไม Eli Lilly พุ่งแรง แต่ Novo Nordisk สะดุด—ศึก GLP-1/ยาลดน้ำหนักเข้าสู่ยุคใหม่

โดย ADMIN
หุ้นที่เกี่ยวข้อง:LLY

Metabolic Split เขย่าตลาดยา: Eli Lilly ทะยานเหนือ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ Novo Nordisk เจอปี “Gap Year”

สัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ถูกพูดถึงในหมู่นักลงทุนสายเฮลท์แคร์ว่าเป็น “วันเลิกรา” ของความสัมพันธ์แบบเดินคู่กัน (in lockstep) ระหว่างหุ้น Eli Lilly and Company (LLY) และ Novo Nordisk (NVO) ที่เคยเคลื่อนตามกันแทบทุกจังหวะ เพราะทั้งสองคือ “ตัวท็อป” ในคลื่นการปฏิวัติยากลุ่มเมตาบอลิซึม (metabolic revolution) โดยเฉพาะตลาดยา GLP-1 และยาลดน้ำหนักที่ทั้งโลกต้องการ

แต่รอบนี้ ตลาดให้คำตัดสินเร็วและชัด: หลังอัปเดตผลประกอบการและแนวโน้มปีถัดไป หุ้น Lilly ปรับขึ้นแรง (มากกว่า 7% ในวันสำคัญ) ดันมูลค่าบริษัทกลับขึ้นเหนือระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ Novo Nordisk กลับร่วงลงแรง (เกือบ 6%) ทำให้มูลค่าตลาดหายไปหลายพันล้านดอลลาร์ในพริบตา

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ “งบไตรมาสเดียว” แต่คือการ “แยกทางของความคาดหวัง” (decoupling of expectations) อย่างเป็นโครงสร้าง: Lilly ส่งสัญญาณเติบโตแรงในปี 2026 ส่วน Novo เตือนว่ารายได้อาจหดตัว ภายใต้แรงกดดันด้านราคาและกำลังการผลิตที่ยังเร่งไม่ทันดีมานด์

1) ช่องว่างทางการเงิน: ทำไมฝั่งหนึ่ง “Boom” แต่อีกฝั่งเหมือน “Brake”

Eli Lilly: งบสวย + ไกด์ปี 2026 ที่ทำให้นักลงทุน “เชื่อเรื่องอนาคต”

ตัวเลขที่ทำให้ตลาดตื่นเต้นคือผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2025 ของ Lilly ซึ่งออกมาร้อนแรง: รายได้ประมาณ 19.3 พันล้านดอลลาร์ โตประมาณ 43% YoY และกำไรต่อหุ้น (EPS) 7.54 สูงกว่าคาดการณ์ของวอลล์สตรีทเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ “จุดไฟ” ให้หุ้นพุ่งจริง ๆ คือการให้แนวโน้มรายได้ปี 2026 ที่ค่อนข้าง aggressive: 80–83 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งตีความเป็นอัตราเติบโตประมาณ 25% (สำหรับบริษัทขนาดนี้ ถือว่าเร็วมาก)

Novo Nordisk: ยอดขายปี 2025 ยังดี แต่ไกด์ปี 2026 ทำตลาดช็อก

ฝั่ง Novo รายงานว่ายอดขายทั้งปี 2025 อยู่ที่ราว DKK 309 พันล้าน (ประมาณ 44 พันล้านดอลลาร์) ซึ่งยังถือว่าแข็งแรง แต่ประเด็นอยู่ที่ “ภาพปี 2026” เพราะบริษัทส่งสัญญาณว่าอาจเกิดการหดตัวของยอดขาย โดยคาดว่าอาจลดลงประมาณ 5% ถึง 13% จากแรงเสียดทานหลายด้าน

นี่แหละคือจุดแตกหักของกราฟ: นักลงทุนที่เคยซื้อ “ธีมเมตาบอลิซึม” แบบเหมารวม เริ่มแยกเลือกหุ้นเป็นรายบริษัทมากขึ้น เพราะปี 2026 จะวัดกันที่ การผลิต (manufacturing) + ความหลากหลายของ pipeline + ความสามารถในการรับมือแรงกดดันด้านราคา ไม่ใช่แค่ “ใครมาก่อน” (first mover advantage)

2) ศัตรูร่วมของทั้งสองค่าย: นโยบายกดราคาในสหรัฐฯ และเกม “ชนะด้วยปริมาณ”

แม้ทั้ง Lilly และ Novo จะเป็นคู่แข่งกัน แต่ทั้งคู่เจอแรงกดดันร่วมคือมาตรการ/แนวทางเชิงนโยบายในสหรัฐฯ ที่พยายามควบคุมต้นทุนยาสำหรับผู้ป่วยที่มีประกันหรืออยู่ในระบบรัฐ โดยหนึ่งในแนวคิดที่ถูกพูดถึงในตลาดคือการใช้นโยบายอิง “Most Favored Nation (MFN)” เพื่อจำกัดราคาสุทธิที่ผู้ผลิตได้รับจากบางกลุ่มผู้จ่าย

เมื่อราคาสุทธิถูกกดลง ผู้ชนะมักไม่ใช่คนที่ “ตั้งราคาได้แพงที่สุด” แต่คือคนที่ “ส่งมอบปริมาณได้มากที่สุด” และทำกำไรได้แม้ราคาต่อหน่วยลดลง

Volume Defense ของ Lilly: ปริมาณพุ่ง 50% ชดเชยราคาที่ลด

Lilly เลือกเล่นเกม “volume defense” อย่างชัดเจน: ในไตรมาสล่าสุด ปริมาณขายในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นราว 50% ซึ่งช่วยกลบผลกระทบจากราคาที่รับรู้ลดลงประมาณ 7% ได้

พูดแบบบ้าน ๆ คือ ต่อให้ขายถูกลงนิดหน่อย แต่ถ้าขายได้เยอะขึ้นมาก รายได้รวมก็ยังโต แถมยังรักษาการเข้าถึงผู้ป่วยได้กว้างขึ้นด้วย

3) 2 เสาหลักที่ทำให้ Lilly “ผลิตทัน-ส่งทัน-โตทัน”

3.1 Greenfield Manufacturing: ลงทุนสร้างโรงงานใหม่แบบ “จัดเต็ม”

ตั้งแต่ปี 2020 Lilly ทุ่มงบมากกว่า 50 พันล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโรงงานและโครงสร้างพื้นฐานการผลิตใหม่แบบ greenfield (สร้างจากศูนย์) จุดเด่นคือหลายโครงการเข้าสู่เฟส “เดินเครื่องเต็มกำลัง” แล้ว ทำให้ข้อจำกัดด้านซัพพลาย (supply constraints) ที่เคยเป็นคอขวดเริ่มคลายตัว

ในบทวิเคราะห์ต้นทาง มีการยกตัวอย่างไซต์ขนาดใหญ่ใน Wisconsin และ North Carolina ที่ช่วยเพิ่ม capacity อย่างมีนัยสำคัญ นี่คือ “กล้ามเนื้อการผลิต” ที่ตลาดมองว่าเป็น moat ระยะยาว

3.2 “Vial Workaround” ของ Zepbound: ทางลัดที่ช่วยขยายการเข้าถึง

อีกหมัดเด็ดคือการปล่อย Zepbound ในรูปแบบ single-dose vials (ขวดโดสเดียว) ที่ถูกพูดถึงว่าเริ่มมีสัดส่วนสูงมากในใบสั่งยาใหม่—และนี่ไม่ใช่แค่เรื่องรูปแบบบรรจุภัณฑ์ แต่เป็นเรื่อง “ช่องทาง” และ “ต้นทุนสุทธิ”

ด้วยการขายแบบตรงถึงผู้บริโภค (direct-to-consumer) ในบางโครงสร้าง Lilly สามารถลดความซับซ้อนในระบบตัวกลาง เช่น Pharmacy Benefit Managers (PBMs) และยังวางราคาให้แข่งขันกับร้านยาผสมยา (compounding pharmacies) ได้ดีขึ้น กลายเป็นวิธีเพิ่มยอดใช้จริง (real-world utilization) แบบเห็นผล

4) ทำไม Novo Nordisk ถึงสะดุด: “คณิตศาสตร์” ของกำลังผลิตไม่ช่วยชดเชยแรงกดราคา

Novo Nordisk เองก็เร่งเพิ่มกำลังการผลิตเช่นกัน และมีการเข้าซื้อ/รับช่วงสถานที่ทำกระบวนการบรรจุ-เติมยา (fill-finish) จากบริษัทที่ชื่อ Catalent เพื่อเพิ่ม capacity แต่ในภาพรวม ตลาดมองว่าการ ramp-up ยังช้ากว่าแรงดีมานด์ที่พุ่งต่อเนื่อง

เมื่อ capacity ไม่สามารถเพิ่มได้เร็วพอ การลดราคาสุทธิตามแรงกดดันเชิงนโยบายจึงกลายเป็นโจทย์หนัก เพราะ “ขายเพิ่มเพื่อชดเชย” ทำได้จำกัด ถ้าของผลิตไม่พอส่ง นี่คือเหตุผลที่ทำให้แนวโน้มรายได้ปี 2026 ถูกมองว่าเป็นปีแห่งการปรับฐาน (gap year) มากกว่าปีเร่งเครื่อง

แหล่งอ้างอิงภายนอกที่เกี่ยวข้องกับดีลด้านกำลังการผลิต (Catalent): https://www.catalent.com

5) Pipeline คือไพ่ใบใหญ่: “เพดานประสิทธิภาพ” (Efficacy Ceiling) ใครสูงกว่า

ถ้ามองพ้นปี 2026 นักลงทุนจำนวนมากให้ค่าน้ำหนักกับคำถามว่า “ยาเจเนอเรชันถัดไป” ของใครมีโอกาสขึ้นเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาด เพราะในเกม GLP-1/obesity ไม่ได้วัดกันแค่ “ลดได้” แต่ยังวัดที่ ลดได้มากแค่ไหน, ผลข้างเคียง, การใช้จริงในชีวิตประจำวัน, และ ต้นทุนการผลิต

5.1 Lilly: Retatrutide (Triple Agonist) และตัวเลขลดน้ำหนักที่สะเทือนวงการ

Lilly มีตัวเด่นใน pipeline คือ Retatrutide ที่ถูกเรียกเล่น ๆ ว่า “Triple G” เพราะออกฤทธิ์กับตัวรับฮอร์โมน 3 แบบ: GLP-1, GIP และ Glucagon

ข้อมูลการทดลองระยะท้ายที่ถูกพูดถึงในตลาดชี้ว่า Retatrutide ทำให้ผู้ป่วยลดน้ำหนักได้ประมาณ 29% ภายใน 68 สัปดาห์ ซึ่งถูกนำไปเปรียบเทียบว่าระดับนี้ “ใกล้เคียงการผ่าตัดลดน้ำหนัก (bariatric surgery)” ในเชิงผลลัพธ์ และอาจกลายเป็น benchmark ใหม่ของอุตสาหกรรม

5.2 Novo: CagriSema ยังแกร่ง แต่ตัวเลขเทียบกันแล้วเป็นรอง

Novo Nordisk ไม่ได้นิ่งเฉย บริษัทมี CagriSema ซึ่งเป็นยาผสม (combination) ที่รายงานผลการทดลองว่าให้การลดน้ำหนักราว 22.7% ใน Phase 3 ซึ่งถือว่าดีกว่ายาที่เป็นผู้นำตลาดเดิมอย่าง Wegovy ในบางมุม แต่เมื่อเทียบกับ “ตัวเลข 29%” ของ Retatrutide ภาพการแข่งขันจึงถูกเล่าออกมาว่า Lilly มี “เพดาน” ที่สูงกว่า

6) สนามรบใหม่: Oral Pill—Holy Grail ของการเข้าถึงคนจำนวนมาก

หนึ่งในจุดเปลี่ยนของตลาดนี้คือการย้ายจากยาแบบฉีด (injectable) ไปสู่ยาแบบกิน (oral) เพราะถ้าทำให้คนกินยาได้ง่ายขึ้น การขยายตลาดไปสู่ผู้ใช้กลุ่มใหญ่มาก ๆ จะเร็วขึ้นแบบก้าวกระโดด

Novo: Wegovy แบบเม็ดเริ่มบุกตลาดสหรัฐฯ

Novo มีการผลักดัน Wegovy Pill (oral semaglutide ขนาด 25mg) ในสหรัฐฯ และมีสัญญาณการตอบรับเริ่มต้นที่ดี จุดแข็งคือเป็นแบรนด์ที่ผู้ป่วยและแพทย์คุ้นชื่ออยู่แล้ว

Lilly: Orforglipron กับข้อได้เปรียบ “ต้นทุนและการผลิต”

ฝั่ง Lilly มีผู้ท้าชิงชื่อ Orforglipron ซึ่งถูกวางเป็นหมากสำคัญในสงครามยาแบบกิน โดยข้อได้เปรียบที่ถูกเล่าในตลาดคือ Orforglipron เป็น small molecule ไม่ใช่ peptide ซับซ้อนแบบหลายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเดียวกัน

ผลคือในเชิงทฤษฎี ผลิตง่ายกว่า ต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่า และ scale ได้เร็วกว่า ซึ่งอาจกลายเป็น “กำไรต่อหน่วย (margin)” ที่แข็งแรงในตลาด oral ที่ต้องขายปริมาณมหาศาล

7) วิธีใช้เงินสะท้อนความมั่นใจ: Buybacks vs. Bulldozers

นักลงทุนสายพื้นฐานมักชอบดูว่า “บริษัทเอาเงินไปทำอะไร” เพราะมันบอกได้ว่าองค์กรกำลัง “บุก” หรือ “ตั้งรับ”

Novo: ซื้อหุ้นคืนเพื่อพยุงราคาในช่วงการเติบโตสะดุด

Novo Nordisk ประกาศโครงการซื้อหุ้นคืน (share repurchase) วงเงินประมาณ DKK 15 พันล้าน (ราว 2.15 พันล้านดอลลาร์) ซึ่งในเชิงผู้ถือหุ้นถือเป็นข่าวดี เพราะคืนทุนให้ผู้ลงทุน แต่ในมุมเรื่อง “สตอรี่การเติบโต” ตลาดบางส่วนมองว่าเป็นหมากเชิงรับ เพื่อช่วยพยุงราคาหุ้นในช่วงที่ไกด์รายได้ออกมาไม่สดใส

Lilly: เทงบลงโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่ม supply moat ให้กว้างขึ้น

ตรงกันข้าม Lilly เลือก “สร้างอนาคตด้วยคอนกรีตและเครื่องจักร” โดยยังคงทุ่มงบลงทุนกับโรงงานและ capacity ใหม่ ๆ และมีการพูดถึงโปรเจกต์โรงงานมูลค่าประมาณ 3.5 พันล้านดอลลาร์ ใน Pennsylvania ด้วย

แทนที่จะซื้อหุ้นคืน Lilly กำลัง “ซื้อกำลังการผลิต” เพื่อให้เมื่อคลื่นดีมานด์ลูกใหม่มาถึง บริษัทเป็นฝ่ายที่มีของพอขาย และนี่คือสิ่งที่ตลาดให้พรีเมียมมากในธุรกิจที่ซัพพลายขาดแคลนได้ง่าย

8) บทสรุปของยุคใหม่: เมตาบอลิซึมไม่ใช่ธีมเหมารวมอีกต่อไป

เหตุการณ์ต้นกุมภาพันธ์ 2026 เป็นเหมือนสัญญาณเตือนว่า ยุคที่ซื้อหุ้น “ทั้งกลุ่มเมตาบอลิซึม” แล้วหวังขึ้นพร้อมกัน อาจจบลงแล้ว เพราะตอนนี้ตัวแปรสำคัญคือ execution: ใครผลิตได้ทัน ใครส่งมอบได้จริง ใครมี pipeline ที่สร้างมาตรฐานใหม่ และใครปรับตัวได้กับแรงกดดันด้านราคา

Eli Lilly ถูกมองว่ามี “เรื่องเล่า” ที่ชัดสำหรับปี 2026: โตสองหลักจากการเร่งปริมาณขายและกำลังผลิตที่ใหญ่พอจะชนะเกมลดราคา และกำลังเปลี่ยนจากบริษัทที่เคยติดคอขวดซัพพลาย ไปเป็นเครื่องจักรเติบโตแบบ volume-driven

ส่วน Novo Nordisk ยังเป็นบริษัทคุณภาพสูง มีพอร์ตที่ทำกำไรดี และมีเทคโนโลยีที่แข็งแรง แต่ปี 2026 อาจเป็นช่วงที่ต้องใช้ความอดทนมากกว่า เพราะต้องไล่ตามกำลังผลิต ปรับโครงสร้าง และรับแรงเสียดทานด้านราคาไปพร้อมกัน

9) มุมมองสำหรับนักลงทุนไทย: ควรอ่านเกมนี้อย่างไรให้ “ไม่หลงธีม”

แยก 3 คำถามก่อนตัดสินใจ

  • Supply & Capacity: บริษัทไหนมีของพอขายจริงใน 12–24 เดือนข้างหน้า?
  • Pricing Power vs. Policy: ถ้าราคาสุทธิถูกกด บริษัทไหนชนะด้วยปริมาณหรือโครงสร้างช่องทาง?
  • Next-Gen Pipeline: ยาตัวถัดไป “ดีกว่าเดิม” แค่ไหน และผลิตได้ง่ายแค่ไหน?

จำไว้ว่า “ดีที่สุดในห้องทดลอง” ไม่เท่ากับ “ดีที่สุดในตลาด”

ในโลกความจริง นอกจาก efficacy ยังมี adherence (ความสม่ำเสมอในการใช้), availability (หาซื้อได้ไหม), affordability (จ่ายไหวหรือเปล่า) และ payer dynamics (ประกัน/ผู้จ่าย) ซึ่งทั้งหมดนี้ชี้กลับมาที่ประเด็นเดิม: กำลังผลิต + ช่องทาง + ต้นทุน คือหัวใจของรอบนี้

10) หมายเหตุสำคัญ: ข่าวนี้คือการวิเคราะห์ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

เนื้อหานี้เป็นการเรียบเรียง/เขียนใหม่จากบทวิเคราะห์เชิงตลาด เพื่อให้เข้าใจภาพการแข่งขันของธุรกิจยากลุ่มเมตาบอลิซึมในช่วงเวลาปัจจุบัน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม งบการเงิน ความเสี่ยง และความเหมาะสมกับเป้าหมายของตนเองก่อนตัดสินใจ

#SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง

“Metabolic Split” เขย่าหุ้นยา: ทำไม Eli Lilly พุ่งแรง แต่ Novo Nordisk สะดุด—ศึก GLP-1/ยาลดน้ำหนักเข้าสู่ยุคใหม่ | SlimScan