
สหรัฐฯ-ยุโรปปะทะทางการค้าเรื่อง “Greenland” ภาษีสูงถึง 25% อาจสร้างวิกฤติการค้าใหม่
วิกฤติ “Greenland Tariffs” สหรัฐฯ ขู่ภาษีสูงถึง 25% หากไม่มีข้อตกลง
ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2026 เกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ระหว่าง สหรัฐอเมริกา และหลายประเทศยุโรป หลังจาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแผนการเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 25% ต่อสินค้าจากประเทศยุโรปหลักหากไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับเกาะ กรีนแลนด์ (Greenland) ภายในวันที่ 1 มิถุนายน.
เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของสหรัฐฯ
ทรัมป์ระบุว่าเขาต้องการให้สหรัฐควบคุมเกาะกรีนแลนด์ด้วยเหตุผลด้าน ความมั่นคงแห่งชาติ และต้องการใช้ “ภาษี” เป็นเครื่องมือกดดันให้เดนมาร์กหรือพันธมิตรยุโรปยอมรับข้อเสนอของเขา.
เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ สหรัฐฯ จะเริ่มบังคับภาษีร้อยละ 10% กับประเทศที่คัดค้านแนวทางของทรัมป์ ได้แก่ เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร, เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 25% หากไม่มี “ข้อตกลงซื้อหรือควบคุม Greenland” ภายในวันที่ 1 มิถุนายน.
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดโลก
นักวิเคราะห์มองว่าการขึ้นภาษีครั้งนี้อาจนำไปสู่ สงครามการค้า ระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรปอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทั้งตลาดสินทรัพย์ (equities), ตลาดพันธบัตร, และอัตราแลกเปลี่ยน นำความผันผวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก.
ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดเฉพาะยุโรปเท่านั้น — นักลงทุนทั่วโลกต่างกังวลว่าจะมีการ “เทขาย” ออกจากสินทรัพย์เสี่ยงและวิ่งเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ (Gold) ซึ่งถูกคาดว่าจะเป็นผู้ได้ประโยชน์หลักจากสถานการณ์นี้.
ท่าทีของยุโรปและพันธมิตร
ผู้นำยุโรปหลายประเทศออกมาตรการคัดค้านทันที โดยระบุว่าการคุกคามด้านภาษีอาจทำลายความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกและทำลายความเชื่อมั่นในพันธมิตรเดิม.
ในคำกล่าวของ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ระบุว่าการคุกคามภาษีแบบนี้ “ยอมรับไม่ได้” และยุโรปจะตอบโต้ร่วมกันหากยังเดินหน้ากดดันต่อไป.
ขณะเดียวกัน สหราชอาณาจักรประกาศว่าอนาคตของกรีนแลนด์เป็นเรื่อง “ไม่สามารถเจรจาแลกเปลี่ยนได้” และควรปล่อยให้ประชาชนกรีนแลนด์ตัดสินชะตากรรมของตัวเอง.
ผลตอบโต้และการเตรียมมาตรการของยุโรป
สหภาพยุโรปพิจารณามาตรการตอบโต้หลายรูปแบบ รวมถึงการเรียกใช้เครื่องมือด้านการค้าเพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันจากสหรัฐฯ และอาจนำไปสู่การขึ้นภาษีตอบโต้ต่อสินค้าอเมริกันจำนวนมาก.
แหล่งข่าวหลายแห่งรายงานว่าการตอบโต้เหล่านี้อาจรวมถึงการใช้มาตรการที่เรียกว่า “Anti-Coercion Instrument” ซึ่งเปิดทางให้สหภาพยุโรปสามารถจำกัดการลงทุนหรือถอนสิทธิประโยชน์ด้านทรัพย์สินทางปัญญาจากบริษัทต่างชาติ.
สภาพคล่องตลาดและการลงทุนภายใต้ความไม่แน่นอน
ความตึงเครียดด้านการค้าและภูมิรัฐศาสตร์อาจทำให้ตลาดหุ้นยุโรปตกต่ำและความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการค้าระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป.
นักวิเคราะห์ยังกล่าวว่าภาวะเช่นนี้อาจทำให้นักลงทุนต้องแสวงหาความปลอดภัยในสินทรัพย์ที่ถือเป็น “safe haven” เช่นทองคำและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ, แม้ผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจอาจจำกัดกว่าที่คาดไว้ในระดับ GDP.
ปัจจัยทางการเมืองที่ซับซ้อน
สถานการณ์นี้มีความเกี่ยวพันกับหลายประเด็นทางการเมือง — ไม่เพียงแค่เรื่องการค้าของสหรัฐฯ กับยุโรป แต่ยังเกี่ยวข้องกับความพยายามควบคุมภูมิภาคอาร์กติก, ความมั่นคงระดับชาติ, และเสรีภาพของประชาชนในดินแดนกรีนแลนด์เอง.
เดนมาร์กเป็นผู้ควบคุมเรื่องความมั่นคงและการต่างประเทศของกรีนแลนด์ภายใต้กฎหมายของตนเอง โดยกรีนแลนด์มีอำนาจปกครองตนเองในหลายด้าน แต่ยังคงอยู่ภายใต้บังคับของเดนมาร์กในเรื่องต่างประเทศและการป้องกันประเทศ.
ผู้นำกรีนแลนด์และเดนมาร์กยืนยันว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของประเทศควรเป็นของประชาชนกรีนแลนด์ ไม่ใช่ของสหรัฐฯ.
สรุปเหตุการณ์
- สหรัฐฯ ขู่เก็บภาษี 10% จากยุโรป เริ่มตั้งแต่ 1 ก.พ. และจะเพิ่มเป็น 25% ใน 1 มิ.ย. หากไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับกรีนแลนด์.
- ยุโรปคัดค้านอย่างรุนแรง และพิจารณามาตรการตอบโต้ทางการค้า.
- ตลาดการเงินและนักลงทุนระวังความผันผวนจากความตึงเครียดทางการค้า.
- บทบาทของกรีนแลนด์ในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์อาร์กติกยังเป็นหัวใจของการโต้แย้ง.