
Target ฟื้นตัวแรง! จำนวนลูกค้าเข้าร้านพุ่ง ดันยอดขายและการเติบโตกลับมาโดดเด่นในปี 2026
Target ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง หลังจำนวนลูกค้าเข้าร้านเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
Target Corporation (NYSE: TGT) หนึ่งในเครือข่ายค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณการกลับมาเติบโตอีกครั้ง หลังผลประกอบการไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2026 ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการฟื้นตัวครั้งนี้คือ จำนวนลูกค้าที่กลับเข้ามาใช้บริการทั้งในร้านค้าและช่องทางดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ยอดขายในหลายหมวดสินค้ากลับมาเติบโต และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนมากขึ้น
ยอดขายเติบโตเหนือคาด สะท้อนการฟื้นตัวของธุรกิจ
ผลประกอบการไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2026 แสดงให้เห็นว่า Target สามารถสร้างรายได้และกำไรได้ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยยอดขายสุทธิอยู่ที่ประมาณ 25.44 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรต่อหุ้น (EPS) ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเช่นกัน
ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน และการแข่งขันที่รุนแรงจากคู่แข่งรายใหญ่ในอุตสาหกรรมค้าปลีกอย่าง Walmart และ Amazon ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของ Target ในการดึงดูดลูกค้าและรักษาฐานลูกค้าเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จำนวนลูกค้าเข้าร้านเพิ่มขึ้น จุดเปลี่ยนสำคัญของการเติบโต
หนึ่งในตัวเลขที่นักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุดคือ Traffic Growth หรือจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ ซึ่งในไตรมาสล่าสุดเพิ่มขึ้นถึง 4.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกอย่างมาก หลังจากบริษัทเผชิญกับช่วงเวลาที่จำนวนลูกค้าชะลอตัวต่อเนื่องหลายไตรมาส
การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้บริโภคที่เข้ามาเลือกซื้อสินค้าไม่เพียงช่วยผลักดันยอดขาย แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ Target อีกด้วย โดยฝ่ายบริหารมองว่ากลยุทธ์การปรับปรุงประสบการณ์ภายในร้านค้า การเพิ่มประสิทธิภาพด้านสินค้า และการลงทุนด้านบริการลูกค้า เริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว
ยอดขายสาขาเดิมกลับมาเติบโตอย่างโดดเด่น
Target รายงานว่า Comparable Sales หรือยอดขายสาขาเดิม เพิ่มขึ้น 5.6% ซึ่งถือเป็นการพลิกฟื้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ยอดขายลดลง
การเติบโตดังกล่าวมาจากทั้งการเพิ่มขึ้นของจำนวนลูกค้าและมูลค่าการซื้อเฉลี่ยต่อบิล โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อธุรกรรมเพิ่มขึ้น 1.1% ขณะที่ยอดขายหน้าร้านเติบโต 4.7% และยอดขายผ่านช่องทางดิจิทัลเติบโตถึง 8.9% แสดงให้เห็นว่าลูกค้ายังคงตอบรับโมเดล Omnichannel ของบริษัทเป็นอย่างดี
ธุรกิจออนไลน์ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
แม้ว่าร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมยังเป็นรายได้หลักของ Target แต่ธุรกิจออนไลน์ยังคงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเติบโต โดยเฉพาะบริการจัดส่งสินค้าแบบ Same-Day Delivery ผ่านสมาชิก Target Circle 360
บริษัทเปิดเผยว่ายอดคำสั่งซื้อที่จัดส่งภายในวันเดียวเติบโตมากกว่า 27% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกและความรวดเร็วมากขึ้น
ทุกหมวดสินค้าหลักกลับมาเติบโตพร้อมกัน
อีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความประทับใจให้กับนักวิเคราะห์คือ การที่สินค้าหลักทั้ง 6 หมวดของ Target สามารถเติบโตได้พร้อมกันในไตรมาสล่าสุด
หมวดสินค้าที่โดดเด่น ได้แก่
- Food & Beverage หรืออาหารและเครื่องดื่ม
- Beauty หรือผลิตภัณฑ์ความงาม
- Household Essentials หรือสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น
- Apparel หรือเสื้อผ้าแฟชั่น
- Home หรือสินค้าตกแต่งบ้าน
- Hardlines หรือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และของใช้ทั่วไป
การเติบโตพร้อมกันในทุกหมวดสินค้าแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของพอร์ตสินค้าและการฟื้นตัวของอุปสงค์ผู้บริโภคในวงกว้าง
รายได้จากธุรกิจโฆษณาและสมาชิกเติบโตต่อเนื่อง
นอกจากยอดขายสินค้าแล้ว Target ยังได้รับประโยชน์จากธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูง (High-Margin Businesses) ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
รายได้จากแพลตฟอร์มโฆษณา Roundel รวมถึงค่าบริการสมาชิก Target Circle 360 และ Marketplace อย่าง Target+ ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของบริษัท โดยรายได้จากโฆษณาเพิ่มขึ้นจาก 163 ล้านดอลลาร์ในปีก่อนเป็น 246 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสล่าสุด
อัตรากำไรดีขึ้นจากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
Target สามารถขยายอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) จาก 28.2% เป็น 29.0% ได้สำเร็จ ปัจจัยหลักมาจากการลดการทำโปรโมชั่นลดราคา การเพิ่มประสิทธิภาพด้านซัพพลายเชน และการเติบโตของธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูง
แม้ว่าบริษัทจะเผชิญกับต้นทุนสินค้าบางส่วนที่สูงขึ้น แต่การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพช่วยชดเชยแรงกดดันดังกล่าวได้อย่างดี
เดินหน้าลงทุนครั้งใหญ่เพื่อรองรับการเติบโตระยะยาว
ฝ่ายบริหารยังคงเดินหน้าลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจในอนาคต โดยใช้เงินลงทุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสล่าสุด เพื่อพัฒนาร้านค้าใหม่ ปรับปรุงสาขาเดิม และเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบโลจิสติกส์
นอกจากนี้ Target ยังลงทุนในเทคโนโลยี การบริหารคลังสินค้า และบริการ Fulfillment เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการลูกค้าในทุกช่องทาง
ผู้บริหารมั่นใจ ปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ทั้งปี
หลังผลประกอบการไตรมาสแรกออกมาดีกว่าคาด บริษัทได้ปรับเพิ่มเป้าหมายการเติบโตของยอดขายสุทธิสำหรับปีงบประมาณ 2026 จากเดิมประมาณ 2% เป็นราว 4%
นอกจากนี้ Target ยังเชื่อว่าทุกไตรมาสที่เหลือของปีจะสามารถสร้างการเติบโตของยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมคาดว่ากำไรต่อหุ้นจะอยู่ใกล้ระดับบนของกรอบประมาณการเดิมที่ 7.50-8.50 ดอลลาร์ต่อหุ้น
กลยุทธ์ใหม่ของ CEO เริ่มเห็นผล
การฟื้นตัวครั้งนี้ยังสะท้อนถึงความสำเร็จของกลยุทธ์ที่นำโดย CEO คนใหม่ ซึ่งมุ่งเน้นการปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้า เพิ่มความน่าสนใจของสินค้า และยกระดับประสิทธิภาพร้านค้า
Target ได้ประกาศแผนลงทุนมูลค่ากว่า 5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อปรับปรุงร้านค้า เพิ่มทางเลือกด้านสินค้า และพัฒนาความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้า โดยนักวิเคราะห์หลายรายมองว่ากลยุทธ์ดังกล่าวเริ่มสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแล้ว
มุมมองนักวิเคราะห์ต่อหุ้น Target
นักวิเคราะห์จำนวนมากเริ่มมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้น Target หลังเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น ทั้งด้านยอดขาย จำนวนลูกค้า และอัตรากำไร
แม้บริษัทจะยังเผชิญการแข่งขันจากยักษ์ใหญ่ค้าปลีกและความท้าทายทางเศรษฐกิจ แต่การเติบโตของธุรกิจดิจิทัล รายได้จากโฆษณา และระบบสมาชิก ทำให้ Target มีโอกาสสร้างการเติบโตในระยะยาวได้มากกว่าที่เคย
บทสรุป
ผลประกอบการล่าสุดของ Target แสดงให้เห็นว่าบริษัทกำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวอย่างจริงจัง โดยมีจำนวนลูกค้าเข้าร้านเพิ่มขึ้น ยอดขายสาขาเดิมเติบโต ธุรกิจออนไลน์ขยายตัวต่อเนื่อง และทุกหมวดสินค้าหลักกลับมาสร้างการเติบโตพร้อมกัน
เมื่อรวมกับการลงทุนเชิงรุกของฝ่ายบริหารและการปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้ทั้งปี ทำให้ Target กลายเป็นหนึ่งในหุ้นค้าปลีกที่นักลงทุนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดในปี 2026 และอาจเป็นสัญญาณว่าบริษัทกำลังกลับมาอยู่บนเส้นทางการเติบโตอีกครั้งอย่างมั่นคง
#Target #หุ้นสหรัฐ #ค้าปลีกสหรัฐ #ผลประกอบการ #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น