
S&P 500 เผชิญแรงกดดันหนัก หลัง Bond Yields พุ่ง เสี่ยงฉุด Wall Street พักฐานสัปดาห์นี้
S&P 500 เผชิญแรงกดดันจาก Bond Yields และราคาน้ำมัน ก่อนตลาดจับตางบ Nvidia
S&P 500 กำลังเข้าสู่สัปดาห์สำคัญของตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ Treasury Yields ที่ปรับตัวสูงขึ้น เริ่มทำให้นักลงทุนกังวลว่าการปรับขึ้นของ Wall Street อาจสะดุดลงในระยะสั้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เคยเป็นผู้นำตลาดก่อนหน้านี้
จากรายงานของ FXEmpire ระบุว่า Futures ของ S&P 500 อ่อนตัวลงในช่วงต้นสัปดาห์ ขณะที่ Dow Futures ลดลงกว่า 300 จุด และ Nasdaq-100 เพิ่งเผชิญแรงขายหนักที่สุดในรอบเกือบ 2 เดือน สาเหตุหลักมาจาก Bond Yields ที่สูงขึ้น ราคาน้ำมันที่ยังตึงตัว และความคาดหวังต่อผลประกอบการของ Nvidia ซึ่งอาจเป็นตัวแปรสำคัญของหุ้นกลุ่ม AI และตลาดโดยรวม
Bond Yields กลับมาเป็นตัวแปรหลักของตลาด
แรงกดดันสำคัญในรอบนี้มาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว โดยเฉพาะพันธบัตรอายุ 30 ปี ที่ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบประมาณ 1 ปี การพุ่งขึ้นของ yields ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังเห็นแรงขายพันธบัตรในตลาดอังกฤษและญี่ปุ่นด้วย ทำให้นักลงทุนมองว่านี่อาจเป็นความกังวลระดับ global bond market มากกว่าจะเป็นปัญหาเฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่ง
เมื่อ Bond Yields สูงขึ้น หุ้นเติบโตสูงหรือ Growth Stocks มักได้รับผลกระทบก่อน เพราะมูลค่าของกำไรในอนาคตจะถูก discount กลับมาในปัจจุบันต่ำลง หุ้นเทคโนโลยีที่ราคาปรับขึ้นแรงจากกระแส AI จึงมีความเสี่ยงต่อแรงขายทำกำไรมากเป็นพิเศษ
ภาพทางเทคนิคของ S&P 500 ยังเป็นขาขึ้น แต่โมเมนตัมเริ่มอ่อนแรง
ในเชิงเทคนิค แนวโน้มหลักของ June E-mini S&P 500 Futures ยังถือว่าเป็นขาขึ้น แต่ตลาดเริ่มแสดงสัญญาณอ่อนแรง หลังปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ซึ่งเป็นการหยุดรูปแบบขาขึ้นที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม
ระดับสำคัญที่นักวิเคราะห์จับตาคือบริเวณ 7,363.25 จุด หากราคาหลุดระดับนี้ อาจทำให้แนวโน้มย่อยเปลี่ยนเป็นขาลง และเปิดทางให้ตลาดถอยไปทดสอบแนวรับถัดไป เช่น 7,309.75 จุด, 7,199.50 จุด และ 7,131.25 จุด
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนสาย buy the dip ยังอาจรอเข้าซื้อบริเวณแนวรับสำคัญ เพราะแนวโน้มหลักยังไม่เสียหายชัดเจน แต่ถ้าราคาหลุดโซน 7,369.75 ถึง 7,309.25 จุดอย่างรุนแรง ตลาดอาจเผชิญแรงขายต่อเนื่องและกลายเป็นการพักฐานที่ลึกขึ้น
ราคาน้ำมันสูงเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ
อีกปัจจัยที่กดดันตลาดคือราคาน้ำมัน โดย WTI กลับมายืนเหนือ 106 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Brent เคลื่อนไหวใกล้ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงความเสี่ยงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ตลาดกังวลว่าต้นทุนพลังงานอาจอยู่ในระดับสูงต่อไป
ราคาพลังงานที่สูงขึ้นมีผลโดยตรงต่อเงินเฟ้อ เพราะทำให้ต้นทุนขนส่ง การผลิต และค่าครองชีพสูงขึ้น หากเงินเฟ้อยังไม่ลดลง ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ก็อาจไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะลดดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้
ความหวังเรื่อง Rate Cut ลดลงอย่างชัดเจน
ก่อนหน้านี้ นักลงทุนจำนวนมากคาดว่า Fed อาจเริ่มลดดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อชะลอลง แต่ข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดที่ออกมาสูงกว่าคาดหลายครั้งติดต่อกัน ทำให้ความหวังเรื่อง rate cut ในระยะใกล้แทบหายไปจากตลาด
ที่น่าสนใจคือ เริ่มมีการพูดถึงความเป็นไปได้ว่า Fed อาจต้องพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง หากเงินเฟ้อยังดื้อและราคาน้ำมันยังสูงต่อเนื่อง แม้จะมีแรงกดดันทางการเมืองให้ลดดอกเบี้ย แต่สุดท้ายข้อมูลเศรษฐกิจจริงยังเป็นปัจจัยหลักที่ Fed ใช้ตัดสินใจ
หุ้นรายตัวเคลื่อนไหวแรง
ในข่าวหุ้นรายตัว Regeneron Pharmaceuticals ร่วงลงกว่า 11% หลังผลการทดลองยารักษามะเร็งผิวหนังในระยะ late-stage ไม่เป็นไปตามคาด ขณะที่ Dominion Energy พุ่งขึ้นกว่า 12% หลัง NextEra Energy ประกาศดีลซื้อกิจการแบบ all-stock
Macy’s ปรับขึ้นเกือบ 4% หลัง Berkshire Hathaway เปิดเผยการถือหุ้นในบริษัท ส่วน Delta Air Lines ก็ขยับขึ้นเช่นกันหลัง Berkshire เปิดเผยการลงทุนมูลค่า 2.6 พันล้านดอลลาร์ในสายการบินนี้
ด้าน Coinbase และ Robinhood อ่อนตัวลง หลัง Bitcoin ร่วงลงมากกว่า 5% ในช่วงสุดสัปดาห์และหลุดต่ำกว่า 77,000 ดอลลาร์ ขณะที่ Salesforce ถูกกดดันหลัง Bank of America กลับมาให้คำแนะนำในระดับ underperform
Nvidia กลายเป็นจุดชี้ชะตาตลาดหุ้นสัปดาห์นี้
ตลาดจะจับตาผลประกอบการของ Nvidia อย่างใกล้ชิด เพราะบริษัทนี้เป็นหัวใจของกระแส AI trade ที่ช่วยหนุนดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดในช่วงที่ผ่านมา หาก Nvidia รายงานกำไรหรือ guidance ต่ำกว่าคาด อาจทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่าราคาหุ้นกลุ่ม AI สูงเกินไปหรือไม่
นอกจากนี้ Walmart และ Target ก็จะรายงานผลประกอบการในสัปดาห์เดียวกัน ซึ่งจะช่วยสะท้อนสุขภาพของผู้บริโภคสหรัฐฯ ว่ายังรับมือกับต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อได้ดีแค่ไหน
สรุปภาพรวมตลาด
โดยรวมแล้ว S&P 500 ยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะขาลงเต็มตัว แต่ความเสี่ยงระยะสั้นเพิ่มขึ้นชัดเจนจาก Bond Yields ที่สูง ราคาน้ำมันที่กดดันเงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนก่อนผลประกอบการของ Nvidia นักลงทุนจึงควรจับตาแนวรับสำคัญบริเวณ 7,363.25 จุด และ 7,309.75 จุดอย่างใกล้ชิด
บทความนี้เป็นการสรุปและเรียบเรียงข่าวเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ
#SP500 #WallStreet #BondYields #Nvidia #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น