SoFi vs. OppFi: หุ้นฟินเทคตัวไหนน่าจับตากว่าสำหรับนักลงทุนในตอนนี้

SoFi vs. OppFi: หุ้นฟินเทคตัวไหนน่าจับตากว่าสำหรับนักลงทุนในตอนนี้

โดย ADMIN
หุ้นที่เกี่ยวข้อง:SOFI

SoFi vs. OppFi: ศึกหุ้นฟินเทคสายปล่อยกู้ที่นักลงทุนต้องอ่านให้รอบด้าน

ข่าวหุ้นฟินเทค กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังบทวิเคราะห์จาก Zacks เปรียบเทียบระหว่าง SoFi Technologies (SOFI) และ OppFi (OPFI) ว่าหุ้นตัวใดดูน่าสนใจกว่าสำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสในกลุ่ม digital lending หรือธุรกิจปล่อยสินเชื่อผ่านเทคโนโลยี โดยทั้งสองบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่โมเดลธุรกิจต่างกันชัดเจน

ภาพรวม: ฟินเทคเหมือนกัน แต่ฐานลูกค้าคนละแบบ

SoFi เป็นแพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลแบบครบวงจร เน้นกลุ่มลูกค้า prime และ near-prime หรือกลุ่มที่มีคุณภาพเครดิตค่อนข้างดี บริษัทพยายามสร้าง ecosystem ที่รวมสินเชื่อ บัญชีเงินฝาก การลงทุน บัตรเครดิต เครื่องมือวางแผนการเงิน และบริการด้านเทคโนโลยีการเงินไว้ในแอปเดียว

ตรงกันข้าม OppFi เน้นตลาด subprime borrowers หรือกลุ่มผู้กู้ที่เข้าถึงสินเชื่อแบบดั้งเดิมได้ยาก จุดขายของบริษัทคือการใช้ AI และ machine learning ช่วยประเมินความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้สามารถอนุมัติสินเชื่อได้เร็วขึ้นและควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น

จุดแข็งของ SoFi: แพลตฟอร์มใหญ่กว่าและกระจายรายได้ดีกว่า

SoFi มีความได้เปรียบจากการเป็น one-stop financial platform ไม่ได้พึ่งพารายได้จากสินเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีธุรกิจเทคโนโลยีอย่าง Galileo ซึ่งช่วยเสริมระบบ payment processing, buy-now-pay-later และเครื่องมือ engagement ที่ขับเคลื่อนด้วย AI บทวิเคราะห์ระบุว่า Galileo กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้ SoFi ควบคุมประสบการณ์ผู้ใช้และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ได้เร็วขึ้น

นอกจากนี้ SoFi ยังเดินหน้าขยายบริการใหม่ เช่น SoFi Pay, stablecoin, crypto trading, SoFi Coach และ SoFi Smart Card ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทต้องการเป็นมากกว่าแค่ผู้ปล่อยกู้ แต่ต้องการเป็นศูนย์กลางทางการเงินสำหรับคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับ mobile banking และ digital assets

จุดแข็งของ OppFi: กำไรโตแรงจากระบบ underwriting

OppFi มีจุดเด่นด้านความสามารถในการทำกำไร โดยบทวิเคราะห์ชี้ว่าในไตรมาส 3 ปี 2025 บริษัทมีรายได้เติบโต 13.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่กำไรสุทธิโตถึง 136.9% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโมเดลการอนุมัติสินเชื่อของบริษัทมีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาก

ปัจจัยสำคัญคือระบบ underwriting ที่ใช้ AI และ machine learning โดยเฉพาะ Model 6 ซึ่งช่วยเพิ่มอัตรา auto-approval เป็น 79.1% ลดการพึ่งพาการตรวจสอบแบบ manual และทำให้ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน นี่คือเหตุผลที่นักลงทุนบางส่วนมองว่า OPFI เป็นหุ้น value play ที่ยังมี valuation ต่ำ

Valuation: OPFI ถูกกว่า แต่ SOFI มีคุณภาพธุรกิจที่กว้างกว่า

ในด้านมูลค่าหุ้น OPFI ซื้อขายที่ forward P/E ราว 5.78 เท่า ต่ำกว่าค่ามัธยฐาน 12 เดือนที่ 7.84 เท่า ส่วน SOFI ซื้อขายที่ forward P/E ราว 41.91 เท่า ต่ำกว่าค่ามัธยฐาน 12 เดือนที่ 47.26 เท่า แม้ทั้งสองตัวจะถูกกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังของตัวเอง แต่ OPFI ดูถูกกว่ามากในเชิง valuation

อย่างไรก็ตาม ราคาถูกไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงต่ำเสมอไป เพราะ OppFi ผูกกับตลาดผู้กู้ subprime มากกว่า หากเศรษฐกิจชะลอ การผิดนัดชำระหนี้อาจเพิ่มขึ้นได้เร็ว ขณะที่ SoFi มีฐานธุรกิจหลากหลายกว่า จึงอาจรับมือกับวัฏจักรเศรษฐกิจได้ยืดหยุ่นกว่า

นักวิเคราะห์ให้น้ำหนักใครมากกว่า?

บทวิเคราะห์ของ Zacks สรุปว่า แม้ทั้ง SOFI และ OPFI มี Zacks Rank #3 หรือ Hold เหมือนกัน แต่ SoFi ดูเป็นตัวเลือกที่แข็งแรงกว่าในภาพรวม เพราะมี platform scale, product breadth และ technology integration ที่ช่วยสร้างความได้เปรียบระยะยาว ขณะที่ OppFi แม้ทำกำไรได้ดีขึ้น แต่ยังมีความเสี่ยงจากฐานลูกค้า subprime ที่อ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ

สรุปข่าว

หากมองในเชิงราคาถูกและกำไรระยะสั้น OPFI อาจดูน่าสนใจ เพราะ valuation ต่ำและระบบ AI underwriting ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ชัดเจน แต่หากมองด้านความมั่นคงของโมเดลธุรกิจ การกระจายรายได้ และศักยภาพการเติบโตระยะยาว SOFI ยังดูมีภาษีดีกว่า

กล่าวโดยสรุป OppFi เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงสูงและมองหาหุ้นราคาถูกในกลุ่ม fintech lending ส่วน SoFi เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการบริษัทฟินเทคขนาดใหญ่กว่า มี ecosystem ชัดเจน และมีโอกาสเติบโตจากหลายธุรกิจ ไม่ใช่แค่สินเชื่อเพียงอย่างเดียว

หมายเหตุ: เนื้อหานี้เป็นการสรุปและเรียบเรียงข่าวเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาความเสี่ยงก่อนตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์

#SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง