
ทำไมธุรกิจขนาดเล็กของสหรัฐฯ ยังคงแบกรับค่า “tariffs” แม้ศาลสูงสุดอาจคว่ำคำสั่งภาษีของทรัมป์
ผลกระทบจาก “Trump’s tariffs” ต่อธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐอเมริกา
ในปี 2025 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ประกาศการขึ้นภาษีนำเข้าหรือที่เรียกว่า “tariffs” ผ่านคำสั่งประธานาธิบดีที่ใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าเกือบทั้งหมดจากต่างประเทศ
การเก็บ tariffs เหล่านี้กระทบต่อคู่ค้าต่างประเทศและตัวธุรกิจในประเทศเอง โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าเพื่อขายต่อหรือใช้ผลิต ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงต้นทุนที่สูงขึ้นได้ง่ายเหมือนบริษัทใหญ่
ศาลสูงสุดอาจคว่ำภาษีทรัมป์ – แต่ธุรกิจเล็กยังเสียเงิน
ขณะที่ศาลสูงสุด Supreme Court ของสหรัฐฯ กำลังพิจารณาคดีเกี่ยวกับความถูกต้องของ “tariffs” เหล่านี้ โอกาสที่ศาลจะตัดสินให้มาตรการดังกล่าวผิดกฎหมายก็มีสูง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าศาลจะตัดสินยกเลิกการเก็บ tariffs เหล่านี้ ธุรกิจขนาดเล็กก็ยังได้รับผลกระทบไม่หายไปในทันทีด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้:
- ธุรกิจต้อง จ่ายภาษีล่วงหน้า (pay tariffs upfront) ในขณะที่สินค้านำเข้าเข้ามาในสหรัฐ
- กระบวนการขอคืนเงินจากภาษี (tariff refunds) เป็นสิ่งที่ **ไม่แน่นอนและใช้เวลานาน** ซึ่งอาจกินเวลาหลายเดือนถึงหลายปี
- การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) และการปรับตัวทางธุรกิจเป็นเรื่องยากสำหรับบริษัทเล็กที่ไม่ใหญ่พอจะเจรจาสิทธิพิเศษได้
ทำไมธุรกิจขนาดใหญ่กับขนาดเล็กได้รับผลต่างกัน?
หลายการวิเคราะห์ชี้ว่า เกือบ 90% ของค่าใช้จ่ายจาก tariffs ถูกแบกรับโดยบริษัทและผู้บริโภคภายในสหรัฐฯ ไม่ใช่ต่างชาติหรือบริษัทต่างประเทศ
เหตุผลที่ธุรกิจเล็กได้รับผลกระทบมากกว่าคือ:
- บริษัทขนาดใหญ่สามารถเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานหรือใช้กลยุทธ์ทางกฎหมายอื่นๆ ได้ง่ายกว่า
- บริษัทใหญ่ๆ มีโอกาส ล็อบบี้รัฐบาล เพื่อขอการยกเว้นหรือแก้ไขภาษีเฉพาะราย
- ธุรกิจขนาดเล็กมักไม่สามารถขยับราคาสินค้าขึ้นสูงได้เนื่องจากการแข่งขันในตลาด
ผลกระทบจริงต่อเศรษฐกิจและตลาด
การขึ้น tariffs ไม่เพียงแต่เพิ่มต้นทุนธุรกิจเท่านั้น แต่ยังทำให้:
- ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคบางชนิดสูงขึ้น
- การลงทุนและการจ้างงานภายในธุรกิจชะลอตัวลง
- ความไม่แน่นอนทางธุรกิจเพิ่มขึ้นเนื่องจากกฎหมายและศาลอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
เสียงจากภาคธุรกิจและนักเศรษฐศาสตร์
นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญหลายคนเตือนว่า การใช้อำนาจโดยไม่ผ่านสภาคองเกรสเพื่อเก็บภาษีอาจเป็น การละเมิดขอบเขตของกฎหมาย และอาจขัดกับหลักการของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ
ในขณะเดียวกัน รายงานจากธนาคารกลางนิวยอร์ก (New York Fed) ระบุชัดว่า ผู้บริโภคและธุรกิจในประเทศถูกผลักภาระค่าภาษีเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายโดยตรงหรือนำไปสู่การเพิ่มราคาสินค้า
สรุป
แม้ศาลสูงสุดอาจตัดสินให้ “Trump tariffs” ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามที่หลายฝ่ายเรียกร้อง การบรรเทาผลกระทบสำหรับ ธุรกิจขนาดเล็ก ก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย การคืนเงินค่าภาษีที่จ่ายไปแล้วไม่ได้เป็นไปโดยอัตโนมัติ และมาในช่วงเวลาที่ธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงอยู่แล้ว
สิ่งที่หลายองค์กรและนักวิเคราะห์เรียกร้องคือ การปฏิรูปนโยบายด้านภาษีนำเข้า โดยต้องมีความชัดเจน โปร่งใส และคำนึงถึงผลกระทบจริงต่อผู้ประกอบการทุกขนาด โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจสหรัฐฯ
#SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น