
ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ เดือนมกราคมชะลอตัว ผู้บริโภคลดการใช้จ่าย ท่ามกลางเศรษฐกิจและตลาดแรงงานที่ไม่แน่นอน
ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ เดือนมกราคมลดลง สะท้อนกำลังซื้อผู้บริโภคเริ่มชะลอตัว
เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นปี 2026 ด้วยสัญญาณการชะลอตัวของการใช้จ่ายในภาคผู้บริโภค หลังจากรายงานล่าสุดของ U.S. Commerce Department ระบุว่า ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนมกราคมปรับตัวลดลงเล็กน้อย ซึ่งสะท้อนถึงพฤติกรรมการจับจ่ายที่ระมัดระวังมากขึ้นของชาวอเมริกัน
ข้อมูลดังกล่าวชี้ว่า ยอดค้าปลีกเดือนมกราคมลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลังจากที่ยอดขายในเดือนธันวาคมแทบไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากคาดการณ์ไว้ โดยก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์คาดว่าตัวเลขจะออกมาในระดับทรงตัว
ตัวเลขนี้ถือเป็นสัญญาณว่าผู้บริโภคเริ่มชะลอการใช้จ่าย หลังจากเศรษฐกิจเผชิญความไม่แน่นอนหลายด้าน ทั้งเงินเฟ้อ สถานการณ์ตลาดแรงงาน และความเสี่ยงจากนโยบายการค้า
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดค้าปลีกลดลง
การลดลงของยอดค้าปลีกในเดือนมกราคมไม่ได้เกิดขึ้นในทุกหมวดสินค้า แต่มีบางกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะภาคยานยนต์และพลังงาน
ยอดขายรถยนต์และอะไหล่ลดลง
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กดดันยอดค้าปลีกคือ ยอดขายในร้านตัวแทนจำหน่ายรถยนต์และอะไหล่ (Motor Vehicle and Auto Parts Dealers) ที่ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ธุรกิจยานยนต์เป็นหนึ่งในหมวดสินค้าที่มีสัดส่วนสูงในรายงานยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ เมื่อยอดขายในกลุ่มนี้ลดลง จึงส่งผลต่อภาพรวมของตัวเลขทั้งระบบ
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การซื้อรถยนต์เป็นการใช้จ่ายขนาดใหญ่ ทำให้ผู้บริโภคมีแนวโน้มชะลอการตัดสินใจซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน
ราคาน้ำมันลดลงส่งผลต่อยอดขายสถานีบริการ
อีกหนึ่งหมวดที่ยอดขายลดลงคือ สถานีบริการน้ำมัน (Gas Stations) ซึ่งมีสาเหตุสำคัญจากการปรับลดของราคาน้ำมันในช่วงเดือนมกราคม
เมื่อราคาน้ำมันลดลง มูลค่าการขายรวมของสถานีบริการก็ลดลงตาม แม้ว่าปริมาณการใช้เชื้อเพลิงจริงอาจไม่ได้ลดลงมากนัก
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง อาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้งในระยะต่อไป
หากไม่รวมรถยนต์และน้ำมัน ยอดค้าปลีกยังเติบโต
แม้ตัวเลขรวมจะลดลง แต่หากตัดหมวดรถยนต์และสถานีบริการน้ำมันออกไป ยอดค้าปลีกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 0.3%
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า การใช้จ่ายในบางหมวดสินค้ายังมีความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับบ้านและการปรับปรุงที่อยู่อาศัย
นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมองว่า ตัวเลขดังกล่าวช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวได้บางส่วน เพราะแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังคงใช้จ่ายในบางด้านที่จำเป็น
สภาพอากาศเลวร้ายกระทบการจับจ่ายในร้านค้า
อีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อยอดค้าปลีกในเดือนมกราคมคือ สภาพอากาศฤดูหนาวที่รุนแรง ในหลายพื้นที่ของสหรัฐฯ
พายุหิมะและอุณหภูมิที่ต่ำมากทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากหลีกเลี่ยงการเดินทางออกจากบ้าน ส่งผลให้ร้านค้าปลีกแบบหน้าร้าน (Physical Stores) มีจำนวนลูกค้าลดลง
ธุรกิจค้าปลีกจำนวนมากรายงานว่า การเข้ามาใช้บริการในร้านลดลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงที่สภาพอากาศเลวร้าย
ยอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้น
แม้ว่าการจับจ่ายในร้านค้าจะชะลอตัว แต่ ยอดขายออนไลน์ (Online Retail) กลับเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
รายงานระบุว่า ยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นประมาณ 1.9% ในเดือนมกราคม
สิ่งนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ที่หันไปใช้ช่องทางดิจิทัลมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการเดินทาง
หมวดธุรกิจที่ยอดขายลดลง
นอกจากรถยนต์และสถานีบริการน้ำมันแล้ว ยังมีหลายหมวดธุรกิจที่ประสบกับยอดขายที่ลดลงในเดือนมกราคม
ร้านขายยาและสินค้าสุขภาพ
ยอดขายในร้าน Health and Personal Care Stores ลดลงประมาณ 3% เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม
การลดลงนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในหมวดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในรายงาน
ร้านเสื้อผ้า
ยอดขายในร้านเสื้อผ้า (Clothing Stores) ลดลงประมาณ 1.7%
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หลังจากช่วงเทศกาลปลายปีผ่านไป ความต้องการซื้อเสื้อผ้ามักจะลดลงตามฤดูกาล
สินค้าอิเล็กทรอนิกส์
ร้านค้าปลีกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านก็เผชิญกับยอดขายที่ลดลงเช่นกัน
สินค้าประเภทนี้มักเป็นการใช้จ่ายที่ผู้บริโภคสามารถเลื่อนออกไปได้ เมื่อมีความกังวลเกี่ยวกับสถานะทางการเงิน
หมวดสินค้าที่มียอดขายเพิ่มขึ้น
แม้หลายธุรกิจจะเผชิญแรงกดดัน แต่ยังมีบางหมวดที่สามารถเติบโตได้
เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน
ร้านขาย Home Furnishings และสินค้าตกแต่งบ้านมียอดขายเพิ่มขึ้นในเดือนมกราคม
สิ่งนี้สะท้อนว่าผู้บริโภคบางส่วนยังคงลงทุนกับการปรับปรุงพื้นที่อยู่อาศัย
วัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์สวน
ยอดขายในหมวด Building Materials และ Garden Supplies เพิ่มขึ้นเช่นกัน
แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะยังค่อนข้างอ่อนตัว แต่ผู้บริโภคยังคงมีการซ่อมแซมและปรับปรุงบ้าน
ร้านอาหารก็ได้รับผลกระทบ
ในหมวดบริการที่รวมอยู่ในรายงานยอดค้าปลีก มีเพียงหมวดเดียวคือ ร้านอาหารและเครื่องดื่ม (Restaurants)
รายงานระบุว่า ยอดขายในร้านอาหารลดลงประมาณ 0.2% ในเดือนมกราคม
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ผู้บริโภคบางส่วนเริ่มลดการใช้จ่ายในกิจกรรมที่ไม่จำเป็น เช่น การรับประทานอาหารนอกบ้าน
ผลประกอบการของบริษัทค้าปลีกรายใหญ่
ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ในสหรัฐฯ ได้ทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา
ผลลัพธ์ที่ออกมาถือว่า มีทั้งผู้ชนะและผู้ที่เผชิญความยากลำบาก
Walmart ทำผลงานแข็งแกร่ง
Walmart ยังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง โดยยอดขายเติบโตดีจากกลยุทธ์ราคาประหยัดและบริการจัดส่งที่รวดเร็ว
บริษัทสามารถดึงดูดลูกค้าได้ทั้งกลุ่มรายได้น้อยและผู้บริโภคที่มีฐานะดี
Target เผชิญความท้าทาย
ในทางกลับกัน Target รายงานผลกำไรและยอดขายที่ลดลงในช่วงเทศกาลปลายปี
บริษัทกำลังเผชิญความท้าทายจากการวางสินค้า (Merchandising Strategy) และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมากขึ้น
Home Depot ดีกว่าคาด
แม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะอ่อนแอ แต่ Home Depot ยังสามารถทำผลประกอบการได้ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าความต้องการสินค้าเกี่ยวกับการซ่อมแซมบ้านยังคงมีอยู่
ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษี
ผู้ค้าปลีกในสหรัฐฯ ยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจาก นโยบายภาษีนำเข้า (Tariffs)
ก่อนหน้านี้ ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ได้ยกเลิกมาตรการภาษีบางส่วนที่เคยถูกนำมาใช้ในช่วงรัฐบาลของ Donald Trump
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงมีแผนใช้มาตรการภาษีใหม่ ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนให้กับภาคธุรกิจ
ผู้ค้าปลีกจำนวนมากจึงลังเลในการตัดสินใจเกี่ยวกับการจ้างงานและการสั่งซื้อสินค้า
ตลาดแรงงานเริ่มส่งสัญญาณอ่อนตัว
อีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความกังวลให้กับเศรษฐกิจคือสถานการณ์ใน ตลาดแรงงาน
รายงานจาก U.S. Labor Department ระบุว่า นายจ้างในสหรัฐฯ ได้ลดตำแหน่งงานลงประมาณ 92,000 ตำแหน่ง ในเดือนที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 4.4%
การจ้างงานที่ชะลอตัวอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และนำไปสู่การลดการใช้จ่ายในอนาคต
ภาพรวมเศรษฐกิจและแนวโน้มในอนาคต
นักเศรษฐศาสตร์มองว่า ตัวเลขยอดค้าปลีกในเดือนมกราคมเป็นเพียง ภาพสะท้อนระยะสั้น และยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลายอย่างยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เช่น
- ทิศทางของเงินเฟ้อ
- นโยบายอัตราดอกเบี้ยของ Federal Reserve
- ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
- แนวโน้มตลาดแรงงาน
หากปัจจัยเหล่านี้ยังคงสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ ผู้บริโภคอาจยังคงใช้จ่ายอย่างระมัดระวังต่อไปในช่วงปี 2026
ในขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจค้าปลีกจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเติบโตของ E-commerce และการแข่งขันด้านราคา
#เศรษฐกิจสหรัฐ #RetailSales #เศรษฐกิจโลก #ข่าวเศรษฐกิจ #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น