
Regeneron ฟื้นแรงอีกครั้ง: Dupixent, Lynozyfic และ Pipeline ใหม่ หนุนมุมมองเติบโตระยะกลาง
Regeneron ฟื้นแรงอีกครั้ง หลังตลาดเริ่มมองเห็นโอกาสเติบโตรอบใหม่
Regeneron Pharmaceuticals กลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนอีกครั้ง หลังบทวิเคราะห์จาก Seeking Alpha ระบุว่าบริษัทกำลัง “catching another wind” หรือได้แรงส่งรอบใหม่ จากธุรกิจยาหลักและ pipeline ที่เริ่มชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะ Dupixent, Lynozyfic และ cemdisiran ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันจากธุรกิจยาตา EYLEA ที่เคยเป็นเสาหลักของบริษัท
Dupixent ยังเป็นเครื่องยนต์หลักของการเติบโต
จุดแข็งสำคัญของ Regeneron คือ Dupixent ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Sanofi และกลายเป็นยาระดับ blockbuster ในหลายข้อบ่งใช้ เช่น โรคผิวหนังอักเสบ ภูมิแพ้ หอบหืด และ COPD บางกลุ่มผู้ป่วย โดยในปี 2025 ยอดขายสุทธิทั่วโลกของ Dupixent เพิ่มขึ้น 26% แตะระดับ 17.8 พันล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลจาก Regeneron เอง
การเติบโตนี้สำคัญมาก เพราะช่วยให้ตลาดมองว่า Regeneron ไม่ได้พึ่งพา EYLEA เพียงตัวเดียวอีกต่อไป แม้ยอดขาย EYLEA รุ่นเดิมจะเจอการแข่งขันและแรงกดดันด้านราคา แต่ Dupixent ยังคงขยายตลาดได้ต่อเนื่อง และมีฐานผู้ป่วยใช้งานมากกว่า 1.4 ล้านรายทั่วโลก
EYLEA HD ช่วยประคองธุรกิจยาตา
แม้ franchise ยาตาของ Regeneron จะเผชิญการแข่งขันสูง แต่ EYLEA HD ยังเป็นจุดที่ช่วยลดแรงกระแทกได้พอสมควร ในไตรมาส 4 ปี 2025 ยอดขาย EYLEA HD ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 66% เป็น 506 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดขายรวมของ EYLEA HD และ EYLEA ในสหรัฐฯ ยังลดลง 28% เหลือ 1.1 พันล้านดอลลาร์
ภาพนี้สะท้อนว่า Regeneron ยังอยู่ในช่วง transition จากยารุ่นเดิมไปสู่สูตร high-dose ที่มีโอกาสรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้บางส่วน นักลงทุนจึงต้องจับตาว่า EYLEA HD จะชดเชยการลดลงของ EYLEA รุ่นเดิมได้มากแค่ไหนในปีต่อ ๆ ไป
Lynozyfic เพิ่มความหวังในตลาดมะเร็งเม็ดเลือด
อีกปัจจัยที่ทำให้มุมมองต่อ Regeneron ดีขึ้นคือ Lynozyfic หรือ linvoseltamab ซึ่งเป็นยากลุ่ม bispecific antibody สำหรับ multiple myeloma บทวิเคราะห์มองว่ายานี้อาจกลายเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนใหม่ของบริษัท แม้ตลาดนี้มีการแข่งขันสูงและ Regeneron ไม่ใช่ผู้เล่นรายแรก
อย่างไรก็ตาม หาก Lynozyfic สามารถขยายข้อบ่งใช้และสร้างข้อมูล clinical trial ที่แข็งแรงได้ ก็อาจช่วยให้ Regeneron มีฐานรายได้ใหม่ในกลุ่ม oncology ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงและมีความต้องการทางการแพทย์มาก
Cemdisiran และ Pipeline สะท้อนการกระจายความเสี่ยง
นอกจาก Dupixent และ Lynozyfic แล้ว Regeneron ยังมี cemdisiran ซึ่งอยู่ในกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับ complement-mediated diseases โดยข้อมูล phase 3 ใน generalized myasthenia gravis แสดงผลเชิงบวก และบริษัทเคยระบุว่ามีแผนยื่นขออนุมัติในสหรัฐฯ ช่วงไตรมาสแรกปี 2026
pipeline ของ Regeneron ยังครอบคลุมหลายด้าน เช่น obesity, oncology, cardiovascular, metabolic diseases, rare diseases และโรคทางตา ซึ่งช่วยให้บริษัทมีหลายเส้นทางเติบโต ไม่ได้ผูกอยู่กับผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งมากเกินไป
มุมมองด้าน Valuation: นักวิเคราะห์เห็น Upside
บทวิเคราะห์ของ Seeking Alpha ปรับมูลค่าเหมาะสมของหุ้น Regeneron ขึ้นเป็นประมาณ 1,230 ดอลลาร์ต่อหุ้น เทียบกับราคาหุ้นราว 750 ดอลลาร์ในขณะเผยแพร่บทความ โดยให้เหตุผลจากแนวโน้ม free cash flow growth ประมาณ 15% และโอกาสจาก pipeline ที่เริ่มเห็นภาพชัดขึ้น
อย่างไรก็ดี นักลงทุนควรเข้าใจว่าตัวเลข valuation เป็นเพียงมุมมองของนักวิเคราะห์ ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทน หุ้นกลุ่ม biotech มักผันผวนสูง เพราะขึ้นอยู่กับผลทดลองทางคลินิก การอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล การแข่งขัน และความสามารถในการทำยอดขายจริงหลังเปิดตัวผลิตภัณฑ์
ความเสี่ยงที่ยังต้องจับตา
แม้ภาพรวมเริ่มดูสดใสขึ้น แต่ Regeneron ยังมีความเสี่ยงสำคัญหลายด้าน ได้แก่ การลดลงของ EYLEA รุ่นเดิม การแข่งขันในตลาด immunology และ oncology ความล่าช้าด้าน regulatory รวมถึงความไม่แน่นอนของผลการทดลองยาระยะท้าย หาก pipeline สำคัญไม่เป็นไปตามคาด หุ้นอาจถูกกดดันได้อีกครั้ง
สรุปข่าว
โดยรวมแล้ว Regeneron กำลังถูกมองว่าเข้าสู่รอบการเติบโตใหม่ หลังผ่านช่วงกังวลเรื่อง EYLEA และแรงกดดันจากการแข่งขัน จุดเด่นคือ Dupixent ยังเติบโตแข็งแกร่ง EYLEA HD ช่วยประคองธุรกิจเดิม ขณะที่ Lynozyfic และ cemdisiran เพิ่มโอกาสในตลาดใหม่ หากบริษัทสามารถ execute pipeline ได้ดี Regeneron อาจกลับมาเป็นหนึ่งในหุ้น biotech ขนาดใหญ่ที่น่าจับตาในระยะกลางถึงยาว
แหล่งข้อมูลประกอบ: Seeking Alpha, Regeneron Investor Relations และข้อมูลผลประกอบการปี 2025 ของบริษัท
#SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น