กองทุน IQLT ทางเลือกลงทุนต่างประเทศแบบมีตัวกรองคุณภาพ ลดความเสี่ยงหุ้นงบดุลอ่อน

กองทุน IQLT ทางเลือกลงทุนต่างประเทศแบบมีตัวกรองคุณภาพ ลดความเสี่ยงหุ้นงบดุลอ่อน

โดย ADMIN
หุ้นที่เกี่ยวข้อง:EFA

กองทุน IQLT ทางเลือกลงทุนต่างประเทศแบบมีตัวกรองคุณภาพ ลดความเสี่ยงหุ้นงบดุลอ่อน

บทความนี้เรียบเรียงจากประเด็นข่าวของ 24/7 Wall St. เกี่ยวกับกองทุน iShares MSCI International Quality Factor ETF หรือ IQLT ซึ่งถูกนำเสนอในฐานะ ETF สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายพอร์ตไปยังตลาดหุ้นต่างประเทศ แต่ไม่อยากถือหุ้นทุกตัวแบบเหมารวม โดยเฉพาะหุ้นที่มีหนี้สูง กำไรผันผวน หรือพื้นฐานธุรกิจไม่แข็งแรง

IQLT คืออะไร และทำไมถึงน่าสนใจ?

IQLT เป็นกองทุน ETF ที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศกลุ่ม developed markets นอกสหรัฐฯ โดยใช้แนวทางที่เรียกว่า Quality Factor หรือการคัดเลือกหุ้นคุณภาพ กองทุนไม่ได้ซื้อหุ้นต่างประเทศทุกตัวตามมูลค่าตลาดเหมือนดัชนีกว้างทั่วไป แต่จะกรองบริษัทที่มีงบดุลดี กำไรมั่นคง และระดับหนี้ไม่สูงเกินไป

แนวคิดหลักของกองทุนนี้คือ “ยังได้ exposure ต่างประเทศ แต่ไม่จำเป็นต้องซื้อหุ้นคุณภาพต่ำติดพอร์ตไปด้วย” เพราะดัชนีต่างประเทศแบบกว้าง เช่น MSCI EAFE มักรวมทั้งบริษัทชั้นดี ธนาคารยุโรปที่ผลตอบแทนต่อทุนต่ำ กลุ่มอุตสาหกรรมญี่ปุ่นที่โตช้า และหุ้นวัฏจักรที่ขึ้นลงแรงตามเศรษฐกิจ

ตัวกรองคุณภาพของกองทุนทำงานอย่างไร?

IQLT อ้างอิงดัชนี MSCI World ex USA Sector Neutral Quality Index ซึ่งเลือกหุ้นจากตลาดพัฒนาแล้วนอกสหรัฐฯ โดยดู 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

1. Return on Equity สูง บริษัทต้องใช้เงินทุนของผู้ถือหุ้นสร้างกำไรได้ดี

2. กำไรมีเสถียรภาพ ผลประกอบการไม่เหวี่ยงแรงปีต่อปี

3. Debt-to-Equity ต่ำ โครงสร้างหนี้ไม่หนักจนเกินไป

จุดสำคัญอีกอย่างคือกองทุนใช้ระบบ sector neutral หมายความว่าไม่ได้เทน้ำหนักไปยังกลุ่มธุรกิจใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป แต่จะเลือกหุ้นคุณภาพดีภายในแต่ละ sector แทน ดังนั้น แม้จะกรองหุ้นพื้นฐานอ่อนออก แต่ยังคงมีสัดส่วนในกลุ่มการเงิน อุตสาหกรรม และ healthcare อยู่

สัดส่วนการลงทุนของ IQLT

จากข้อมูลข่าว กองทุนมีหุ้นประมาณ 300 บริษัท โดยกลุ่มการเงินมีน้ำหนักสูงสุดราว 25% ตามด้วย industrials ประมาณ 18% และ healthcare ประมาณ 10% ส่วนในเชิงประเทศ กองทุนให้น้ำหนักกับยุโรปค่อนข้างมาก โดยสหราชอาณาจักรอยู่ราว 17% สวิตเซอร์แลนด์ประมาณ 15% ญี่ปุ่นประมาณ 12% และแคนาดาราว 8%

หุ้นเด่นที่ถูกกล่าวถึง เช่น ASML และ Nestlé ซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ มีความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด และมักถูกจัดอยู่ในกลุ่มหุ้นคุณภาพสูง กองทุนนี้จึงเหมาะกับคนที่อยากได้หุ้นต่างประเทศแบบเน้นบริษัทแข็งแรง มากกว่าการไล่ซื้อหุ้นราคาถูกทุกตัว

ผลตอบแทนระยะสั้นอาจแพ้ แต่ระยะยาวยังมีจุดแข็ง

ประเด็นที่น่าสนใจคือ IQLT ไม่ได้ชนะตลาดตลอดเวลา ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา กองทุนทำผลตอบแทนราว 18% ขณะที่ ETF ต่างประเทศแบบกว้างอย่าง iShares MSCI EAFE ETF หรือ EFA ทำได้ประมาณ 21% ส่วนระยะ 5 ปี IQLT ทำได้ราว 42% เทียบกับ EFA ที่ประมาณ 49%

เหตุผลคือในช่วงที่ตลาดฟื้นตัวแรง หุ้นราคาถูก หุ้นวัฏจักร และหุ้นที่มี leverage สูง มักเด้งแรงกว่าหุ้นคุณภาพดี ทำให้กองทุนแนว quality อาจตามหลังได้ อย่างไรก็ตาม ภาพระยะ 10 ปีกลับต่างออกไป IQLT ทำผลตอบแทนรวมประมาณ 146% เทียบกับ EFA ที่ประมาณ 137% สะท้อนว่าหุ้นคุณภาพมักแสดงพลังในรอบยาว โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจชะลอ หนี้เริ่มเป็นปัญหา หรือ credit spread กว้างขึ้น

ข้อดีของ IQLT สำหรับนักลงทุน

ข้อดีแรกคือกองทุนช่วยลดโอกาสถือหุ้นที่มีงบดุลเปราะบาง เพราะใช้ตัวกรองคุณภาพก่อนเข้าพอร์ต ข้อดีที่สองคือยังคงกระจายการลงทุนในต่างประเทศ ไม่ได้จำกัดแค่ประเทศเดียวหรือ sector เดียว ข้อดีที่สามคือค่าใช้จ่ายกองทุนอยู่ที่ประมาณ 0.30% ต่อปี ซึ่งถือว่าไม่สูงมากเมื่อเทียบกับการได้กลยุทธ์คัดหุ้นเชิง factor แบบเป็นระบบ

อีกจุดหนึ่งคือ IQLT ไม่ได้ใช้ leverage, options overlay หรือ derivatives ซับซ้อน กลยุทธ์จึงค่อนข้างตรงไปตรงมา เป็นการคัดหุ้นตามสูตรมากกว่าการเก็งกำไรเชิงโครงสร้าง

ความเสี่ยงและข้อจำกัดที่ต้องรู้

แม้ IQLT จะดูน่าสนใจ แต่ไม่ได้เหมาะกับทุกคน หากนักลงทุนเชื่อว่าหุ้น value ต่างประเทศ ธนาคารยุโรป หรือหุ้นวัฏจักรญี่ปุ่นกำลังจะนำตลาด กองทุนนี้อาจให้ผลตอบแทนน้อยกว่าดัชนีกว้าง เพราะตัวกรองคุณภาพมักลดน้ำหนักหุ้นที่พื้นฐานอ่อนแต่มีโอกาส rebound แรง

อีกความเสี่ยงคือ concentration risk โดย ASML มีน้ำหนักค่อนข้างสูง และสหราชอาณาจักรรวมกับสวิตเซอร์แลนด์คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 30% ของพอร์ต ดังนั้น IQLT ไม่ใช่ตัวแทนตลาดต่างประเทศทั้งหมดแบบสมบูรณ์ แต่เป็นกองทุนต่างประเทศที่เอียงไปทางบริษัทคุณภาพสูง โดยเฉพาะ multinational companies ในยุโรปและหุ้น healthcare ของสวิตเซอร์แลนด์

นอกจากนี้ dividend yield ของกองทุนอยู่ราว 2.3% ซึ่งถือว่าไม่ใช่กองทุนรายได้สูง หากเป้าหมายหลักคือรับปันผล IQLT อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ตรงที่สุด เพราะบริษัทคุณภาพจำนวนมากมักนำกำไรกลับไปลงทุนต่อเพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว

ใครเหมาะกับกองทุน IQLT?

IQLT เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนหุ้นต่างประเทศในพอร์ต แต่ไม่ต้องการถือหุ้นทุกตัวในดัชนีแบบไม่คัดกรอง เหมาะกับคนที่มองการลงทุนระยะยาว เชื่อในคุณภาพงบดุล ความสามารถทำกำไร และความมั่นคงของกระแสเงินสดมากกว่าการเก็งรอบหุ้นราคาถูก

ในทางกลับกัน นักลงทุนที่ต้องการเล่นรอบ cyclical recovery หรือคาดว่าหุ้นราคาถูกในยุโรปและญี่ปุ่นจะวิ่งแรง อาจรู้สึกว่า IQLT ช้าเกินไป เพราะกองทุนนี้ถูกออกแบบมาเพื่อความแข็งแรงมากกว่าความหวือหวา

สรุปข่าว

โดยรวมแล้ว IQLT เป็น ETF ที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากลงทุนต่างประเทศแบบมีวินัยและมีตัวกรองคุณภาพ กองทุนนี้อาจไม่ชนะตลาดในทุกช่วง โดยเฉพาะเวลาหุ้นวัฏจักรและหุ้นหนี้สูงเด้งแรง แต่ในระยะยาว หุ้นที่มีงบดุลดี กำไรมั่นคง และหนี้ต่ำยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่แข็งแรงกว่าในช่วงตลาดผันผวน

ข้อควรจำ: ข่าวนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลกองทุน ค่าธรรมเนียม ความเสี่ยง ค่าเงิน และเป้าหมายการลงทุนของตนเองก่อนตัดสินใจ

#SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง