Proximus เลือก Nokia ยกระดับระบบ Charging และ Voice Core ครั้งใหญ่ รองรับอนาคตดิจิทัลและเครือข่ายยุคใหม่

Proximus เลือก Nokia ยกระดับระบบ Charging และ Voice Core ครั้งใหญ่ รองรับอนาคตดิจิทัลและเครือข่ายยุคใหม่

โดย ADMIN
หุ้นที่เกี่ยวข้อง:BGAOY

Proximus เดินหน้าปรับโครงสร้างเครือข่าย เลือก Nokia เป็นพันธมิตรหลักในการยกระดับ Charging System และ Voice Core

บริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ของประเทศเบลเยียมอย่าง ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ เพื่อปรับปรุงและยกระดับระบบ Charging System และ Voice Core ให้มีความทันสมัย รองรับการเติบโตของบริการดิจิทัลในอนาคต รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เครือข่ายแบบ Cloud-native และ 5G อย่างเต็มรูปแบบ

การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของ Proximus

การเลือก Nokia ในครั้งนี้ถือเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของ Proximus เนื่องจากระบบ Charging และ Voice Core ถือเป็นหัวใจหลักของการให้บริการโทรคมนาคม ไม่ว่าจะเป็นการคิดค่าบริการแบบ Real-time การจัดการแพ็กเกจ การคิดค่าบริการเสียง (Voice) และบริการเสริมต่าง ๆ ที่ลูกค้าใช้งานในชีวิตประจำวัน

Proximus มองเห็นความจำเป็นในการปรับโครงสร้างระบบเดิมที่ใช้งานมาเป็นเวลานาน ให้มีความยืดหยุ่น (Flexibility) มากขึ้น สามารถรองรับโมเดลธุรกิจใหม่ เช่น Digital Services, IoT, Cloud Service และ Use Case ของ 5G ที่มีความซับซ้อนสูง

Nokia กับบทบาทผู้ให้บริการเทคโนโลยีหลัก

Nokia เป็นหนึ่งในผู้นำระดับโลกด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม โดยมีประสบการณ์ยาวนานในการพัฒนา Core Network, Charging Solution และระบบเครือข่ายยุคใหม่ การที่ Proximus เลือก Nokia จึงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี ความเสถียร และวิสัยทัศน์ระยะยาวของบริษัท

โซลูชันที่ Nokia นำมาใช้ในโครงการนี้จะเป็นระบบแบบ Cloud-native ซึ่งสามารถทำงานบนสภาพแวดล้อม Cloud และรองรับการขยายตัวในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดข้อจำกัดของระบบ Legacy เดิม และช่วยให้ Proximus สามารถเปิดตัวบริการใหม่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ยกระดับ Charging System สู่ยุคดิจิทัล

Charging System เป็นระบบที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ให้บริการโทรคมนาคม เพราะเป็นศูนย์กลางของการคิดค่าบริการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Voice, Data, SMS หรือ Digital Service อื่น ๆ การอัปเกรดระบบ Charging ในครั้งนี้จะช่วยให้ Proximus สามารถคิดค่าบริการแบบ Real-time ได้แม่นยำยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ระบบใหม่ยังรองรับโมเดลค่าบริการที่หลากหลาย เช่น Subscription, Pay-per-use, Bundle Service และ Dynamic Pricing ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมยุคใหม่

รองรับบริการ 5G และ IoT

การมาถึงของ 5G ทำให้รูปแบบการใช้งานเปลี่ยนไปอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น Ultra-low Latency, Network Slicing หรือ Massive IoT ระบบ Charging แบบเดิมไม่สามารถรองรับความซับซ้อนเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โซลูชันของ Nokia จะช่วยให้ Proximus สามารถคิดค่าบริการตามการใช้งานจริงของแต่ละ Slice หรือแต่ละ Use Case ได้อย่างแม่นยำ เปิดโอกาสให้สร้างรายได้จากบริการใหม่ ๆ ได้มากขึ้น

การปรับปรุง Voice Core เพื่อประสบการณ์ที่ดีกว่า

แม้ว่า Data Service จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่บริการเสียง (Voice) ยังคงเป็นบริการหลักที่ลูกค้าคาดหวังคุณภาพสูง การอัปเกรด Voice Core จะช่วยให้ Proximus สามารถให้บริการเสียงที่มีความเสถียร คุณภาพสูง และรองรับเทคโนโลยีใหม่ เช่น VoLTE และ VoNR

ระบบ Voice Core ใหม่จะถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับเครือข่าย IP และ Cloud ได้อย่างไร้รอยต่อ ลดต้นทุนในการดูแลรักษา และเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการเครือข่าย

Cloud-native Architecture กับความยืดหยุ่นในอนาคต

หนึ่งในจุดเด่นของโครงการนี้คือการนำสถาปัตยกรรมแบบ Cloud-native มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งช่วยให้ Proximus สามารถ Deploy บริการใหม่ได้รวดเร็ว ลดเวลาในการพัฒนา (Time-to-market) และเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับขนาดระบบตามความต้องการใช้งานจริง

Cloud-native ยังช่วยเพิ่มความทนทานของระบบ (Resilience) หากเกิดปัญหาในบางส่วน ระบบสามารถทำงานต่อได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานทั้งหมด

ประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับโดยตรง

การลงทุนครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับปรุงโครงสร้างภายในของ Proximus เท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อผู้ใช้งานโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการคิดค่าบริการที่โปร่งใส ถูกต้อง และรวดเร็วขึ้น รวมถึงคุณภาพการโทรที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ลูกค้าจะสามารถเข้าถึงแพ็กเกจและบริการใหม่ ๆ ที่ออกแบบมาให้ตรงกับไลฟ์สไตล์มากขึ้น ทั้งด้านความบันเทิง ธุรกิจ และโซลูชันดิจิทัล

มุมมองผู้บริหารและวิสัยทัศน์ระยะยาว

ผู้บริหารของ Proximus ระบุว่าความร่วมมือกับ Nokia ครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานเครือข่ายสำหรับอนาคต ไม่ใช่เพียงแค่รองรับความต้องการในปัจจุบัน แต่ยังเตรียมพร้อมสำหรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอีกหลายปีข้างหน้า

ขณะที่ Nokia เองมองว่าโครงการนี้เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนผ่านจากระบบ Legacy สู่ Digital Core อย่างแท้จริง และเป็นต้นแบบให้ผู้ให้บริการรายอื่นในยุโรปและทั่วโลก

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคม

การประกาศความร่วมมือระหว่าง Proximus และ Nokia สะท้อนถึงแนวโน้มของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั่วโลก ที่กำลังเร่งปรับตัวสู่ระบบ Cloud, Automation และ Software-based Network มากขึ้น

ผู้ให้บริการที่สามารถปรับตัวได้เร็ว จะมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งด้านต้นทุน ประสบการณ์ลูกค้า และความสามารถในการสร้างรายได้จากบริการใหม่

บทสรุป

ความร่วมมือระหว่าง Proximus และ Nokia ในการยกระดับ Charging System และ Voice Core ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่เครือข่ายยุคใหม่ โครงการนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน แต่ยังวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคตของบริการดิจิทัลและ 5G

ด้วยเทคโนโลยี Cloud-native และความเชี่ยวชาญของ Nokia ทำให้ Proximus พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจในโลกที่เชื่อมต่อกันมากขึ้นทุกวัน

#SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง

Proximus เลือก Nokia ยกระดับระบบ Charging และ Voice Core ครั้งใหญ่ รองรับอนาคตดิจิทัลและเครือข่ายยุคใหม่ | SlimScan