
OPEC+ เดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน แม้สงครามตะวันออกกลางยังปิดกั้นเส้นทางส่งออกสำคัญของโลก
OPEC+ ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน ท่ามกลางวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง
กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร หรือ OPEC+ มีมติร่วมกันในการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม 2026 แม้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการส่งออกน้ำมันทั่วโลก โดยเฉพาะบริเวณ Strait of Hormuz หรือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
เพิ่มกำลังการผลิตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4
หลังการประชุมทางไกลของกลุ่ม OPEC+ สมาชิกหลัก 7 ประเทศ ได้แก่ Saudi Arabia, Russia, Iraq, Kuwait, Algeria, Kazakhstan และ Oman ได้ตกลงเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันรวมประมาณ 188,000 บาร์เรลต่อวัน ในเดือนกรกฎาคม นับเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน
การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนความพยายามของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันในการส่งสัญญาณต่อตลาดโลกว่าพร้อมรองรับความต้องการใช้น้ำมันในอนาคต แม้ว่าข้อจำกัดด้านการขนส่งจะยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญก็ตาม
ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นปัญหาใหญ่ของตลาดพลังงานโลก
นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าการเพิ่มกำลังการผลิตครั้งนี้มีนัยสำคัญเชิงสัญลักษณ์มากกว่าผลกระทบเชิงปริมาณ เนื่องจากน้ำมันจำนวนมากยังไม่สามารถส่งออกสู่ตลาดโลกได้อย่างเต็มที่
สาเหตุหลักมาจากการปิดกั้นหรือการหยุดชะงักของการเดินเรือใน Strait of Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีสัดส่วนราว 20% ของปริมาณน้ำมันที่ซื้อขายทั่วโลก เส้นทางดังกล่าวได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงหลังความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และพันธมิตรทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
แม้จะมีการประกาศหยุดยิงในบางช่วง แต่สถานการณ์ยังคงเปราะบาง และมีรายงานการปะทะกันเกิดขึ้นเป็นระยะ ทำให้การเจรจาเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือกลับมาใช้งานตามปกติยังไม่ประสบความสำเร็จ
ประเทศผู้ผลิตน้ำมันเร่งหาทางส่งออกผ่านเส้นทางสำรอง
ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในอ่าวเปอร์เซียต่างพยายามลดผลกระทบจากการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ โดย Saudi Arabia ได้เพิ่มการใช้งานท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ที่เชื่อมไปยังทะเลแดง ขณะที่ United Arab Emirates (UAE) ใช้ท่อส่งน้ำมันไปยังท่าเรือ Fujairah เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีความเสี่ยงสูง
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าความสามารถของท่อส่งน้ำมันเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะทดแทนปริมาณการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ทั้งหมด ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคยังคงต่ำกว่าระดับปกติอย่างมาก
การผลิตจริงยังต่ำกว่าที่กำหนด
แม้ OPEC+ จะประกาศเพิ่มโควตาการผลิต แต่ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าปริมาณการผลิตจริงของหลายประเทศสมาชิกยังลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์และการส่งออก
รายงานระบุว่ากำลังการผลิตรวมของกลุ่มลดลงจากประมาณ 42.77 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในช่วงก่อนเกิดวิกฤต เหลือเพียงประมาณ 33.19 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในบางช่วงของปีนี้ เพราะหลายประเทศไม่สามารถส่งมอบน้ำมันตามสัญญาได้
ราคาน้ำมันยังคงผันผวนสูง
ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาน้ำมันในตลาดโลก แม้ว่าการเพิ่มกำลังการผลิตของ OPEC+ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นบางส่วนให้กับนักลงทุน แต่ตราบใดที่เส้นทางขนส่งหลักยังไม่กลับมาเปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ ความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันก็ยังคงอยู่
นักวิเคราะห์หลายสำนักเตือนว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อหรือเกิดเหตุการณ์รุนแรงเพิ่มเติม ราคาน้ำมันอาจกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง และส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อ รวมถึงต้นทุนพลังงานของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
ความท้าทายของ OPEC+ ในระยะต่อไป
การประชุมครั้งต่อไปของ OPEC+ มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 5 กรกฎาคม 2026 เพื่อพิจารณาระดับการผลิตสำหรับเดือนสิงหาคม โดยตลาดทั่วโลกจะจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่ากลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่จะสามารถรักษาสมดุลระหว่างการเพิ่มอุปทานและการควบคุมราคาน้ำมันได้มากน้อยเพียงใด
ในขณะเดียวกัน การฟื้นฟูเส้นทางการส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะกำหนดทิศทางตลาดพลังงานโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 หากเส้นทางดังกล่าวยังคงถูกจำกัด การเพิ่มกำลังการผลิตของ OPEC+ อาจไม่สามารถส่งผลต่อปริมาณน้ำมันในตลาดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
สรุปสถานการณ์
แม้ OPEC+ จะเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน เพื่อแสดงถึงความพร้อมในการรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก แต่ผลลัพธ์ที่แท้จริงยังถูกจำกัดจากปัญหาการขนส่งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ ส่งผลให้ตลาดน้ำมันโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน และนักลงทุนต้องติดตามพัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิดต่อไป
#OPECPlus #ราคาน้ำมันโลก #ตะวันออกกลาง #ตลาดพลังงาน #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น