ราคาน้ำมันโลกดีดแรงอีกครั้ง หลังซาอุฯ เจอโจมตีท่อส่งน้ำมัน ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ยังเปราะบาง

ราคาน้ำมันโลกดีดแรงอีกครั้ง หลังซาอุฯ เจอโจมตีท่อส่งน้ำมัน ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ยังเปราะบาง

โดย ADMIN
หุ้นที่เกี่ยวข้อง:BNO

ราคาน้ำมันโลกดีดแรงอีกครั้ง หลังซาอุฯ เจอโจมตีท่อส่งน้ำมัน ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ยังเปราะบาง

ราคาน้ำมันในตลาดโลกกลับมาปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอีกครั้ง หลังเกิดเหตุโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบีย โดยเฉพาะระบบขนส่งน้ำมันสำคัญของประเทศ ซึ่งยิ่งซ้ำเติมความกังวลของตลาดว่า แม้จะมีสัญญาณหยุดยิงบางส่วนในภูมิภาค แต่ความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานยังไม่หายไปไหน และอาจลากให้ตลาดน้ำมันผันผวนต่อเนื่องในระยะสั้นถึงระยะกลาง

ตลาดน้ำมันรีบาวด์ เพราะนักลงทุนเริ่มไม่มั่นใจว่า “หยุดยิง” จะหยุดความเสี่ยงได้จริง

แรงซื้อในตลาดน้ำมันรอบล่าสุดเกิดขึ้นหลังนักลงทุนประเมินใหม่ว่า ข้อตกลง ceasefire หรือการหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังมีความเปราะบางสูง และไม่ได้หมายความว่าเส้นทางขนส่งพลังงานหรือแหล่งผลิตในตะวันออกกลางจะกลับสู่ภาวะปกติทันที ความตึงเครียดในภูมิภาคยังคงกดดัน sentiment ของตลาด โดยเฉพาะเมื่อมีรายงานความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของซาอุฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก

ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันเคยร่วงแรงหลังข่าวการหยุดยิงชั่วคราว ทำให้นักลงทุนบางส่วนหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและการส่งออกน้ำมันผ่านตะวันออกกลางจะค่อย ๆ ฟื้นตัว แต่ความหวังดังกล่าวถูกสั่นคลอนอย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดเหตุโจมตีต่อ facilities ด้านพลังงานในซาอุฯ ส่งผลให้ตลาดกลับมาประเมิน risk premium ใหม่ หรือพูดง่าย ๆ คือ นักลงทุนยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่อาจเกิดการขาดแคลนอุปทานอีกระลอก

ซาอุฯ กระทบจริง ทั้งกำลังการผลิตและท่อ East-West Pipeline

ตามรายงานจากสำนักข่าว Reuters ที่อ้างข้อมูลจาก Saudi state news agency ระบุว่า การโจมตีล่าสุดส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันของซาอุฯ ลดลงประมาณ 600,000 บาร์เรลต่อวัน ขณะเดียวกัน ปริมาณการไหลผ่านของ East-West Pipeline ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับลำเลียงน้ำมันจากแหล่งผลิตฝั่งตะวันออกไปยังท่าเรือ Yanbu ฝั่งทะเลแดง ลดลงอีกราว 700,000 บาร์เรลต่อวัน

ท่อ East-West Pipeline มีความสำคัญอย่างมากในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเป็นหนึ่งในทางเลือกหลักที่ช่วยให้ซาอุฯ สามารถส่งออกน้ำมันโดยไม่ต้องพึ่งการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมด เมื่อเส้นทางนี้ได้รับผลกระทบ ตลาดจึงไม่ได้มองว่าเป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะจุด แต่เป็นสัญญาณว่าระบบสำรองหรือเส้นทางเลี่ยงความเสี่ยงของภูมิภาคเองก็อาจไม่ปลอดภัยเช่นกัน

นอกจากน้ำมันดิบแล้ว รายงานยังระบุว่าความเสียหายลามไปถึงกิจกรรมด้านพลังงานอื่น ๆ ทั้ง refined products, LPG และ natural gas products ซึ่งหมายความว่าผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาน้ำมันเบนช์มาร์กอย่าง Brent หรือ WTI แต่ยังอาจสะเทือนไปถึงต้นทุนเชื้อเพลิง อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และค่าขนส่งพลังงานในวงกว้างด้วย

เหตุใดท่อ East-West Pipeline จึงถูกจับตาหนัก

1. เป็นเส้นเลือดสำคัญของการส่งออกน้ำมันซาอุฯ

East-West Pipeline ถูกมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ เพราะช่วยขนส่งน้ำมันจากแหล่งใหญ่ทางภาคตะวันออกของซาอุฯ ไปยังฝั่งทะเลแดง ทำให้ประเทศสามารถลดการพึ่งพาเส้นทางผ่านอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซได้ระดับหนึ่ง เมื่อท่อดังกล่าวถูกโจมตี นักลงทุนจึงมองทันทีว่า “ความเสี่ยงการส่งออก” เพิ่มขึ้น แม้อาจยังไม่ถึงขั้นหยุดชะงักทั้งระบบก็ตาม

2. ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ

อีกเหตุผลที่ทำให้ตลาดกังวลมากเป็นพิเศษ คือมีรายงานว่า ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ได้กลับมาเปิดแบบราบรื่นเต็มรูปแบบ โดยผู้บริหารของ ADNOC ระบุว่าเส้นทางเดินเรือนี้ยัง “ไม่เปิด” อย่างแท้จริง และยังมีเรือจำนวนมากรอผ่าน ทำให้ความสามารถในการขนส่งน้ำมันและก๊าซจากภูมิภาคยังเผชิญคอขวดอยู่

3. เมื่อตัวเลือกสำรองก็ไม่ปลอดภัย ตลาดยิ่งตีราคาความเสี่ยงสูงขึ้น

ปกติแล้ว หากช่องแคบฮอร์มุซมีปัญหา นักลงทุนยังพอมี comfort zone จากการมีเส้นทางทางเลือกบางส่วน เช่น ท่อส่งภายในประเทศของซาอุฯ แต่เมื่อเส้นทางทางเลือกนี้เองถูกโจมตี ความเชื่อมั่นจึงยิ่งสั่นคลอน และทำให้ราคาน้ำมันตอบสนองไวต่อข่าวลบมากขึ้นกว่าปกติ

ราคาน้ำมันขยับขึ้นแรงแค่ไหน

ข้อมูลจากหลายสำนักรายงานสอดคล้องกันว่า ราคาน้ำมันดิบทั้ง Brent และ WTI ฟื้นตัวแรงในช่วงล่าสุด หลังจากเพิ่งเผชิญแรงเทขายหนักจากความหวังเรื่อง ceasefire โดย MarketWatch รายงานว่า WTI ปรับขึ้นราว 8.1% มาอยู่ที่ 102.09 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Brent เพิ่มขึ้น 4.7% แตะ 99.16 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้าน The Times ระบุว่า Brent เคยขึ้นไปแถว 97.85 ดอลลาร์ในวันเดียวกัน ส่วน Guardian รายงานว่าราคาน้ำมันทะยานเกินระดับ 99–100 ดอลลาร์ในบางช่วงของการซื้อขาย

อย่างไรก็ตาม แม้จะรีบาวด์แรง แต่ในภาพรวมรายสัปดาห์ ราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มบันทึกการปรับตัวลงหนักที่สุดนับตั้งแต่กลางปี 2025 เพราะก่อนหน้านั้นตลาดเพิ่งตอบรับเชิงบวกต่อข่าวหยุดยิง จนเกิดแรงขายรุนแรงแบบ one-day plunge หรือการดิ่งแรงในวันเดียว การแกว่งตัวรอบนี้จึงสะท้อนว่าตลาดยัง “ไม่มีฉันทามติ” ว่าสุดท้ายแล้วความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะจบลงจริง หรือเพียงแค่ถูกพักไว้ชั่วคราวเท่านั้น

เบื้องหลังความผันผวน: สงครามยังไม่จบ และโลจิสติกส์น้ำมันยังเปราะบาง

ถ้ามองลึกไปกว่าราคาหน้าจอ สิ่งที่ตลาดกำลังพยายามตีความไม่ใช่แค่ “มีการโจมตีหรือไม่” แต่คือ “ระบบพลังงานของตะวันออกกลางยังเดินต่อได้มั่นคงแค่ไหน” เพราะต่อให้ประเทศผู้ผลิตยังมีกำลังการผลิตอยู่ แต่ถ้าท่อส่ง ท่าเรือ โรงกลั่น หรือเส้นทางเรือบรรทุกถูกกระทบ ก็อาจทำให้น้ำมันออกสู่ตลาดโลกได้น้อยลงอยู่ดี

สงครามในภูมิภาคซึ่ง Reuters ระบุว่าเริ่มต้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ยังส่งแรงกระเพื่อมต่อเนื่องต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก โดยเฉพาะเมื่อการโจมตีไม่ได้จำกัดอยู่ในพื้นที่สู้รบโดยตรง แต่ขยายผลไปยังโครงสร้างพื้นฐานของประเทศผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่ การที่ตลาดตอบสนองเร็วมากจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะนักลงทุนรู้ดีว่า เมื่อ supply chain ของน้ำมันเริ่มมีจุดอ่อน ราคาพลังงานสามารถวิ่งแรงได้ในเวลาอันสั้นมาก

สถาบันการเงินเริ่มปรับมุมมอง แต่ยังเตือน upside risk

Goldman Sachs ได้ปรับลดคาดการณ์ราคาน้ำมันไตรมาส 2 ปี 2026 ลง หลังมีสัญญาณ ceasefire ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยคาดว่า Brent จะอยู่ที่ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI ที่ 87 ดอลลาร์ ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 99 และ 91 ดอลลาร์ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ธนาคารยังเตือนว่าความเสี่ยงด้านราคาขาขึ้นยังมีอยู่มาก หากการหยุดชะงักของอุปทานยืดเยื้อหรือรุนแรงกว่าคาด

Goldman ระบุด้วยว่า ในสถานการณ์เลวร้ายที่การผลิตในตะวันออกกลางเสียหายต่อเนื่อง Brent อาจขึ้นไปแตะ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ในช่วงปลายปี 2026 ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นชัดว่า แม้สถาบันการเงินจะลดสมมติฐานพื้นฐานลงหลังความเสี่ยงบางส่วนคลายตัว แต่ตลาดยังต้องเผื่อช่องไว้สำหรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด ซึ่งตอนนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้แทบทุกวัน

ผลกระทบที่อาจตามมา ไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมันดิบ

ต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อ

หากราคาน้ำมันยืนสูงต่อเนื่อง สิ่งแรกที่หลายประเทศจะเริ่มรู้สึกได้คือแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน ทั้งค่าเชื้อเพลิง การขนส่ง และค่าผลิตในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิที่อ่อนไหวต่อราคาโลก การดีดขึ้นของน้ำมันอาจทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อกลับมาเร็วกว่าที่คาด

ค่าขนส่งและค่า insurance

อีกประเด็นที่ตลาดจับตาคือ แม้จะยังมีน้ำมันเพียงพอในระบบบางส่วน แต่ถ้าความเสี่ยงในทะเลและเส้นทางขนส่งยังสูง ต้นทุนประกันภัย การรักษาความปลอดภัย และค่าระวางเรือก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งสุดท้ายจะถูกส่งผ่านไปยังราคาพลังงานปลายทางและต้นทุนของธุรกิจทั่วโลก

ผลต่อตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยง

ในช่วงที่มีความหวังเรื่องหยุดยิง ตลาดหุ้นโลกเคยฟื้นตัวแรง ขณะที่ราคาน้ำมันร่วงลง แต่เมื่อความเสี่ยงกลับมา นักลงทุนก็เริ่มชะลอการรับความเสี่ยงอีกครั้ง ภาพนี้สะท้อนความสัมพันธ์สำคัญว่า เมื่อราคาน้ำมันพุ่งจากเหตุภูมิรัฐศาสตร์ ตลาดทุนมักเผชิญแรงกดดัน โดยเฉพาะหุ้นที่อ่อนไหวต่อค่าพลังงาน เช่น สายการบิน ขนส่ง และภาคการผลิตบางประเภท

มุมมองของตลาดตอนนี้: ไม่ได้กลัวแค่ “ขาดน้ำมัน” แต่กลัวความไม่แน่นอน

สิ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันเหวี่ยงแรงในเวลาสั้น ๆ ไม่ใช่แค่ปริมาณน้ำมันที่หายไปจากระบบ แต่เป็นความไม่แน่นอนว่า สถานการณ์จะลุกลามอีกหรือไม่ นักลงทุนจำนวนมากจึงต้อง trade บนข่าวสารที่เปลี่ยนเร็วมาก วันหนึ่งตลาดอาจเชื่อในสันติภาพชั่วคราว แต่อีกวันหนึ่งก็ต้องกลับมาตั้งรับเพราะมีข่าวโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพิ่มเติม

ในภาวะแบบนี้ ความผันผวนจึงมีแนวโน้มอยู่กับตลาดต่อไป โดยเฉพาะเมื่อทั้งฝั่ง supply, shipping route, military escalation และ diplomacy ต่างยังไม่เข้าสู่จุดสมดุลชัดเจน การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันจากนี้จึงอาจไม่ได้ขึ้นกับปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับ headlines รายวันจากตะวันออกกลางด้วยอย่างชัดเจน

สรุปภาพใหญ่: ข่าวร้ายจากซาอุฯ ทำให้ตลาดกลับมากังวลว่าโลกยังเสี่ยงเผชิญ supply shock

โดยสรุป เหตุโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของซาอุดีอาระเบียได้เปลี่ยนบรรยากาศตลาดจาก “โล่งใจชั่วคราว” กลับมาเป็น “ระวังขั้นสูง” อีกครั้ง เพราะซาอุฯ ไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ แต่ยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก เมื่อกำลังการผลิตลดลงราว 600,000 บาร์เรลต่อวัน และการไหลผ่านของ East-West Pipeline ลดลงอีกประมาณ 700,000 บาร์เรลต่อวัน ตลาดจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะตีราคาความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทันที

แม้จะยังเร็วเกินไปที่จะฟันธงว่าราคาน้ำมันจะทะยานต่อเนื่องยาวนานหรือไม่ แต่ภาพ ณ ตอนนี้ชัดเจนว่า ความเปราะบางของ ceasefire และความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ทำให้โลกยังห่างไกลจากคำว่า “สถานการณ์ปกติ” หากมีเหตุโจมตีซ้ำ หรือหากเส้นทางขนส่งอย่างช่องแคบฮอร์มุซยังติดขัดต่อไป ราคาน้ำมันมีโอกาสยืนสูงและสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้างได้อีกมาก

หมายเหตุ: ข่าวนี้เรียบเรียงใหม่เป็นภาษาไทยจากรายงานข่าวต่างประเทศเกี่ยวกับเหตุโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของซาอุดีอาระเบียและผลกระทบต่อตลาดน้ำมันโลก โดยยึดสาระสำคัญจากรายงานล่าสุดของสำนักข่าวระหว่างประเทศที่เข้าถึงได้ในขณะนี้

#ราคาน้ำมัน #ซาอุดีอาระเบีย #ตะวันออกกลาง #BrentWTI #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง