
ตลาดหุ้นสหรัฐมีแนวโน้มเปิดลบ โดย Nasdaq ถูกกดดันหนักสุดจากความตึงเครียดตะวันออกกลางและแรงจับตาตัวเลขจ้างงานสหรัฐ
ตลาดหุ้นสหรัฐเสี่ยงอ่อนตัว ขณะที่ Nasdaq นำขาลงจากแรงกังวลภูมิรัฐศาสตร์และข้อมูลเศรษฐกิจ
บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐช่วงก่อนเปิดการซื้อขายวันศุกร์ออกมาในโทน ระมัดระวังอย่างชัดเจน หลังสัญญาณจากตลาดฟิวเจอร์สบ่งชี้ว่า Nasdaq มีแนวโน้มอ่อนตัวมากที่สุด ท่ามกลางแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 7 และการรอติดตามรายงานตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร หรือ non-farm payrolls ของสหรัฐ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่ตลาดใช้ประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed
Nasdaq futures อ่อนแรงสุด สะท้อนแรงขายหุ้นเติบโตและเทคโนโลยี
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า Nasdaq futures ลดลง 0.9% ขณะที่ S&P 500 futures และ Dow Jones futures ต่างปรับลง 0.6% เท่ากัน ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า นักลงทุนกำลังลดความเสี่ยงในสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคและหุ้นเติบโต ซึ่งมักได้รับผลกระทบมากกว่าเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีแนวโน้มขยับขึ้น หรือเมื่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed เริ่มไม่แน่นอนเหมือนเดิม
การอ่อนตัวล่วงหน้าของตลาดสหรัฐยังเกิดขึ้นต่อเนื่องจากการซื้อขายวันก่อนหน้า ซึ่งดัชนีหลักทั้ง 3 ตัวปิดลบทั้งหมด โดย Dow Jones ร่วง 1.6%, S&P 500 ลดลง 0.6% และ Nasdaq อ่อนตัว 0.3% สะท้อนว่าความกังวลของนักลงทุนไม่ได้เป็นเพียงแรงกดดันระยะสั้น แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยหลักที่ครอบงำทิศทางตลาดในตอนนี้
ปัจจัยหลักมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
หนึ่งในประเด็นที่ตลาดให้น้ำหนักสูงมากคือ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิสราเอลในด้านหนึ่ง กับอิหร่านในอีกด้านหนึ่ง ซึ่งยกระดับความกังวลต่อเสถียรภาพของภูมิภาคและความต่อเนื่องของเส้นทางพลังงานโลก เมื่อตลาดมองว่าความขัดแย้งอาจส่งผลต่อการขนส่งน้ำมัน การค้า และต้นทุนพลังงานในวงกว้าง ความเสี่ยงดังกล่าวจึงถูกสะท้อนออกมาทั้งในตลาดหุ้น ตลาดน้ำมัน และตลาดพันธบัตรพร้อมกัน
ในภาวะแบบนี้ นักลงทุนมักหันไปถือเงินสด พันธบัตรบางประเภท หรือสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ขณะที่หุ้น โดยเฉพาะหุ้นที่มีมูลค่าค่อนข้างแพงอยู่แล้ว จะถูกขายเพื่อลดความเสี่ยง ความเคลื่อนไหวของ Nasdaq จึงถูกจับตามากเป็นพิเศษ เพราะเป็นดัชนีที่มีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสูง และหุ้นกลุ่มนี้ไวต่อทั้งความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และแนวโน้มดอกเบี้ยมากกว่าดัชนีอื่น
ตัวเลขจ้างงานสหรัฐยังสำคัญ แม้ครั้งนี้จะถูกกลบด้วยข่าวต่างประเทศ
แม้ว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นปัจจัยเด่นที่สุดในรอบนี้ แต่นักวิเคราะห์ยังมองว่า รายงาน non-farm payrolls มีพลังมากพอที่จะทำให้ตลาดแกว่งแรงได้ Richard Hunter หัวหน้าฝ่ายตลาดของ interactive investor ระบุว่า เป็นเรื่องไม่บ่อยนักที่รายงานจ้างงานรายเดือนของสหรัฐจะกลายเป็นประเด็นรองจากเหตุการณ์ภายนอก แต่ข้อมูลดังกล่าวยังคงมีศักยภาพในการขยับตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
ฉันทามติของตลาดในขณะนี้คาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะเพิ่มการจ้างงานประมาณ 60,000 ตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ ลดลงจาก 130,000 ตำแหน่ง ในเดือนก่อนหน้า ขณะเดียวกัน อัตราว่างงานถูกคาดว่าจะทรงตัวที่ 4.3% อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังเตือนว่า ตัวเลขก่อนหน้าอาจถูกปรับทบทวนลงได้ ซึ่งทำให้รายงานรอบนี้ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นต่อการตีความภาวะเศรษฐกิจจริงของสหรัฐ
ทำไมตลาดถึงจับตาตัวเลขนี้มาก
เพราะตลาดแรงงานเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่ Fed ใช้ประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังร้อนแรงเกินไปหรือไม่ หากการจ้างงานออกมาดีกว่าคาด และค่าจ้างยังแข็งแกร่ง ก็อาจทำให้แรงกดดันเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงต่อไป ส่งผลให้ Fed ไม่มีความจำเป็นต้องรีบลดดอกเบี้ย แต่ถ้าตัวเลขออกมาอ่อนแอกว่าคาดมาก ก็อาจทำให้ตลาดเริ่มกลับมาคาดหวังการผ่อนคลายนโยบายการเงินเร็วขึ้น
ความหวังต่อการลดดอกเบี้ยเริ่มลดลง
อีกประเด็นที่กดดันบรรยากาศการลงทุนคือมุมมองที่ว่า นักลงทุนกำลัง ยอมรับมากขึ้นว่าในปีนี้อาจมีการลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่เคยหวัง โดย Richard Hunter ชี้ว่า หากอัตราว่างงานทรงตัว แต่เงินเฟ้อมีโอกาสกลับมา นักลงทุนก็จะต้องปรับความคาดหวังใหม่ และอาจต้องอยู่กับสภาวะดอกเบี้ยสูงเป็นเวลานานกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้
สำหรับตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเติบโต การที่ดอกเบี้ยอยู่สูงนานขึ้น หรือ higher for longer มักเป็นข่าวลบ เพราะต้นทุนเงินทุนยังสูง การประเมินมูลค่าหุ้นในอนาคตถูกกดลง และการหาผลตอบแทนจากสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรก็กลับมาน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับการถือหุ้นที่มีความผันผวนสูง
ราคาน้ำมันพุ่งแรง เพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลก
ตลาดพลังงานเป็นอีกจุดที่สะท้อนความกังวลได้ชัดเจน โดย Brent crude ปรับขึ้น 1.5% มาอยู่ที่ 86.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีแนวโน้มทำสถิติการปรับขึ้นรายสัปดาห์แรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 ขณะที่ WTI ซึ่งเป็นน้ำมันอ้างอิงของสหรัฐ ปรับขึ้นถึง 6% สู่ระดับ 85.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามข้อมูลที่อ้างอิงจาก Trading Economics ในรายงานข่าวต้นทาง
การปรับขึ้นของราคาน้ำมันในลักษณะนี้มีความหมายมากกว่าต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น เพราะมันกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต สินค้าอุปโภคบริโภค และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค หากราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง ก็อาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว หรืออย่างน้อยก็ชะลอการปรับลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ Fed และนักลงทุนไม่อยากเห็นในช่วงนี้
ผลกระทบของน้ำมันแพงต่อหุ้น
แม้หุ้นพลังงานบางกลุ่มอาจได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่ภาพรวมของตลาดมักได้รับผลกระทบเชิงลบ เพราะต้นทุนของธุรกิจส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นและกำลังซื้อของผู้บริโภคมีแนวโน้มลดลง ยิ่งเมื่อความเสี่ยงจากสงครามเข้ามาควบคู่กัน ความกังวลเรื่อง stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอแต่เงินเฟ้อยังสูง ก็เริ่มกลับมาอยู่ในบทสนทนาของตลาดอีกครั้ง
นักวิเคราะห์เตือนผลกระทบลามไปยังมูลค่าหุ้นและพันธบัตร
Neil Wilson นักวิเคราะห์จาก Saxo UK ระบุว่า ขณะที่ความขัดแย้งยังดำเนินต่อไป ตลาดกำลังให้น้ำหนักกับสมมติฐานที่ว่า ราคาน้ำมันจะอยู่สูงนานขึ้น และการไหลเวียนของพลังงานรวมถึงการค้าทั่วโลกอาจเผชิญกับการหยุดชะงัก ซึ่งจะนำไปสู่ ผลผลิตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง และเงินเฟ้อที่สูงขึ้น พร้อมกัน
เขายังชี้เพิ่มเติมว่า ตลาดกำลังสะท้อนความเป็นไปได้ของนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น หรืออย่างน้อยก็ผ่อนคลายน้อยกว่าที่เคยคาดไว้ และผลรองที่ตามมาคือ bond yields หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับขึ้น ซึ่งส่งผลลบต่อมูลค่าหุ้นในอนาคต โดยเฉพาะหุ้นที่พึ่งพาการเติบโตระยะยาวและมีกำไรในอนาคตเป็นหลัก
ภาพรวมตลาดตอนนี้คือ “ความเสี่ยงซ้อนความเสี่ยง”
หากสรุปแบบเข้าใจง่าย ภาวะตลาดสหรัฐในรอบนี้ไม่ได้เผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเดียว แต่เป็นการซ้อนทับกันของหลายความเสี่ยง ทั้ง สงครามหรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์, ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น, ความไม่แน่นอนของตัวเลขจ้างงาน และ แนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจสูงนานขึ้น เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ตลาดจึงตอบสนองในเชิงลบค่อนข้างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นที่มี valuation สูง
นักลงทุนจำนวนมากจึงเลือกชะลอการตัดสินใจ รอดูทั้งตัวเลขเศรษฐกิจและพัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์ก่อนจะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนอีกครั้ง ช่วงเวลาแบบนี้มักทำให้ตลาดแกว่งแรงระหว่างวัน และข่าวใหม่เพียงชิ้นเดียวก็สามารถเปลี่ยน sentiment ได้อย่างรวดเร็ว
สิ่งที่นักลงทุนควรจับตาต่อจากนี้
1. รายงานจ้างงานสหรัฐ
หากตัวเลขจ้างงานออกมาต่ำกว่าคาดอย่างชัดเจน ตลาดอาจตีความว่าเศรษฐกิจเริ่มเย็นลง ซึ่งอาจช่วยเพิ่มโอกาสการลดดอกเบี้ยในอนาคต แต่ถ้าตัวเลขแข็งแกร่งเกินคาด ตลาดอาจกลับมากังวลว่า Fed จะคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น
2. ทิศทางราคาน้ำมัน
หาก Brent และ WTI เดินหน้าปรับขึ้นต่อ แรงกดดันเงินเฟ้อจะยิ่งเพิ่มขึ้น และนั่นอาจกดดันทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ต่อเนื่อง
3. ความเคลื่อนไหวในตะวันออกกลาง
ข่าวเกี่ยวกับการขยายวงของความขัดแย้ง การตอบโต้ทางทหาร หรือผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งพลังงาน จะยังคงเป็นตัวแปรสำคัญของตลาดในระยะสั้น
4. การเคลื่อนไหวของ bond yields
ถ้าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับสูงขึ้นต่อ หุ้นเติบโตและหุ้นเทคมีแนวโน้มเผชิญแรงขายเพิ่มเติม โดย Nasdaq มักเป็นดัชนีที่สะท้อนผลกระทบนี้เร็วที่สุด
สรุปภาพข่าว
ข่าวนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ตลาดการเงินโลกกำลังอยู่ในช่วงที่ ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์มีอิทธิพลเหนือข้อมูลเศรษฐกิจในระยะสั้น แม้รายงานจ้างงานสหรัฐยังมีความสำคัญมาก แต่ความร้อนแรงของสถานการณ์ตะวันออกกลางและการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน ได้กลายเป็นแรงกดดันหลักต่อบรรยากาศการลงทุน ณ เวลานี้
ในมุมของตลาดหุ้นสหรัฐ Nasdaq ดูจะเป็นดัชนีที่เปราะบางที่สุดจากส่วนผสมของความเสี่ยงทั้งหมดนี้ ขณะที่นักลงทุนกำลังประเมินว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอมากพอให้ Fed ลดดอกเบี้ยได้หรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วโลกอาจต้องเผชิญกับภาวะที่ทั้งเงินเฟ้อยังสูง น้ำมันแพง และความเชื่อมั่นการลงทุนอ่อนแรงไปพร้อมกัน
หมายเหตุ: เนื้อหาข้างต้นเป็นการเรียบเรียงข่าวใหม่เป็นภาษาไทยจากรายงานของ Proactive Investors โดยคงสาระสำคัญของสถานการณ์ตลาด การเคลื่อนไหวของดัชนี และมุมมองนักวิเคราะห์ไว้ในรูปแบบที่อ่านลื่นไหลและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
#SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น