Morgan Stanley มองตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจพุ่งแรงครั้งประวัติศาสตร์ ดัน S&P 500 แตะ 8,000 จุด

Morgan Stanley มองตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจพุ่งแรงครั้งประวัติศาสตร์ ดัน S&P 500 แตะ 8,000 จุด

โดย ADMIN

Morgan Stanley มองตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจพุ่งแรงครั้งประวัติศาสตร์ ดัน S&P 500 แตะ 8,000 จุด

Morgan Stanley ปรับมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยคาดว่า S&P 500 อาจแตะระดับ 8,000 จุดภายในสิ้นปี 2026 และอาจขึ้นถึง 8,300 จุดภายในกลางปี 2027 จากแรงหนุนของกำไรบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง เศรษฐกิจที่ยังร้อนแรง และ productivity ที่ได้แรงผลักดันจาก AI

มุมมองใหม่จาก Mike Wilson: จากสาย Bear สู่หนึ่งใน Bull รายใหญ่ของ Wall Street

ประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจคือ ผู้ที่ออกมาส่งสัญญาณบวกครั้งนี้คือ Mike Wilson นักกลยุทธ์หุ้นสหรัฐฯ ของ Morgan Stanley ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในเสียงเตือนสำคัญของ Wall Street มาก่อน แต่ตอนนี้เขากลับมองว่าตลาดหุ้นอาจเข้าสู่รอบ rally ใหญ่ คล้ายช่วงปลายทศวรรษ 1990 หรือยุค dot-com boom

Wilson มองว่าแรงขับเคลื่อนหลักไม่ได้มาจากความหวังเรื่องดอกเบี้ยขาลงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก earnings growth หรือการเติบโตของกำไรบริษัทที่เริ่มกระจายตัวกว้างขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เท่านั้น

เป้าหมาย S&P 500 ถูกยกขึ้นเป็น 8,000 จุด

Reuters รายงานว่า Morgan Stanley ปรับเป้าหมาย S&P 500 สิ้นปี 2026 จากเดิม 7,800 จุด เป็น 8,000 จุด หรือมี upside ราว 8% จากระดับปิดล่าสุดใกล้ 7,400 จุดในช่วงรายงานข่าว

นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าหมายช่วงกลางปี 2027 ไว้ที่ 8,300 จุด พร้อมคาดการณ์กำไรต่อหุ้น หรือ EPS ของบริษัทใน S&P 500 ที่ 339 ดอลลาร์ในปี 2026, 380 ดอลลาร์ในปี 2027 และ 429 ดอลลาร์ในปี 2028

AI ยังเป็นธีมใหญ่ แต่ตลาดอาจไม่ได้ขึ้นเพราะ Big Tech อย่างเดียว

จุดที่น่าสนใจคือ Morgan Stanley ไม่ได้มองว่า AI เป็นเพียงกระแสของหุ้นเทคโนโลยี แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้หลายอุตสาหกรรม บริษัทต่าง ๆ ลงทุนในระบบอัตโนมัติ data center software และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุน เพิ่ม output และทำให้ margin ดีขึ้น

หาก AI ทำให้บริษัทผลิตสินค้าและบริการได้มากขึ้นโดยใช้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลง กำไรก็มีโอกาสเติบโตเร็วกว่า revenue นี่คือสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า positive operating leverage หรือภาวะที่รายได้เพิ่มขึ้นแล้วกำไรเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่า

กำไรบริษัทคือหัวใจของรอบขาขึ้นครั้งนี้

Morgan Stanley ระบุว่ามุมมองบวกครั้งนี้ตั้งอยู่บนฐานของกำไร ไม่ใช่แค่การขยายตัวของ valuation หรือ P/E ratio เพราะในบางช่วง valuation อาจถูกกดดันจากความคาดหวังที่ลดลงต่อการลดดอกเบี้ยของ Fed แต่ถ้ากำไรยังโต ตลาดหุ้นก็ยังมีแรงไปต่อได้

ข้อมูลจาก Reuters ระบุว่า ณ ช่วงรายงาน มีบริษัทใน S&P 500 ที่ประกาศผลประกอบการแล้วและทำกำไรได้ดีกว่าคาดถึง 83.2% ซึ่งสะท้อนว่า earnings season ยังมีความแข็งแรงกว่าที่ตลาดกังวลไว้

กลุ่มหุ้นที่ Morgan Stanley ชอบ

Wilson ให้ความสนใจกับหุ้นกลุ่ม industrials, financials และ consumer discretionary เพราะเป็นกลุ่มที่อาจได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจที่ขยายตัว การลงทุนภาคเอกชน และกำลังซื้อที่ดีขึ้น

การที่ leadership ของตลาดเริ่มกว้างขึ้นถือเป็นสัญญาณสำคัญ เพราะตลาดหุ้นที่แข็งแรงมักไม่ได้พึ่งหุ้นไม่กี่ตัวมากเกินไป หากหุ้นหลาย sector เริ่มปรับตัวขึ้นพร้อมกัน ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวก็จะลดลง

ความเสี่ยงยังมี: น้ำมัน เงินเฟ้อ และ Fed

แม้มุมมองโดยรวมจะเป็นบวก แต่ Morgan Stanley ยังระบุความเสี่ยงสำคัญ เช่น ราคาน้ำมันที่สูงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามอิหร่าน ความไม่แน่นอนของ private credit และความกังวลว่า Fed อาจไม่ลดดอกเบี้ยเร็วอย่างที่ตลาดเคยหวัง

อย่างไรก็ตาม MarketWatch รายงานว่า Wilson มองว่าความเสี่ยงเหล่านี้จำนวนมากถูกตลาด price in ไปบางส่วนแล้ว โดยเฉพาะหลังจากหุ้นจำนวนมากใน Russell 3000 เคยปรับฐานลงแรงในช่วงก่อนหน้า

ตลาดอาจไม่ต้องพึ่ง rate cut มากเท่าเดิม

หนึ่งในประเด็นใหญ่คือ Morgan Stanley เชื่อว่าตลาดหุ้นไม่จำเป็นต้องรอให้ Fed ลดดอกเบี้ยเพื่อไปถึงเป้าหมายใหม่ หาก earnings ยังเติบโตได้ดี ตลาดก็ยังมีเหตุผลให้ปรับขึ้นต่อ แม้ดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาด

ในมุมนี้ ภาพตลาดเปลี่ยนจาก “ขึ้นเพราะหวังดอกเบี้ยลด” เป็น “ขึ้นเพราะบริษัททำกำไรได้จริง” ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ดูยั่งยืนกว่าในสายตาของนักลงทุนสถาบัน

กรณี Bull Case อาจเห็น S&P 500 ไปถึง 9,400 จุด

MarketWatch ระบุว่าในกรณีมองโลกในแง่ดีมากที่สุด Morgan Stanley ประเมินว่า S&P 500 อาจไปได้ถึง 9,400 จุด หากกำไรบริษัทออกมาดีกว่าคาด โดยมี productivity จาก AI เป็นแรงหนุนหลัก

อย่างไรก็ดี ตัวเลขนี้ควรถูกมองเป็น scenario ไม่ใช่คำรับประกัน เพราะตลาดหุ้นยังขึ้นลงตามข้อมูลเศรษฐกิจ ผลประกอบการ เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และความเสี่ยงภายนอกประเทศอยู่เสมอ

สรุปภาพรวมสำหรับนักลงทุน

ข่าวนี้สะท้อนว่า Wall Street เริ่มให้น้ำหนักกับภาพกำไรบริษัทมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อ AI ไม่ได้เป็นเพียงธีมเก็งกำไร แต่เริ่มถูกมองว่าเป็นตัวเพิ่ม productivity จริงในหลายอุตสาหกรรม

ถึงอย่างนั้น นักลงทุนควรติดตามตัวเลขเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน ท่าทีของ Fed และผลประกอบการรายไตรมาสอย่างใกล้ชิด เพราะหากกำไรเริ่มชะลอ หรือเงินเฟ้อบังคับให้ดอกเบี้ยสูงนานเกินไป ภาพ bullish ของตลาดก็อาจถูกทดสอบได้

หมายเหตุ: เนื้อหานี้เป็นการเรียบเรียงข่าวและวิเคราะห์เชิงข้อมูล ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ

#MorganStanley #SP500 #ตลาดหุ้นสหรัฐ #AIStocks #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง