
หุ้นเทคฯ แผ่ว นักลงทุนหมุนเงินเข้ากลุ่ม Healthcare, Financials และ Defensive Stocks แทนกระแส AI
หุ้นเทคฯ แผ่ว นักลงทุนหมุนเงินเข้ากลุ่ม Healthcare, Financials และ Defensive Stocks แทนกระแส AI
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังเห็นสัญญาณ rotation trade อีกครั้ง หลังนักลงทุนเริ่มลดน้ำหนักในหุ้นเทคโนโลยีและหุ้น AI ที่เคยร้อนแรงตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แล้วหันไปหาหุ้นกลุ่ม healthcare, financials, real estate และ consumer staples มากขึ้น ตามรายงานของ MarketWatch
กระแส AI เริ่มเย็นลง หลัง bond yield พุ่ง
ตลอดช่วงที่ผ่านมา หุ้น Big Tech และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ artificial intelligence เป็นตัวหลักที่ช่วยดันดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ขึ้นทำสถิติใหม่ แต่แรงซื้อเริ่มสะดุดหลังรายงานจ้างงานสหรัฐฯ เดือนพฤษภาคมออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นแรง
เมื่อ bond yield สูงขึ้น นักลงทุนมักกังวลกับหุ้น growth โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยี เพราะมูลค่าของหุ้นกลุ่มนี้พึ่งพากำไรในอนาคตสูง หากต้นทุนเงินทุนเพิ่มขึ้น มูลค่าปัจจุบันของกำไรในอนาคตก็อาจถูกกดดัน
นักลงทุนไม่ได้หนีตลาด แต่แค่ย้ายเงิน
ประเด็นสำคัญคือ นักลงทุนไม่ได้ขายหุ้นทั้งหมดแล้วออกจากตลาด แต่กำลัง “recycle and rotate” หรือย้ายเงินจากหุ้นที่ขึ้นมาแรง ไปยังหุ้นกลุ่มที่ก่อนหน้านี้ถูกขายมากเกินไป เช่น healthcare และ financials
MarketWatch ระบุว่า แม้ดัชนี S&P 500 แบบถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาดจะลดลง 2.6% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ S&P 500 แบบ equal-weight ลดลงเพียง 0.5% แสดงให้เห็นว่าแรงขายกระจุกอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ mega-cap tech มากกว่าหุ้นทั้งตลาด
หุ้นกลุ่มใหม่ที่เริ่มมาแรง
หุ้นกลุ่ม healthcare เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ทำผลงานโดดเด่น โดยปรับขึ้นราว 2.3% ในสัปดาห์เดียว ขณะที่ financials เพิ่มขึ้น 1.3%, real estate เพิ่มขึ้น 1.5% และ consumer staples เพิ่มขึ้น 1% ตามข้อมูลที่ MarketWatch อ้างอิงจาก FactSet
Healthcare
หุ้น healthcare ได้แรงหนุนจากความเป็น defensive sector เพราะธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ ประกันสุขภาพ และบริการทางการแพทย์มักมีรายได้ค่อนข้างมั่นคง แม้เศรษฐกิจผันผวน
Financials
หุ้นธนาคารและสถาบันการเงินได้ประโยชน์บางส่วนจากมุมมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่อ่อนแอ หากตลาดแรงงานแข็งแกร่ง ธนาคารอาจยังมีโอกาสปล่อยสินเชื่อและรักษารายได้ดอกเบี้ยได้
Real Estate และ Consumer Staples
กลุ่ม real estate และ consumer staples กลับมาอยู่ในสายตานักลงทุน เพราะบางส่วนถูกขายลงมาก่อนหน้า และอาจเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงจากหุ้นเทคฯ ที่ valuation สูง
ทำไม Big Tech ถูกกดดัน
หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เคยถูกมองเป็น safe trade ในช่วงที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน เพราะบริษัทเหล่านี้มีเงินสดจำนวนมากและกำไรแข็งแกร่ง แต่ปัจจุบันตลาดเริ่มตั้งคำถามว่า กระแส AI อาจวิ่งเร็วเกินไปหรือไม่
บริษัทเทคฯ รายใหญ่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลกับ AI chips, data centers และ infrastructure หากดอกเบี้ยสูงขึ้น ต้นทุนการระดมทุนก็จะเพิ่มขึ้นตาม และยังไม่มีหลักประกันว่าการลงทุนเหล่านี้จะเปลี่ยนเป็นกำไรได้เร็วพอ
Fed และเงินเฟ้อกลายเป็นตัวแปรใหญ่
รายงานจ้างงานที่แข็งแกร่งทำให้ตลาดกลับมากังวลว่า Federal Reserve อาจต้องคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น หรืออาจถูกมองว่าตามหลังเงินเฟ้ออยู่แล้ว โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของสหรัฐฯ ขึ้นไปที่ 4.537% ส่วนพันธบัตร 2 ปีขึ้นไปที่ 4.16% ตามรายงานของ MarketWatch
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายมองว่า ปัญหาเงินเฟ้อรอบนี้ไม่ได้มาจาก demand ที่ร้อนแรงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับ energy supply shock จากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ด้วย ดังนั้น การขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ใช่เครื่องมือที่แก้ปัญหาได้ตรงจุด
ตัวเลข CPI และ PPI จะเป็นบททดสอบถัดไป
นักลงทุนกำลังจับตารายงาน consumer-price index หรือ CPI และ producer-price index หรือ PPI เดือนพฤษภาคม เพราะตัวเลขเหล่านี้จะช่วยบอกว่าแรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงแค่ไหน หากเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด ตลาดอาจผันผวนต่อ โดยเฉพาะหุ้น growth และหุ้นเทคโนโลยี
ภาพรวมสำหรับนักลงทุน
สถานการณ์นี้สะท้อนว่า ตลาดหุ้นไม่ได้มีเพียงธีม AI หรือ Big Tech อีกต่อไป นักลงทุนเริ่มมองหาหุ้นที่มี valuation สมเหตุสมผลกว่า รายได้มั่นคงกว่า หรือได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจที่ยังแข็งแรง
สรุปง่าย ๆ คือ เงินไม่ได้ไหลออกจากตลาดทั้งหมด แต่กำลังไหลออกจากหุ้นที่แพงและ crowded trade ไปยังหุ้นกลุ่มอื่นที่เคยถูกมองข้ามมาก่อน การกระจายการลงทุนจึงกลับมาเป็นประเด็นสำคัญในช่วงที่ตลาดเริ่มเปลี่ยนผู้นำรอบใหม่
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการเรียบเรียงข่าวเชิงข้อมูล ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ
#SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น