
รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2025 ของ **Johnson & Johnson (J&J)**: ยอดขายและกำไรเติบโตเหนือคาด แม้เผชิญแรงกดดันจากสินค้าที่สิ้นสุดสิทธิบัตร
ผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2025 ของ Johnson & Johnson
บริษัท Johnson & Johnson (J&J) ผู้ผลิตยาและอุปกรณ์การแพทย์รายใหญ่จากสหรัฐอเมริกา รายงานผลประกอบการประจำไตรมาส 4 ปี 2025 โดยมีการเติบโตทั้งในด้านยอดขายและกำไรสุทธิ ซึ่งผลลัพธ์อยู่เหนือความคาดหวังของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ แม้จะต้องเผชิญแรงกดดันจากยอดขายยาบางรายการที่สิ้นสุดสิทธิบัตรและการแข่งขันจากยาทดแทนต่าง ๆ
ยอดขายและกำไรสุทธิ
ในไตรมาส 4 ปี 2025 J&J มีรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 24.56 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการเติบโตราว 9.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน และสูงกว่าเป้าหมายที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้
ส่วนกำไรสุทธิของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 5.12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.10 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งแสดงให้เห็นการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่รายได้อยู่ในระดับต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโต
หนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ผลประกอบการไตรมาสนี้แข็งแกร่ง คือการเติบโตของยอดขายยาต้านมะเร็งและยารักษาโรคภูมิแพ้ภูมิต้านตนเอง โดยเฉพาะ:
- Darzalex ยารักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว มียอดขายเพิ่มขึ้นเกือบ 27%
- Tremfya ยารักษาโรคสะเก็ดเงิน มีการเติบโตสูงถึงเกือบ 68%
ยอดขายของผลิตภัณฑ์ทั้งสองชนิดนี้สามารถชดเชยการลดลงอย่างรุนแรงในยอดขายของยารักษาโรคบางตัวที่สิ้นสุดสิทธิบัตร เช่น Stelara ที่มียอดขายลดลงถึง 48% เนื่องจากเจอกับการแข่งขันจากยาทดแทนราคาถูกกว่า
ภาพรวมภาคธุรกิจอื่น ๆ
นอกจากธุรกิจยาที่เติบโตดีแล้ว กลุ่มอุปกรณ์การแพทย์ (medical device) ของ J&J ก็มีรายได้เพิ่มขึ้นราว 7.5% ซึ่งเป็นสัญญาณว่าธุรกิจนี้ยังคงแข็งแกร่งและมีความต้องการในตลาดสูง
กลุ่มผลิตภัณฑ์ยาโดยรวมก็รายงานการเติบโตราว 10% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนว่าธุรกิจหลักของบริษัทยังมีการขยายตัวอย่างมั่นคง แม้จะมีแรงกดดันจากสินค้าที่หมดสิทธิบัตรและการแข่งขันด้านราคา
แนวโน้มและคำแนะนำสำหรับปี 2026
J&J ยังได้ออกแนวโน้มสำหรับปีงบประมาณ 2026 โดยบริษัทคาดการณ์ว่า:
- ยอดขายรวมจะเติบโตมากกว่า 6%
- รายได้ทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 100.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- กำไรต่อหุ้น (EPS) ทั้งปีคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 11.53 ดอลลาร์
การคาดการณ์นี้สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ และแสดงถึงความเชื่อมั่นของผู้บริหาร J&J ว่าบริษัทสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง แม้จะมีแรงกดดันจากตลาดยาที่มีการแข่งขันสูงขึ้น
แรงกดดันจากราคายาและนโยบายด้านราคายา
ควรสังเกตว่าบริษัทต้องเผชิญกับแรงกดดันเรื่องราคายา จากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เจรจาให้บริษัทในอุตสาหกรรมยาปรับลดราคาแลกกับการได้รับการยกเว้นจากภาษีนำเข้า ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้รายได้ของ J&J ลดลงหลายร้อยล้านดอลลาร์ในปี 2026
การตอบสนองของตลาดหุ้น
การเปิดเผยผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ J&J ส่งผลให้ราคาหุ้นตอบสนองแตกต่างกัน โดยในบางช่วงราคาหุ้นลงเล็กน้อยในช่วงก่อนเปิดตลาด นั่นเป็นเพราะนักลงทุนให้ความสำคัญกับการเติบโตของสินค้าที่อาจถูกทดแทนและแรงกดดันด้านการแข่งขันจากบริษัทอื่น ๆ ในกลุ่มอุปกรณ์หัวใจและหลอดเลือด เช่น Boston Scientific และ Medtronic
แม้จะมีการปรับตัวของราคาหุ้นในช่วงสั้น ๆ แต่ภาพรวมปี 2025 ของ J&J ถือว่าเป็นปีที่ดี หุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งและให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนสูงสุดในรอบหลายปี
กลยุทธ์ระยะยาวของบริษัท
ภายใต้การนำของ CEO Joaquin Duato, J&J ยังคงให้ความสำคัญกับการเติบโตในกลุ่มยา โดยตั้งเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำด้านการผลิตยารักษามะเร็งระดับโลก ภายในปี 2030 โดยมีเป้าหมายยอดขายยาดังกล่าวมากกว่า 50 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่ยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อรองรับความต้องการในตลาดโลก
#JohnsonAndJohnson #JNJ #EarningsReport #HealthcareIndustry #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น