ตำแหน่งงานว่างในสหรัฐลดลงสู่ระดับต่ำสุดหลังยุคโควิด เศรษฐกิจยังเดินหน้าช้า ตลาดแรงงานส่งสัญญาณเปราะบาง

ตำแหน่งงานว่างในสหรัฐลดลงสู่ระดับต่ำสุดหลังยุคโควิด เศรษฐกิจยังเดินหน้าช้า ตลาดแรงงานส่งสัญญาณเปราะบาง

โดย ADMIN

ตำแหน่งงานว่างในสหรัฐลดลงแรง เศรษฐกิจแทบไม่สร้างงานใหม่ สะท้อนแรงกดดันรอบด้าน

ตลาดแรงงานสหรัฐอเมริกากำลังส่งสัญญาณที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง หลังข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่าจำนวนตำแหน่งงานว่าง (Job Openings) ลดลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19ขณะเดียวกัน การจ้างงานใหม่ของภาคธุรกิจกลับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังอยู่ในภาวะ “ชะลอตัวอย่างระมัดระวัง” (Cautious Slowdown)ท่ามกลางแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยสูง เงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก

ตำแหน่งงานว่างลดลง: สัญญาณสำคัญจากตลาดแรงงาน

ข้อมูลจากรายงาน JOLTS (Job Openings and Labor Turnover Survey)ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของตลาดแรงงานสหรัฐระบุว่าจำนวนตำแหน่งงานว่างในระบบเศรษฐกิจปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องและล่าสุดลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวหลังโควิดสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าบริษัทจำนวนมากเริ่ม ชะลอการรับพนักงานใหม่และเลือกบริหารต้นทุนอย่างรอบคอบมากขึ้น

ในช่วงหลังโควิด ตลาดแรงงานสหรัฐเคยอยู่ในภาวะ “ร้อนแรง” (Tight Labor Market)โดยมีตำแหน่งงานว่างมากกว่าจำนวนผู้ว่างงานอย่างชัดเจนแต่ภาพดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไปเมื่อภาคธุรกิจเริ่มเผชิญต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นจากนโยบายดอกเบี้ยรวมถึงความไม่แน่นอนด้านอุปสงค์ของผู้บริโภค

เศรษฐกิจสหรัฐแทบไม่สร้างงานใหม่

นอกจากจำนวนตำแหน่งงานว่างที่ลดลงแล้วตัวเลขการจ้างงานใหม่ (Hiring) ยังเพิ่มขึ้นในอัตราที่ค่อนข้างจำกัดนักเศรษฐศาสตร์หลายรายมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังสามารถหลีกเลี่ยงภาวะถดถอย (Recession) ได้ในระยะสั้นแต่การเติบโตของตลาดแรงงานกำลัง “อ่อนแรงลงอย่างชัดเจน”

การที่เศรษฐกิจแทบไม่สร้างงานใหม่บ่งชี้ว่าบริษัทต่าง ๆ กำลังเลือกใช้กลยุทธ์ “รอดูสถานการณ์” (Wait-and-See)มากกว่าการขยายการจ้างงานเชิงรุกโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยเช่น เทคโนโลยี อสังหาริมทรัพย์ และการเงิน

ผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยสูง

หนึ่งในปัจจัยหลักที่กดดันตลาดแรงงานคือนโยบายการเงินแบบเข้มงวด (Tight Monetary Policy)ของ Federal Reserve หรือ Fedซึ่งคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเป็นระยะเวลานานเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

แม้นโยบายดังกล่าวจะช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการแต่ในอีกด้านหนึ่งก็ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นหลายบริษัทจึงเลือกชะลอการลงทุนรวมถึงลดแผนการรับพนักงานใหม่เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน

ดอกเบี้ยสูงกับการตัดสินใจของภาคธุรกิจ

สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs)ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญหลายบริษัทต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้ที่เพิ่มขึ้นทำให้ไม่สามารถขยายทีมงานได้เหมือนในช่วงก่อนหน้า

ในขณะที่บริษัทขนาดใหญ่แม้จะมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่าแต่ก็ยังเลือกบริหารความเสี่ยงด้วยการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านแรงงานเพื่อตอบสนองต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

แรงงานเริ่มมีอำนาจต่อรองลดลง

ในช่วงที่ตลาดแรงงานตึงตัวแรงงานมีอำนาจต่อรองสูงสามารถเรียกร้องค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นหรือเลือกเปลี่ยนงานได้ง่ายแต่เมื่อจำนวนตำแหน่งงานว่างลดลงสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป

ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าอัตราการลาออก (Quits Rate)ซึ่งสะท้อนความมั่นใจของแรงงานในการหางานใหม่เริ่มปรับตัวลดลงหมายความว่าพนักงานจำนวนมากเลือกที่จะอยู่กับนายจ้างเดิมมากกว่าการเสี่ยงเปลี่ยนงานในช่วงเศรษฐกิจไม่แน่นอน

ค่าจ้างยังเพิ่ม แต่ช้าลง

แม้ว่าค่าจ้างเฉลี่ยในสหรัฐยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นแต่ความเร็วในการปรับขึ้นเริ่มชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงที่ตลาดแรงงานร้อนแรงนักวิเคราะห์มองว่านี่คือสัญญาณที่ Fed ต้องการเห็นเพราะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อด้านค่าจ้าง

อย่างไรก็ตาม สำหรับแรงงานการที่ค่าจ้างเพิ่มขึ้นช้าลงขณะที่ค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูงอาจทำให้กำลังซื้อของครัวเรือนถูกบีบและส่งผลต่อการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในระยะถัดไป

นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งเตือนว่าหากตลาดแรงงานชะลอตัวมากเกินไปอาจกลายเป็นแรงฉุดเศรษฐกิจในระยะถัดไปเนื่องจากการจ้างงานและรายได้ของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญของการบริโภคภายในประเทศ

ในทางกลับกันบางฝ่ายมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันคือ“การชะลอตัวอย่างมีการควบคุม” (Soft Landing)ซึ่งช่วยให้เศรษฐกิจเย็นลงโดยไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง

Soft Landing ยังเป็นไปได้หรือไม่

คำถามสำคัญคือFed จะสามารถรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการรักษาเสถียรภาพตลาดแรงงานได้หรือไม่หากอัตราดอกเบี้ยยังคงสูงเป็นเวลานานเกินไปความเสี่ยงต่อการจ้างงานอาจเพิ่มขึ้น

ในขณะที่การลดดอกเบี้ยเร็วเกินไปอาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาร้อนแรงอีกครั้งนี่จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับผู้กำหนดนโยบายการเงิน

มุมมองของภาคธุรกิจและนักลงทุน

ภาคธุรกิจส่วนใหญ่เริ่มปรับกลยุทธ์จากการเติบโตอย่างรวดเร็วไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนเน้นประสิทธิภาพ (Efficiency)มากกว่าการขยายตัวด้านจำนวนพนักงาน

ด้านนักลงทุนข้อมูลตลาดแรงงานที่ชะลอตัวถูกนำไปประเมินแนวโน้มนโยบายดอกเบี้ยในอนาคตหากตลาดแรงงานอ่อนแรงมากขึ้นโอกาสที่ Fed จะเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินก็อาจเพิ่มขึ้น

สรุปภาพรวมตลาดแรงงานสหรัฐ

การลดลงของตำแหน่งงานว่างสู่ระดับต่ำสุดหลังโควิดและการสร้างงานใหม่ที่จำกัดสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อและการรักษาความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน

แม้สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตแต่สัญญาณที่ปรากฏชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจไม่สามารถพึ่งพาตลาดแรงงานในฐานะเครื่องยนต์หลักของการเติบโตได้เหมือนที่ผ่านมาในระยะสั้นถึงระยะกลาง

นักลงทุน แรงงาน และผู้กำหนดนโยบายจึงต้องติดตามข้อมูลเศรษฐกิจและตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิดเพราะทิศทางในช่วงต่อจากนี้จะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกโดยรวม

#SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง

ตำแหน่งงานว่างในสหรัฐลดลงสู่ระดับต่ำสุดหลังยุคโควิด เศรษฐกิจยังเดินหน้าช้า ตลาดแรงงานส่งสัญญาณเปราะบาง | SlimScan