พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGBs) ร่วงแรง รับแรงกดดันเงินเฟ้อ-กังวลฐานะการคลัง นักลงทุนจับตา BOJ ขึ้นดอกเบี้ย

พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGBs) ร่วงแรง รับแรงกดดันเงินเฟ้อ-กังวลฐานะการคลัง นักลงทุนจับตา BOJ ขึ้นดอกเบี้ย

โดย ADMIN

ตลาด JGBs สั่นคลอน หลังแรงกดดันเงินเฟ้อและความเสี่ยงการคลังกลับมาเด่นชัด

ตลาดพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น หรือ Japanese Government Bonds (JGBs) กลับมาเผชิญแรงขายอย่างมีนัยสำคัญอีกครั้ง หลังนักลงทุนเริ่มประเมินใหม่ว่าญี่ปุ่นอาจกำลังเข้าสู่ช่วงที่ เงินเฟ้อฝังลึกมากขึ้น ขณะที่ภาครัฐยังมีภาระการคลังสูงและมีแนวโน้มใช้มาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมในระยะข้างหน้า ส่งผลให้ราคาพันธบัตรปรับลดลง และอัตราผลตอบแทน หรือ yield ขยับขึ้นในหลายช่วงอายุ โดยเฉพาะฝั่ง long-term และ super-long bonds ที่อ่อนไหวต่อทั้งแนวโน้มดอกเบี้ยและความเชื่อมั่นต่อฐานะการคลังของประเทศมากเป็นพิเศษ

แรงขายใน JGBs สะท้อนอะไร

ในตลาดตราสารหนี้ ราคาพันธบัตรกับอัตราผลตอบแทนจะเคลื่อนไหวสวนทางกัน เมื่อมีแรงขายมากขึ้น ราคาพันธบัตรจะลดลง และ yield จะปรับสูงขึ้น ภาพที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นรอบนี้จึงไม่ใช่แค่การแกว่งตัวตามภาวะตลาดทั่วไป แต่สะท้อนว่า นักลงทุนเริ่มต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่อาจยืดเยื้อ ความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย และความกังวลว่ารัฐบาลอาจต้องกู้เพิ่มเพื่อรองรับการใช้จ่ายหรือมาตรการช่วยเหลือเศรษฐกิจในอนาคต

แม้ญี่ปุ่นเคยถูกมองว่าเป็นประเทศที่เผชิญเงินเฟ้อต่ำมาเป็นเวลานาน แต่บริบทในช่วงหลังเปลี่ยนไปมาก ราคาสินค้าและค่าครองชีพทยอยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับค่าเงินเยนที่อ่อน ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น โดยเฉพาะพลังงานและวัตถุดิบ เมื่อแรงกดดันด้านราคายังไม่หายไป นักลงทุนจึงมองว่า JGBs ที่ให้ผลตอบแทนต่ำแบบเดิมอาจไม่ดึงดูดเพียงพออีกต่อไป และนั่นทำให้ตลาดเริ่ม reprice สินทรัพย์ครั้งใหม่อย่างจริงจัง

เงินเฟ้อญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องชั่วคราวอีกต่อไป

หนึ่งในปัจจัยหลักที่กดดันตลาดพันธบัตรคือความกังวลว่าเงินเฟ้อในญี่ปุ่นอาจไม่ได้เป็นเพียงแรงกระเพื่อมระยะสั้นอีกแล้ว ข้อมูลที่ Reuters รายงานก่อนหน้านี้ระบุว่าเงินเฟ้อพื้นฐานของญี่ปุ่นยังอยู่ในระดับที่สร้างแรงกดดันต่อธนาคารกลาง ขณะที่เจ้าหน้าที่ BOJ เองก็ส่งสัญญาณจับตาความเสี่ยงด้านราคาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นและผลกระทบจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า

ประเด็นสำคัญคือ เมื่อนักลงทุนเริ่มเชื่อว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระบบเศรษฐกิจนานขึ้น พวกเขาย่อมต้องการผลตอบแทนจากพันธบัตรมากขึ้นตามไปด้วย เพราะถ้าถือพันธบัตรที่ให้ดอกเบี้ยต่ำในภาวะที่ราคาสินค้าสูงขึ้นต่อเนื่อง มูลค่าที่แท้จริงของผลตอบแทนจะลดลงทันที นี่คือเหตุผลว่าทำไมแม้แต่ตลาดตราสารหนี้ของญี่ปุ่น ซึ่งเคยมีเสถียรภาพสูงมาก ก็ยังเริ่มเห็นแรงกดดันอย่างชัดเจนในช่วงนี้

BOJ ถูกกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น

อีกประเด็นที่ทำให้ตลาด JGBs อ่อนตัว คือการคาดการณ์ว่า Bank of Japan (BOJ) อาจต้องเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วหรือแรงกว่าที่เคยประเมินไว้ ผู้ว่าการ BOJ อย่าง Kazuo Ueda ส่งสัญญาณชัดว่าค่าเงินและผลกระทบต่อเงินเฟ้อเป็นปัจจัยที่ธนาคารกลางต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะที่สรุปการประชุม BOJ ในเดือนมีนาคมสะท้อนว่ากรรมการบางส่วนเริ่มพูดถึงความจำเป็นของการขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง หรือแม้แต่เร็วขึ้น หากแรงกดดันเงินเฟ้อไม่ลดลง

สำหรับตลาดพันธบัตร นี่เป็นข่าวที่กดดันโดยตรง เพราะเมื่อดอกเบี้ยระยะสั้นมีแนวโน้มปรับขึ้น พันธบัตรที่ออกมาก่อนหน้านี้ด้วยคูปองต่ำก็จะดูน่าสนใจน้อยลงทันที โดยเฉพาะพันธบัตรอายุยาวที่มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยสูง นักลงทุนจึงมักลดการถือครองก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการขาดทุนจากราคาที่อาจปรับลงต่อไปหาก BOJ ขยับนโยบายจริงจังมากขึ้นในเดือนต่อ ๆ ไป

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของญี่ปุ่น

ในเชิงประวัติศาสตร์ ญี่ปุ่นเคยใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายมากเป็นพิเศษมานานหลายปี ทั้งดอกเบี้ยต่ำมากและการซื้อพันธบัตรขนาดใหญ่ของ BOJ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสู้กับภาวะเงินฝืด แต่หลัง BOJ ยุติมาตรการผ่อนคลายขนาดใหญ่ในปี 2024 และมีการขึ้นดอกเบี้ยต่อมา ตลาดก็เริ่มต้องปรับตัวเข้าสู่โลกใหม่ที่ญี่ปุ่นไม่ได้เป็นประเทศดอกเบี้ยต่ำแบบสุดขั้วเหมือนเดิมอีกแล้ว การเปลี่ยนผ่านนี้เองทำให้ความผันผวนใน JGBs ดูรุนแรงขึ้นกว่าที่นักลงทุนจำนวนมากคุ้นเคย

ความกังวลด้านการคลังคืออีกแรงกดดันสำคัญ

นอกจากเรื่องเงินเฟ้อแล้ว ตลาดยังจับตาเรื่อง fiscal concerns หรือความกังวลต่อฐานะการคลังของญี่ปุ่นอย่างมาก ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศพัฒนาแล้วที่มีภาระหนี้สาธารณะสูงมากอยู่แล้ว และเมื่อมีสัญญาณว่ารัฐบาลอาจต้องใช้งบประมาณมากขึ้น ทั้งเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ รับมือค่าครองชีพ และผลักดันมาตรการลงทุน ความกังวลจึงยิ่งขยายตัว เพราะท้ายที่สุด การใช้จ่ายที่มากขึ้นย่อมแปลว่าอาจมีการออกพันธบัตรเพิ่มเพื่อหาเงินมาสนับสนุนงบประมาณ

นักลงทุนมักไม่กังวลแค่เรื่อง “หนี้สูง” เพียงอย่างเดียว แต่กังวลว่าในอนาคตตลาดจะต้องดูดซับอุปทานพันธบัตรใหม่จำนวนมากแค่ไหน หากรัฐบาลออกพันธบัตรมากขึ้นในช่วงที่ BOJ ไม่ได้อัดฉีดสภาพคล่องแบบเดิม และนักลงทุนเองก็ต้องการผลตอบแทนสูงขึ้น ภาวะนี้อาจทำให้ yield ของพันธบัตรระยะยาวและระยะยาวมากยิ่งดีดขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม โดยเฉพาะในช่วงที่ความเชื่อมั่นเปราะบางอยู่แล้ว

สัญญาณเตือนจากสถาบันจัดอันดับ

ความกังวลเรื่องการคลังของญี่ปุ่นไม่ได้มีเฉพาะในหมู่นักลงทุนรายวันเท่านั้น เพราะ S&P Global Ratings ระบุว่า แม้จะยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของญี่ปุ่นไว้ที่ A+/A-1 แต่ก็เตือนชัดว่าหากค่าเงินเยนอ่อนลงมากกว่านี้ และการเติบโตทางเศรษฐกิจอ่อนแอกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง อันดับเครดิตของญี่ปุ่นก็อาจถูกกดดันได้เช่นกัน อีกทั้ง S&P ยังชี้ว่าการขาดดุลงบประมาณของญี่ปุ่นมีแนวโน้มขยายตัวในช่วงสองปีข้างหน้า จากการใช้จ่ายด้านการลงทุนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สูงขึ้น

แม้คำเตือนลักษณะนี้ยังไม่ใช่การปรับลดอันดับเครดิตในทันที แต่ในมุมตลาด มันทำหน้าที่เหมือนเสียงเตือนว่าเรื่องการคลังของญี่ปุ่นกำลังกลับมาเป็นประเด็นหลักอีกครั้ง และเมื่อความกังวลด้านเครดิตเชื่อมโยงเข้ากับเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่อาจสูงขึ้น ผลที่ออกมาคือแรงขายในพันธบัตรมักรุนแรงกว่าปกติ เพราะความเสี่ยงทั้งหลายไปในทิศทางเดียวกันหมด

ค่าเงินเยนอ่อน ยิ่งซ้ำเติมตลาดพันธบัตร

อีกชิ้นส่วนสำคัญของภาพนี้คือการอ่อนค่าของเงินเยน ซึ่งเป็นปัจจัยที่เชื่อมโยงทั้งกับเงินเฟ้อ การดำเนินนโยบายการเงิน และความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์ญี่ปุ่น Reuters รายงานว่าเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นเพิ่มระดับคำเตือนเรื่องการแทรกแซงค่าเงิน หลังเยนอ่อนผ่านระดับสำคัญใกล้ 160 เยนต่อดอลลาร์ ความอ่อนค่าดังกล่าวทำให้ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น โดยเฉพาะพลังงาน ส่งผลให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อยิ่งฝังตัวมากขึ้น และผลักให้ตลาดมองว่า BOJ อาจจำเป็นต้องตอบสนองเร็วกว่าคาด

สำหรับตลาด JGBs ค่าเงินเยนที่อ่อนมีผลทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญ เพราะมันทำให้ต้นทุนการครองชีพสูงขึ้น กระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค และเร่งให้ภาครัฐกับธนาคารกลางต้องตัดสินใจยากขึ้น หาก BOJ ปล่อยให้เงินเยนอ่อนต่อ ก็เสี่ยงให้เงินเฟ้อเร่งตัว แต่ถ้าขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไป ก็อาจกดเศรษฐกิจให้ชะลอลง สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ตลาดพันธบัตรอยู่ในภาวะเปราะบาง เพราะไม่มีทางเลือกไหนที่ “สบาย” จริง ๆ สำหรับผู้กำหนดนโยบาย

ตลาดเริ่มพูดถึงความเสี่ยง stagflation

หนึ่งในคำที่กลับมาได้ยินบ่อยขึ้นคือ stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอ แต่ราคาสินค้ายังเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ยากที่สุดแบบหนึ่งสำหรับธนาคารกลาง เพราะการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกดเงินเฟ้ออาจยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจ ขณะที่การคงดอกเบี้ยต่ำเพื่อพยุงเศรษฐกิจก็อาจยิ่งทำให้เงินเฟ้อร้อนแรงขึ้น Reuters ระบุว่า ในการประชุม BOJ มีกรรมการบางรายเตือนถึงความเสี่ยงนี้ โดยเฉพาะจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและผลกระทบจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า

หากนักลงทุนเชื่อว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังเข้าใกล้ภาวะดังกล่าวจริง ตลาดพันธบัตรก็ยิ่งตอบสนองในทางลบได้ เพราะแม้เศรษฐกิจไม่สดใส แต่เงินเฟ้อที่ยังสูงจะทำให้การถือครองตราสารหนี้ระยะยาวมีความเสี่ยงมากขึ้น และเมื่อตลาดไม่มั่นใจว่าธนาคารกลางจะควบคุมสถานการณ์ได้อย่างราบรื่น ราคาพันธบัตรก็มีแนวโน้มถูกกดดันต่อเนื่อง

ทำไมพันธบัตรอายุยาวจึงถูกขายหนักเป็นพิเศษ

พันธบัตรอายุยาวและ super-long JGBs มักเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบชัดที่สุดในช่วงที่ตลาดกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการคลังพร้อมกัน เพราะตราสารเหล่านี้สะท้อนมุมมองระยะยาวของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจ ดอกเบี้ย และเสถียรภาพทางการคลังได้มากกว่าพันธบัตรอายุสั้น หากนักลงทุนรู้สึกว่าในอีกหลายปีข้างหน้า ญี่ปุ่นอาจเผชิญทั้งดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายรัฐที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนเงินเฟ้อที่ไม่ลดลงเร็ว พวกเขาย่อมเรียกร้อง yield สูงขึ้นกับพันธบัตรช่วงอายุยาวทันที

รายงานของ Reuters ในปี 2025 เคยสะท้อนภาพคล้ายกันว่า พันธบัตรอายุ 20 ปี 30 ปี และ 40 ปีของญี่ปุ่นถูกกดดันจากทั้งความกังวลด้านการคลังและเงินเฟ้อ รวมถึงความไม่มั่นใจว่าตลาดจะดูดซับอุปทานหนี้ใหม่ได้มากน้อยเพียงใด ข้อมูลดังกล่าวช่วยตอกย้ำว่าแรงขายที่กำลังเกิดขึ้นใน JGBs ไม่ได้เป็นเหตุการณ์โดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่ตลาดเริ่มให้ความสำคัญกับ “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ของญี่ปุ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ

ผลกระทบต่อรัฐบาลญี่ปุ่นและต้นทุนการกู้ยืม

เมื่อ yield ของ JGBs ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องเทรด แต่จะส่งผ่านไปถึงต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐในระยะยาวด้วย แม้ญี่ปุ่นยังมีฐานนักลงทุนภายในประเทศขนาดใหญ่และระบบการเงินที่แข็งแรง แต่ถ้าแนวโน้มผลตอบแทนสูงขึ้นต่อเนื่อง รัฐบาลก็อาจต้องเผชิญภาระดอกเบี้ยที่มากขึ้นเมื่อต้องออกหนี้ใหม่หรือ rollover หนี้เดิม นี่คือเหตุผลว่าทำไมตลาดพันธบัตรจึงเป็นมากกว่าตลาดการเงินทั่วไป เพราะมันสะท้อนต้นทุนการบริหารประเทศโดยตรง

ในระยะสั้น ภาครัฐอาจยังรับมือได้ แต่ในระยะกลางและระยะยาว หากการขาดดุลงบประมาณขยายตัวพร้อมกับ yield ที่สูงขึ้น แรงกดดันต่อการคลังก็จะยิ่งเพิ่ม นักลงทุนจึงจับตาว่าญี่ปุ่นจะเลือกเส้นทางใดระหว่างการคุมงบประมาณให้เข้มขึ้น การออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนต่อ หรือการยอมรับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นเพื่อประคองเศรษฐกิจเอาไว้

ผลกระทบต่อภาคธนาคาร สถาบันการเงิน และผู้ลงทุน

ความผันผวนของ JGBs ยังมีนัยต่อธนาคาร บริษัทประกัน กองทุนบำเหน็จบำนาญ และสถาบันการเงินจำนวนมากในญี่ปุ่น เพราะองค์กรเหล่านี้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลเป็นสัดส่วนสำคัญในพอร์ต เมื่อราคาพันธบัตรลดลง มูลค่าพอร์ตย่อมได้รับผลกระทบ แม้บางรายจะถือจนครบอายุและไม่ต้องรับรู้ผลขาดทุนในทันที แต่ความผันผวนที่มากขึ้นก็ส่งผลต่อการบริหารความเสี่ยง สภาพคล่อง และกลยุทธ์การลงทุนอยู่ดี

ในอีกด้านหนึ่ง yield ที่สูงขึ้นก็อาจเป็นข่าวดีสำหรับนักลงทุนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มองหาโอกาสเข้าซื้อพันธบัตรญี่ปุ่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าในอดีตมาก แต่คำถามคือ yield ที่สูงขึ้นนี้เพียงพอจะชดเชยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและนโยบายหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้ตลาดยังไม่กล้าเข้าสะสมอย่างเต็มตัวในช่วงนี้

ปัจจัยภายนอกโลกก็มีส่วนกดดัน

แม้ข่าวนี้จะโฟกัสที่ปัจจัยในญี่ปุ่น แต่บรรยากาศตลาดโลกก็มีส่วนหนุนแรงขายเช่นกัน Reuters รายงานว่าตลาดพันธบัตรทั่วโลกเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเงินเฟ้อที่เกี่ยวข้องกับราคาพลังงานและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ bond yields ในหลายประเทศขยับสูงขึ้นพร้อมกัน เมื่อภาพใหญ่ของโลกเปลี่ยนเป็น “ดอกเบี้ยอาจอยู่สูงนานกว่าเดิม” ตลาด JGBs ก็ยิ่งถูกดึงเข้าสู่แรงกดดันเดียวกันง่ายขึ้น

ดังนั้น การอ่อนตัวของ JGBs จึงไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นการชนกันของหลายเรื่องพร้อมกัน ตั้งแต่เงินเฟ้อในประเทศ ค่าเงินเยน ฐานะการคลัง นโยบาย BOJ ไปจนถึงบรรยากาศตลาดโลกที่ไม่เป็นมิตรกับตราสารหนี้เท่าไรนัก ภาวะแบบนี้ทำให้ผู้เล่นในตลาดเลือกถือเงินสดมากขึ้น หรืออย่างน้อยก็เรียกร้องผลตอบแทนที่สูงกว่าเดิมก่อนจะยอมกลับเข้าซื้อพันธบัตรญี่ปุ่นอีกครั้ง

สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาต่อจากนี้

1. ทิศทางเงินเฟ้อและราคาพลังงาน

ถ้าเงินเฟ้อพื้นฐานของญี่ปุ่นยังยืนสูง หรือราคาพลังงานปรับขึ้นต่อ ความเชื่อเรื่องดอกเบี้ยขาขึ้นจะยิ่งแข็งแรง และเป็นลบต่อ JGBs ต่อไป

2. การประชุมและถ้อยแถลงของ BOJ

ทุกถ้อยคำจากผู้ว่าการ Ueda และกรรมการ BOJ จะถูกตลาดตีความอย่างละเอียด โดยเฉพาะสัญญาณเกี่ยวกับจังหวะและความเร็วของการขึ้นดอกเบี้ย

3. นโยบายการคลังของรัฐบาล

หากมีสัญญาณใช้งบประมาณเพิ่มเติม หรือนโยบายที่ทำให้การออกพันธบัตรเพิ่มขึ้น ตลาดฝั่งยาวอาจกลับมาอ่อนตัวได้อีก

4. ค่าเงินเยน

หากเยนอ่อนค่าต่อ ความเสี่ยงเงินเฟ้อนำเข้าจะชัดขึ้น และอาจบีบให้ BOJ ต้องเข้มงวดมากขึ้นกว่าที่ตลาดเคยคิดไว้

สรุปภาพใหญ่ของข่าวนี้

การร่วงลงของ JGBs ในรอบนี้เป็นสัญญาณสำคัญว่าตลาดการเงินกำลังมองญี่ปุ่นด้วยสายตาใหม่ ญี่ปุ่นไม่ใช่ประเทศที่สามารถพึ่งพาดอกเบี้ยต่ำและเงินเฟ้อต่ำแบบเดิมได้อย่างสบายอีกต่อไป ความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อเริ่มจริงจังขึ้น นโยบายการเงินของ BOJ กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยน และความกังวลด้านการคลังกลับมาเป็นประเด็นที่นักลงทุนต้องคิดเผื่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พูดง่าย ๆ คือ ตลาดกำลังถามคำถามใหญ่สามข้อพร้อมกันว่า เงินเฟ้อจะอยู่สูงนานแค่ไหน, BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยเร็วเพียงใด, และรัฐบาลญี่ปุ่นจะรับมือกับภาระการคลังที่หนักอยู่แล้วอย่างไร ตราบใดที่คำตอบของทั้งสามข้อยังไม่ชัดเจน JGBs ก็มีโอกาสเผชิญความผันผวนต่อไป และตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นอาจกลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิสำคัญที่สุดของเอเชียในช่วงนี้อย่างแท้จริง

#JGBs #พันธบัตรญี่ปุ่น #BOJ #เงินเฟ้อญี่ปุ่น #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง