
Ingevity โชว์กำไรปรับปรุง Q1 2026 ดีกว่าคาด รายได้โต 4% พร้อมเดินหน้าขายสินทรัพย์และซื้อหุ้นคืน
Ingevity รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2026 รายได้โตต่อเนื่อง แม้เผชิญต้นทุนและความผันผวนเศรษฐกิจ
Ingevity Corporation (NYSE: NGVT) รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2026 โดยมีรายได้สุทธิ 258.0 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน ขณะที่กำไรต่อหุ้นแบบปรับปรุงอยู่ที่ 1.15 ดอลลาร์ สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ ตามข้อมูลจาก Seeking Alpha และประกาศบริษัท
ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัทมีกำไรสุทธิจากธุรกิจต่อเนื่อง 23.4 ล้านดอลลาร์ หรือ 0.65 ดอลลาร์ต่อหุ้น ลดลงจาก 29.1 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายพิเศษก่อนภาษี 22.7 ล้านดอลลาร์ รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการยุติคดี BASF จำนวน 16.2 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม หากตัดรายการพิเศษออก กำไรปรับปรุงจากธุรกิจต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเป็น 41.4 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.15 ดอลลาร์ต่อหุ้น เทียบกับ 37.0 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.01 ดอลลาร์ต่อหุ้นในปีก่อน สะท้อนว่าธุรกิจหลักยังมีแรงหนุนจากราคาและปริมาณขายบางส่วน
Adjusted EBITDA ทรงตัว แต่ Margin อ่อนลงเล็กน้อย
Adjusted EBITDA จากธุรกิจต่อเนื่องอยู่ที่ 91.5 ล้านดอลลาร์ ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 91.3 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Adjusted EBITDA Margin อยู่ที่ 35.5% ลดลงจาก 36.8% ในปีก่อน เนื่องจากผลการดำเนินงานของธุรกิจ Road Markings อ่อนตัว และ Advanced Polymer Technologies ใช้กำลังการผลิตต่ำลง
Performance Materials ยังเป็นตัวหลักของการเติบโต
กลุ่ม Performance Materials ทำรายได้ 155.4 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 6% โดยได้แรงหนุนจากการปรับราคา mix ของสินค้า และความต้องการที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ hybrid ที่ยังแข็งแรง Segment EBITDA เพิ่มขึ้น 10% เป็น 92.0 ล้านดอลลาร์ และ margin ดีขึ้นเป็น 59.2%
Performance Chemicals ยังถูกกดดัน
กลุ่ม Performance Chemicals มีรายได้ 58.3 ล้านดอลลาร์ ใกล้เคียงปีก่อน แต่ EBITDA ลดลงเหลือเพียง 0.6 ล้านดอลลาร์ จากแรงกดดันในธุรกิจ Road Markings ซึ่งเจอการแข่งขันสูงและปริมาณขายลดลง บริษัทได้ขายธุรกิจ Road Markings หรือ Ozark Materials แล้วเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2026 ได้เงินสุทธิประมาณ 65 ล้านดอลลาร์
Advanced Polymer Technologies รายได้โต แต่กำไรลด
กลุ่ม Advanced Polymer Technologies มีรายได้ 44.3 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5% จากผลบวกของ foreign exchange และปริมาณขายที่สูงขึ้น แต่ EBITDA ลดลงเหลือ 7.6 ล้านดอลลาร์ จาก 13.6 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน เพราะฐานเปรียบเทียบเดิมมีการ build inventory ก่อนหยุดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่
ขายสินทรัพย์และซื้อหุ้นคืน
Ingevity ขายสินทรัพย์โรงกลั่น North Charleston และธุรกิจ Industrial Specialties ส่วนใหญ่เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2026 มูลค่าประมาณ 93 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ยังซื้อหุ้นคืน 52 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสแรก และยังมีวงเงินซื้อหุ้นคืนเหลือราว 246 ล้านดอลลาร์
กระแสเงินสดติดลบตามฤดูกาล
Operating cash flow ในไตรมาสแรกติดลบ 2.0 ล้านดอลลาร์ และ free cash flow ติดลบ 12.3 ล้านดอลลาร์ ซึ่งบริษัทอธิบายว่าเป็นผลจาก seasonality ของธุรกิจ Pavement Technologies และการสะสม inventory ใน Performance Materials ก่อนการหยุดเดินเครื่องตามแผนในไตรมาส 2
แนวโน้มทั้งปี 2026 ยังไม่เปลี่ยน
บริษัทคง guidance ปี 2026 โดยคาดรายได้ทั้งปีที่ 1.05-1.15 พันล้านดอลลาร์, Adjusted EBITDA ที่ 370-395 ล้านดอลลาร์ และ Adjusted EPS ที่ 4.70-5.20 ดอลลาร์ พร้อมคาด free cash flow ที่ 215-245 ล้านดอลลาร์ ไม่รวมเงินชำระ settlement ก่อนภาษีให้ BASF จำนวน 113.2 ล้านดอลลาร์
มุมมองต่อธุรกิจ
โดยรวมแล้ว ผลประกอบการไตรมาสนี้สะท้อนภาพของบริษัทที่กำลังปรับ portfolio ให้กระชับขึ้น ขายธุรกิจที่ไม่ใช่แกนหลัก และเน้นธุรกิจที่มี margin สูงกว่า แม้รายงาน GAAP profit จะถูกกดดันจากรายการพิเศษ แต่ตัวเลข adjusted earnings และการคง guidance ทำให้นักลงทุนเห็นสัญญาณว่าธุรกิจหลักยังคงประคองตัวได้ดี
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป คือความสามารถในการรักษา margin ของ Performance Materials, การลด leverage ให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย 2.0-2.5 เท่า และการใช้ free cash flow เพื่อคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นในช่วงที่เหลือของปี 2026
#Ingevity #NGVT #หุ้นสหรัฐ #ผลประกอบการ #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น