HSBC ยังน่า “ถือรอ” หลังประกาศผลประกอบการปี 2025: กำไรลดแต่ดีกว่าคาด แผนปรับทัพ-ปันผลยังเดินหน้า

HSBC ยังน่า “ถือรอ” หลังประกาศผลประกอบการปี 2025: กำไรลดแต่ดีกว่าคาด แผนปรับทัพ-ปันผลยังเดินหน้า

โดย ADMIN
หุ้นที่เกี่ยวข้อง:HSBC

HSBC ยังน่า “ถือรอ” หลังประกาศผลประกอบการปี 2025

ผลประกอบการปี 2025 ของ HSBC Holdings ออกมาในโทน “ผสม” คือภาพรวมยังดูแข็งแรงในหลายมิติ แต่ก็มีแรงกดดันจาก รายการพิเศษ (notable items) และค่าใช้จ่ายครั้งเดียวจำนวนมาก ทำให้กำไรก่อนภาษีแบบรายงาน (reported) ลดลงเมื่อเทียบปีก่อน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขหลายส่วน “ดีกว่าที่ตลาดคาด” และช่วยพยุงความเชื่อมั่นนักลงทุนได้พอสมควร

ในมุมของนักวิเคราะห์สาย value/Dividend บางราย แนวโน้มแบบนี้มักแปลว่า “ยังไม่ถึงขั้นต้องรีบซื้อเพิ่ม” แต่ก็ “ยังไม่ใช่สัญญาณให้เทขาย” เพราะพื้นฐานธนาคารยังมีเสถียรภาพ และกำลังอยู่ในช่วงปรับโครงสร้างครั้งใหญ่เพื่อเน้นธุรกิจที่ทำเงินได้ดี โดยเฉพาะฝั่งเอเชียและธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth).

สรุปตัวเลขสำคัญปี 2025: รายได้โต แต่กำไรแบบรายงานลดลง

จากการเปิดเผยผลประกอบการประจำปี 2025 ของ HSBC รายได้รวม (revenue) อยู่ที่ราว 68.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 4% จากปีก่อน โดยแรงหนุนสำคัญมาจากรายได้ค่าธรรมเนียมและรายได้อื่น ๆ ในกลุ่ม Wealth (เช่น Investment Distribution, Insurance) รวมถึงธุรกิจ Wholesale Transaction Banking และรายได้จาก FX ในฝั่ง CIB (Corporate & Investment Banking).

แต่ถ้ามองกำไรก่อนภาษีแบบรายงาน (reported profit before tax) จะเห็นว่าลดลงมาอยู่แถว ๆ 29.9 พันล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุหลักมาจากผลกระทบจากรายการพิเศษ (notable items) และค่าใช้จ่ายครั้งเดียว ซึ่งดึงกำไรลง แม้ภาพรวมการดำเนินงานหลายส่วนยังไปต่อได้ดี และสุดท้าย “ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์บางกลุ่มประเมินไว้”

ทำไม “รายได้โต แต่กำไรลด”? ประเด็นอยู่ที่รายการพิเศษและค่าใช้จ่ายครั้งเดียว

ถ้าพูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือปี 2025 ของ HSBC ไม่ได้แย่ที่ธุรกิจหลัก “ขายของไม่ได้” แต่หนักที่ ต้นทุนและรายการพิเศษ ที่เกิดขึ้นในปีเดียวกัน เช่น ค่าใช้จ่าย/สำรองที่เกี่ยวกับคดีความ การปรับโครงสร้าง การด้อยค่า (impairment) ในบางสินทรัพย์ และผลกระทบจากการขาย/ยุติธุรกิจบางส่วน ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ตัวเลขกำไรแบบรายงานดูอ่อนแรงกว่าความเป็นจริงของ “กำไรจากการดำเนินงานปกติ”

ภาพใหญ่ของกลยุทธ์: HSBC กำลัง “ลดความซับซ้อน” และเน้นจุดแข็งในเอเชีย

จุดที่ตลาดให้ความสนใจมาก ไม่ใช่แค่ตัวเลขปีเดียว แต่คือ “ทิศทาง” หลังการปรับทัพของธนาคาร ภายใต้การนำของ CEO Georges Elhedery (เข้ามารับบทนำช่วงปลายปี 2024) ธนาคารพยายามทำให้โครงสร้างองค์กรเรียบง่ายขึ้น ลดส่วนที่ไม่คุ้มทุน และโฟกัสธุรกิจที่ทำเงินได้ดี โดยเฉพาะฐานลูกค้าในเอเชียและฮ่องกง รวมถึงบริการ Wealth ที่มีโอกาสเติบโตระยะยาว

Cost saving และการปรับโครงสร้าง: ทำเร็วขึ้นเพื่อ “ยกเครื่อง” ให้จบ

สื่อหลายแห่งรายงานว่า HSBC เดินหน้าลดต้นทุนอย่างจริงจัง ตั้งเป้าประหยัดต้นทุนระดับพันล้านดอลลาร์ และพยายามทำให้แผนคืบหน้าเร็วกว่ากำหนด นอกจากนี้ยังมีการปรับพอร์ตธุรกิจ ลดบทบาทบางส่วนของ investment banking และปรับทีมผู้บริหาร/โครงสร้างงาน เพื่อให้การตัดสินใจเร็วขึ้น และลด “ค่าใช้จ่ายแฝง” ที่เกิดจากองค์กรใหญ่เกินจำเป็น

Wealth และค่าธรรมเนียม: จุดแข็งที่ช่วยพยุงรายได้

สำหรับธนาคารระดับโลกในยุคดอกเบี้ยเริ่มนิ่ง ความท้าทายคือ net interest income อาจไม่โตแรงเหมือนช่วงดอกเบี้ยขึ้น ดังนั้น “รายได้ค่าธรรมเนียม” และ “รายได้จากบริการ” อย่าง Wealth/Insurance จึงยิ่งสำคัญ ซึ่งปี 2025 HSBC มีสัญญาณบวกจากรายได้กลุ่ม Wealth และการขายผลิตภัณฑ์ลงทุน/ประกันที่ช่วยเติมรายได้โดยรวม

ถ้ามองเชิงคุณภาพ รายได้ค่าธรรมเนียมจาก Wealth มีลักษณะ “เหนียว” กว่ารายได้ดอกเบี้ยในบางช่วง เพราะผูกกับฐานลูกค้าและสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) เมื่อแบรนด์แข็งและมีฐานลูกค้า affluent/upper affluent มาก โอกาส cross-sell ก็สูง นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม HSBC ถึงย้ำภาพ “เอเชีย + Wealth” ซ้ำ ๆ ในการสื่อสารกับตลาด

เงินปันผล/การคืนเงินผู้ถือหุ้น: ยังสำคัญ แต่ต้องดูความต่อเนื่อง

นักลงทุนจำนวนมากถือ HSBC เพราะมองเป็นหุ้น “กระแสเงินสด” จากเงินปันผล (dividend) แต่หลังการประกาศผลประกอบการ 2025 ตลาดเริ่มถกกันมากขึ้นว่า “ความน่าดึงดูดด้าน income ยังเท่าเดิมไหม” เพราะอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (dividend yield) อาจไม่ได้โดดเด่นเท่าช่วงก่อน หากราคาหุ้นปรับขึ้นมาแรงและ/หรือระดับปันผลปรับตามวัฏจักรและการกันทุนสำรองของธนาคาร

บางรายงานยังสะท้อนว่า HSBC ให้ความสำคัญกับการรักษาความแข็งแรงของเงินกองทุน (capital) ควบคู่การคืนเงินผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติของธนาคารขนาดใหญ่ โดยเฉพาะช่วงที่มีดีล/การปรับโครงสร้าง หรือมีค่าใช้จ่ายครั้งเดียวก้อนใหญ่

Valuation: ทำไมหลายเสียงมองว่า “Hold” ไม่ใช่ “Buy”

อีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้มุมมอง “ถือรอ (Hold)” ถูกพูดถึง คือเรื่อง มูลค่า (valuation) หลังราคาหุ้น re-rating ขึ้นมามากในช่วงก่อนหน้า บางสำนักชี้ว่า HSBC เทรดที่ระดับ valuation สูงเมื่อเทียบกับอดีต (เช่น P/BV ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบหลายปี) ซึ่งหมายความว่า “ตลาดรับรู้ข่าวดีไปพอสมควรแล้ว” ต่อให้ผลประกอบการไม่ได้แย่ ก็อาจยังไม่พอจะผลักให้ราคาขึ้นแรงต่อแบบเดิม ๆ

พูดแบบบ้าน ๆ คือ ถ้าหุ้นถูกมาก ๆ ผลประกอบการ “พอใช้” ก็อาจทำให้หุ้นเด้งแรงได้ แต่ถ้าหุ้นขึ้นมาจนแพงขึ้นแล้ว นักลงทุนจะเริ่มถามหาการเติบโตที่ชัดเจนกว่านั้น หรือกำไรที่ “สะอาด” กว่านั้น (ไม่โดนรายการพิเศษถ่วงซ้ำ ๆ) ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้มุม “Hold” ดูสมเหตุสมผลสำหรับคนที่ถืออยู่แล้ว แต่ยังไม่มั่นใจพอจะไล่ซื้อเพิ่ม

ความเสี่ยงที่ต้องจับตาหลังปี 2025

1) รายการพิเศษยังมาได้เรื่อย ๆ

จุดที่ทำให้นักลงทุนบางกลุ่ม “ระวัง” คือ notable items ของ HSBC ไม่ได้เกิดครั้งเดียวแล้วจบ แต่เกิดเป็นระยะจากหลายปัจจัย เช่น การปรับโครงสร้าง การขายสินทรัพย์/ธุรกิจ หรือประเด็นทางกฎหมายและการกันสำรองบางประเภท หากปีถัด ๆ ไปยังมีรายการเหล่านี้ต่อเนื่อง กำไรแบบรายงานก็อาจผันผวน และทำให้ตลาดให้ส่วนลดกับหุ้นต่อไป

2) เศรษฐกิจจีน/ภูมิภาคเอเชีย: โอกาสสูงแต่ความเสี่ยงก็สูง

HSBC เน้นเอเชีย ซึ่งเป็นทั้ง “เครื่องยนต์การเติบโต” และ “จุดเสี่ยง” ในเวลาเดียวกัน หากเศรษฐกิจบางประเทศชะลอแรง ภาคอสังหาฯ/ภาคธุรกิจมีปัญหา หรือมีแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ ก็อาจกระทบคุณภาพสินเชื่อ การตั้งสำรอง และความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้

3) ต้นทุนเทคโนโลยี/AI และการแข่งขันธนาคารดิจิทัล

ธนาคารใหญ่ทั่วโลกกำลังลงทุนด้านเทคโนโลยีและ AI หนักขึ้น ซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่ม แม้จะหวังผลด้านประสิทธิภาพในอนาคต แต่ในระยะสั้นอาจกดดัน cost-to-income ได้ หากทำไม่ทันคู่แข่ง หรือ rollout ช้ากว่าคาด

แล้วนักลงทุนควรทำอย่างไร? มุมมองเชิงปฏิบัติแบบ “ถือรออย่างมีแผน”

ถ้าคุณเป็นคนที่ถือ HSBC อยู่แล้ว การมองเป็น “Hold” มักหมายถึง:

  • ยังไม่จำเป็นต้องขายทิ้ง เพราะธุรกิจหลักยังแข็ง และทิศทางการปรับโครงสร้างมีเหตุผล
  • แต่ยังไม่รีบซื้อเพิ่ม ถ้าราคาได้สะท้อนข่าวดีไปพอสมควร และกำไรยังมีความผันผวนจากรายการพิเศษ
  • โฟกัสสิ่งที่ต้องดูต่อ เช่น ความคืบหน้าการลดต้นทุน, คุณภาพสินเชื่อ, รายได้ค่าธรรมเนียมจาก Wealth, และนโยบายคืนเงินผู้ถือหุ้น

สำหรับคนที่ “ยังไม่ถือ” การจะเข้าซื้อควรพิจารณา 2 เรื่องพร้อมกัน: (1) คุณต้องการหุ้นธนาคารเพื่อรับปันผล/กระแสเงินสดจริงไหม และ (2) คุณรับความผันผวนของกำไรแบบรายงานจาก notable items ได้แค่ไหน ถ้ารับได้และเชื่อในแผนระยะยาวของ HSBC อาจรอจังหวะ valuation อ่อนตัว หรือรอสัญญาณว่ารายการพิเศษเริ่ม “เบาลงจริง” ก่อนค่อยเพิ่มน้ำหนัก

แหล่งข้อมูลอ้างอิงและลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

หากต้องการอ่านสรุปผลประกอบการจากแหล่งทางการ แนะนำดูข่าวประชาสัมพันธ์/รายงานผลประกอบการของ HSBC โดยตรงที่:HSBC – Annual Results 2025 (Media Release)

FAQ: คำถามที่คนมักถามหลัง HSBC ประกาศงบปี 2025

1) ทำไมกำไรก่อนภาษีปี 2025 ลดลง แต่ข่าวยังดู “ไม่แย่”?

เพราะกำไรแบบรายงานถูกกดจากรายการพิเศษและค่าใช้จ่ายครั้งเดียวจำนวนมาก ขณะที่รายได้รวมยังโต และผลรวม “ดีกว่าที่บางส่วนของตลาดคาด” จึงยังมองเป็นภาพผสม ไม่ใช่แย่ล้วน

2) รายได้โตจากอะไรเป็นหลัก?

รายได้โตจากค่าธรรมเนียมและรายได้อื่น ๆ ในกลุ่ม Wealth รวมถึงธุรกรรมการเงินและบริการลูกค้าองค์กร (เช่น WTB และ FX) ซึ่งช่วยชดเชยแรงกดดันส่วนอื่น

3) “Hold” แปลว่าควรทำอะไร?

โดยทั่วไป “Hold” คือยังถือได้ ไม่จำเป็นต้องขายทันที แต่ก็ยังไม่เห็นเหตุผลชัดพอให้ซื้อเพิ่ม ณ ระดับราคา/มูลค่าปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อ valuation ปรับขึ้นมาและกำไรยังผันผวนจากรายการพิเศษ

4) ความเสี่ยงที่ต้องจับตาในปีถัดไปคืออะไร?

ความเสี่ยงหลัก ได้แก่ การเกิด notable items ต่อเนื่อง, ความผันผวนเศรษฐกิจในเอเชีย/จีน, และต้นทุนเทคโนโลยีที่อาจเพิ่มขึ้น รวมถึงการแข่งขันด้านดิจิทัลที่รุนแรงขึ้น

5) HSBC ยังน่าสนใจสำหรับสายปันผลอยู่ไหม?

ยังน่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการหุ้นธนาคารใหญ่ที่มีวินัยด้านการคืนเงินผู้ถือหุ้น แต่ต้องยอมรับว่าความน่าดึงดูดอาจ “ไม่หวือหวา” เท่าช่วงที่ dividend yield สูงกว่านี้ และราคาหุ้นยังมีผลต่อ yield ด้วย

6) ปัจจัยไหนจะทำให้มุมมองเปลี่ยนจาก Hold เป็น Buy ได้?

โดยมากต้องเห็น 3 อย่างพร้อมกัน: (1) รายการพิเศษเริ่มลดลงจริง ทำให้กำไร “สะอาด” ขึ้น (2) แผนลดต้นทุนทำได้ต่อเนื่องและวัดผลได้ และ (3) valuation กลับมาอยู่ระดับที่มี margin of safety มากขึ้นเมื่อเทียบกับศักยภาพกำไรระยะยาว

บทสรุป: ปี 2025 คือ “ปีของการจัดระเบียบ” มากกว่าปีแห่งการเร่งโต

สาระสำคัญของเรื่องนี้คือ HSBC ทำผลงานปี 2025 ได้แบบ “ผ่าน” ในเชิงธุรกิจหลัก รายได้โตและบางตัวเลขออกมาดีกว่าคาด แต่กำไรแบบรายงานถูกกดจากรายการพิเศษ ทำให้ภาพรวมยังไม่ใสสะอาดพอจะเรียกความมั่นใจระดับ “ซื้อเพิ่ม” ในทันที ขณะเดียวกัน ราคาหุ้นที่ re-rating ขึ้นมามาก ทำให้ valuation ตึงขึ้น และลดโอกาส upside ระยะสั้น

ด้วยเหตุนี้ “ถือรอ (Hold)” จึงเป็นมุมมองที่สมดุลสำหรับนักลงทุนจำนวนมาก: ถือเพื่อรอดูผลของการลดต้นทุนและการโฟกัสเอเชีย/Wealth ว่าจะเปลี่ยนเป็นกำไรที่สม่ำเสมอขึ้นได้แค่ไหน และค่อยประเมินใหม่เมื่อภาพกำไรสะอาดขึ้นหรือมูลค่ากลับมาน่าสนใจกว่าเดิม

#HSBC #ผลประกอบการ2025 #หุ้นธนาคาร #ลงทุนต่างประเทศ #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง