
Big Pharma เปลี่ยน “ความร้อนอุตสาหกรรม” เป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ ดันซัพพลายเชนสู่พลังงานสะอาด
Big Pharma เปลี่ยนความร้อนอุตสาหกรรมจากต้นทุนให้กลายเป็นแต้มต่อทางธุรกิจ
อุตสาหกรรมยากำลังมอง “industrial heat” หรือความร้อนที่ใช้ในกระบวนการผลิต ไม่ใช่แค่ต้นทุนพลังงานอีกต่อไป แต่เป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่ช่วยลดคาร์บอน คุมความเสี่ยงด้านราคา และทำให้ซัพพลายเชนแข็งแรงขึ้น โดยรายงานของ Forbes ระบุว่า AstraZeneca กำลังผลักดันแนวคิดนี้ผ่าน Clean Heat Program ซึ่งมุ่งลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวนการผลิตยาและซัพพลายเออร์ทั่วโลก
ทำไม “ความร้อน” จึงสำคัญต่ออุตสาหกรรมยา
ในโรงงานผลิตยา ความร้อนถูกใช้แทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสร้างไอน้ำ การอบแห้ง การฆ่าเชื้อ การควบคุมอุณหภูมิ ไปจนถึงกระบวนการทางเคมีที่ต้องการความแม่นยำสูง เดิมทีพลังงานส่วนนี้มักมาจากก๊าซธรรมชาติหรือเชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้เกิดต้นทุนผันผวนและปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก
ประเด็นสำคัญคือ ความร้อนอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในจุดที่ลดคาร์บอนได้ยากที่สุด เพราะไม่ใช่แค่เปลี่ยนไปซื้อไฟฟ้าสะอาดแล้วจบ แต่ต้องวิเคราะห์ระบบท่อ หม้อไอน้ำ อุณหภูมิที่ต้องใช้ ความต่อเนื่องของการผลิต และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ยา
AstraZeneca เดินเกม Clean Heat Program
AstraZeneca ร่วมกับ ERM และ Secaro เปิดตัว Clean Heat Program เพื่อช่วยบริษัทและซัพพลายเออร์ประเมินว่าโรงงานแต่ละแห่งใช้ความร้อนอย่างไร ปล่อยคาร์บอนตรงไหน และควรเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีสะอาดแบบใด เช่น electric boiler, industrial heat pump, biomethane, renewable steam หรือระบบกู้คืนความร้อนเหลือทิ้ง
จุดเด่นของโครงการนี้คือไม่ได้หยุดอยู่ที่การทำรายงาน ESG แต่เน้นการลงมือจริง ตั้งแต่เก็บข้อมูล วิเคราะห์ business case วางแผนเงินลงทุน ไปจนถึงการติดตั้งในระดับโรงงาน แนวทางนี้ทำให้ความร้อนสะอาดกลายเป็นเรื่องของกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม
จาก Net Zero สู่ความมั่นคงทางพลังงาน
หลายบริษัทตั้งเป้า net zero แต่ปัญหาคือ emissions จำนวนมากอยู่ใน Scope 3 หรือซัพพลายเชน ไม่ใช่แค่โรงงานของบริษัทเอง AstraZeneca จึงพยายามขยายการลดคาร์บอนไปถึงคู่ค้า เพราะวัตถุดิบ เคมีภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และบริการสนับสนุนต่าง ๆ ล้วนใช้พลังงานความร้อนในกระบวนการผลิต
การลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติยังช่วยลดความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่ผันผวน หากโรงงานสามารถใช้ไฟฟ้าหมุนเวียน biomethane หรือระบบ heat pump ได้มากขึ้น ต้นทุนระยะยาวอาจคาดการณ์ได้ดีขึ้น และช่วยให้บริษัทรับมือกฎระเบียบด้านคาร์บอนที่เข้มขึ้นในอนาคต
ตัวอย่างการใช้พลังงานสะอาดของ AstraZeneca
AstraZeneca ระบุว่าไซต์ Macclesfield ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงงานผลิตสำคัญของบริษัท สามารถใช้พลังงานหมุนเวียน 100% สำหรับทั้ง heat และ power ในปี 2025 ขณะที่โรงงาน Wuxi ในจีนใช้ biomethane และไอน้ำจาก biomethane ผ่านความร่วมมือกับ China Resources Gas และ Everbright Environment ประมาณ 36 GWh
ในสหราชอาณาจักร บริษัทมีความร่วมมือระยะยาวกับ Future Biogas เพื่อผลิตพลังงานหมุนเวียนจากของเสียอินทรีย์ โดย Reuters รายงานว่าโครงการดังกล่าวผลิตพลังงานได้ 100 GWh ต่อปี และช่วยสนับสนุนเป้าหมายการใช้พลังงานสะอาดในไซต์ R&D และการผลิตของ AstraZeneca ในอังกฤษ
ทำไมเรื่องนี้ถึงกระทบทั้งอุตสาหกรรม
แม้ข่าวนี้เริ่มจาก Big Pharma แต่บทเรียนสำคัญใช้ได้กับหลายอุตสาหกรรม เช่น อาหาร เคมีภัณฑ์ กระดาษ เหล็ก ปูนซีเมนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ เพราะทุกอุตสาหกรรมต่างมี “ความร้อน” เป็นหัวใจของการผลิต
เมื่อบริษัทขนาดใหญ่เริ่มบังคับใช้มาตรฐานคาร์บอนกับซัพพลายเออร์ ผู้ผลิตรายกลางและรายเล็กอาจต้องปรับตัวเร็วขึ้น ใครมีข้อมูลพลังงานชัด มีแผนลดคาร์บอนจริง และสามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ได้ จะมีโอกาสรักษาสัญญากับลูกค้าระดับโลกได้ดีกว่า
ความท้าทายที่ยังต้องแก้
อุปสรรคหลักคือเงินลงทุนเริ่มต้น เทคโนโลยีบางอย่างยังมีต้นทุนสูง และโรงงานแต่ละแห่งมีข้อจำกัดไม่เหมือนกัน ความร้อนอุณหภูมิต่ำอาจใช้ heat pump ได้ง่ายกว่า แต่กระบวนการที่ต้องใช้ความร้อนสูงมากอาจต้องใช้ hydrogen, biomass หรือระบบผสมหลายเทคโนโลยี
อีกปัญหาคือข้อมูล หลายบริษัทไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความร้อนในโรงงานถูกใช้ตรงไหนมากที่สุด หรือปล่อยคาร์บอนเท่าใด Clean Heat Program จึงพยายามใช้ data platform ของ Secaro และความเชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาของ ERM เพื่อทำให้การตัดสินใจแม่นยำขึ้น
สรุป
ข่าวนี้สะท้อนการเปลี่ยนมุมมองครั้งใหญ่ของ Big Pharma จากเดิมที่ความร้อนอุตสาหกรรมถูกมองเป็นต้นทุนและแหล่งปล่อยคาร์บอน กลับกลายเป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ บริษัทที่ลดการใช้ฟอสซิลได้ก่อน อาจได้ทั้งต้นทุนที่นิ่งขึ้น ความน่าเชื่อถือด้าน ESG และความพร้อมต่อกฎคาร์บอนโลก
สำหรับ AstraZeneca การผลักดัน Clean Heat Program จึงไม่ใช่แค่โครงการรักษ์โลก แต่เป็นการลงทุนในซัพพลายเชนอนาคต ที่สะอาดกว่า ยืดหยุ่นกว่า และพร้อมแข่งขันในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
#SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น