
GSK ประกาศเข้าซื้อ RAPT Therapeutics มูลค่า 2.2 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมทัพยารักษาอาการภูมิแพ้ในอาหาร
GSK ซื้อกิจการ RAPT Therapeutics มูลค่า 2.2 พันล้านดอลลาร์
GlaxoSmithKline (GSK) บริษัทเภสัชภัณฑ์รายใหญ่จากสหราชอาณาจักร ประกาศว่าบริษัทได้บรรลุข้อตกลงเข้าซื้อ RAPT Therapeutics ซึ่งเป็นบริษัทไบโอเทคจากสหรัฐฯ ในมูลค่ารวมประมาณ 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 82,000 ล้านบาท) เพื่อเสริมศักยภาพด้านการรักษาอาการภูมิแพ้จากอาหารและขยายพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ยา การเข้าซื้อครั้งนี้เป็นการเคลื่อนไหวสำคัญครั้งแรกภายใต้การนำของ Luke Miels ซีอีโอคนใหม่ของ GSK หลังจากเข้ารับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว
ข้อตกลงการซื้อกิจการและเงื่อนไขทางการเงิน
ภายใต้ข้อตกลงนี้ GSK จะจ่ายเงินจำนวน 58 ดอลลาร์ ต่อหุ้นแก่ผู้ถือหุ้นของ RAPT Therapeutics ซึ่งสูงกว่าราคาปิดตลาดหุ้นของ RAPT ก่อนประกาศถึงประมาณ 65.2% premium และคิดเป็นมูลค่ารวม 2.2 พันล้านดอลลาร์ โดยเงินลงทุนเริ่มต้นที่ GSK จะจ่ายทันทีคือประมาณ 1.9 พันล้านดอลลาร์
การซื้อกิจการนี้จะทำให้ GSK ได้สิทธิ์ทั่วโลกในการพัฒนาและจำหน่ายโปรแกรมยาใหม่ของ RAPT ที่ชื่อว่า ozureprubart ซึ่งเป็นยาที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาเพื่อรักษาอาการภูมิแพ้จากอาหาร โดยยกเว้นสิทธิ์ในบางภูมิภาคอย่างจีนแผ่นดินใหญ่ มาเก๊า ไต้หวัน และฮ่องกง
ozureprubart: ยาใหม่ที่มีศักยภาพ
ozureprubart เป็นยาที่ออกแบบมาเพื่อจัดการกับการอักเสบที่เกิดจากอาการภูมิแพ้ โดยยาจะมุ่งเป้าไปที่ antibody หรือภูมิคุ้มกันตัวหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกัน ซึ่งอาจช่วยลดความถี่ในการให้ยาเมื่อเทียบกับยารักษาอาการภูมิแพ้ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
ปัจจุบัน ozureprubart อยู่ในระหว่างการทดลองทางคลินิกระดับกลาง (Phase IIb) โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการรักษาให้กับผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการยาที่ให้ผลยาวนานกว่าและไม่ต้องฉีดบ่อย ๆ เหมือนกับยาบางชนิดที่ต้องให้ทุก 2–4 สัปดาห์ ซึ่งอาจช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีแนวโน้มเข้าสู่การทดลองระยะสุดท้ายในปี 2027 ก่อนอาจได้รับการอนุมัติให้ใช้จริงในปี 2031 หากผลการทดลองเป็นไปในทิศทางที่ดี
กลยุทธ์ของ GSK ในการขยายพอร์ตโฟลิโอ
การซื้อ RAPT Therapeutics เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่ GSK มุ่งเน้นที่จะเสริมพอร์ตโฟลิโอยาในกลุ่ม respiratory (ระบบทางเดินหายใจ) และ immunology (ภูมิคุ้มกัน) เพื่อชดเชยการลดลงของรายได้จากยาบางชนิดที่กำลังจะหมดอายุสิทธิบัตร โดยการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีศักยภาพสูงและต้องให้ยาน้อยครั้งกว่า จะช่วยให้บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
นักวิเคราะห์มองว่าวิธีการขยายธุรกิจด้วยการเข้าซื้อกิจการที่มียาในช่วงพัฒนา จะช่วยให้ GSK สามารถเพิ่มรายได้และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพายาที่กำลังจะหมดอายุ ซึ่งเป็นเป้าหมายหนึ่งที่บริษัทตั้งไว้ในการบรรลุเป้าหมายรายได้กว่า 40 พันล้านปอนด์ (ประมาณ 54 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในปี 2031
สถานะหุ้นของ GSK และ RAPT หลังประกาศ
หลังจากข่าวการซื้อกิจการเผยแพร่ ราคาหุ้นของ RAPT Therapeutics ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากในตลาดล่วงหน้า แสดงให้เห็นว่าผู้ลงทุนมีความคาดหวังในศักยภาพของโปรแกรมยาใหม่ของบริษัท ในขณะที่หุ้นของ GSK มีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยในตลาดลอนดอน ซึ่งอาจสะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับต้นทุนของข้อตกลงและความไม่แน่นอนทางการตลาด
การจัดการหุ้นและการเปลี่ยนแปลงใน ViiV Healthcare
พร้อมกับการประกาศเข้าซื้อ RAPT ยังมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นของ ViiV Healthcare ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนด้าน HIV ที่ GSK ถือหุ้นใหญ่ โดยบริษัทญี่ปุ่น Shionogi & Co จะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น หลังจากที่ Pfizer ออกจากการร่วมทุนนี้
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหุ้นนี้ทำให้ GSK ยังคงควบคุมหุ้นส่วนใหญ่ที่ 78.3% ใน ViiV และยังได้รับเงินปันผลพิเศษจำนวน 250 ล้านดอลลาร์จากการปรับสัดส่วนหุ้นครั้งนี้
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเภสัชกรรม
การเข้าซื้อกิจการ RAPT Therapeutics ของ GSK ถือเป็นหนึ่งในดีลที่สำคัญในแวดวงเภสัชกรรมของปีนี้ และอาจเป็นสัญญาณว่าการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) จะยังคงเป็นกลยุทธ์หลักของบริษัทใหญ่ ๆ เพื่อเสริมทัพพอร์ตโฟลิโอยา โดยเฉพาะในกลุ่มที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันและการใช้งานยาที่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอในตลาด
นักวิเคราะห์คาดว่าแนวโน้มการซื้อกิจการในปีนี้จะเพิ่มขึ้น ทั้งจากความต้องการยาที่ตอบโจทย์ unmet medical needs และการแข่งขันที่สูงขึ้นในด้านการพัฒนายาใหม่ โดยบริษัทที่มีกำลังทุนสูง เช่น GSK, Novartis, Sanofi หรือ Merck อาจมองหาโอกาสในการควบรวมกิจการเพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านผลิตภัณฑ์ยาให้กับตนเองในอนาคต
#GSK #RAPTTherapeutics #FoodAllergy #PharmaDeal #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น