
วิเคราะห์สถานการณ์ **Global Markets View USA** 29 มกราคม 2026: ตลาดหุ้น ทองคำ น้ำมัน และแรงกดดันนโยบายการเงิน
สรุปภาพรวมข่าว “Global Markets View USA” วันที่ 29 มกราคม 2026
ตลาดการเงินทั่วโลกและในสหรัฐฯ ยังคงเผชิญกับความผันผวนและแรงกดดันหลายด้าน ทั้งผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เศรษฐกิจมหภาค สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ และการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ “เฟด”) ซึ่งบทวิเคราะห์ล่าสุดจาก Reuters ได้ให้ภาพรวมที่สำคัญต่อการเคลื่อนไหวของตลาดในช่วงต้นปี 2026 นี้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะในวันที่ 29 มกราคม ซึ่งสะท้อนสภาพตลาดที่ผสมผสานระหว่างแรงบวกและแรงกดดันอย่างชัดเจน
1. ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเหนือระดับ 7,000 จุด
หนึ่งในข่าวใหญ่ของวันคือดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นและเคลื่อนไหวเหนือระดับ 7,000 จุด แม้เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดใหม่ (all-time high) สำหรับดัชนีนี้ ขณะที่นักลงทุนยังคงคาดหวังต่อผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีและการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนแรงซื้อในตลาดหุ้น ได้แก่:
- ผลประกอบการของบริษัทใหญ่บางรายที่ออกมาดีกว่าคาด
- ข่าวเกี่ยวกับการใช้จ่ายในด้าน AI ของบริษัทเทคอย่าง Meta และ Tesla ที่ถูกมองว่าเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว
ขณะที่ดัชนีหุ้นบางส่วนขึ้นสูง การเคลื่อนไหวของหุ้นรายตัวก็ยังคงมีความแตกต่าง เช่น หุ้นของ Microsoft ที่ปรับตัวลดลงเนื่องจากผลประกอบการของธุรกิจคลาวด์ไม่เป็นไปตามคาดการณ์ ขณะที่หุ้นของ Meta ปรับตัวขึ้นมากเนื่องจากแผนการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
2. ผลประกอบการ “Megacaps” และทิศทาง Tech Sector
ผลประกอบการจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หรือ “megacaps” ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามอง โดยผลประกอบการของบริษัทต่าง ๆ ก็ออกมาอย่างผสมผสาน:
- Meta รายงานแผนการลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 73% ซึ่งทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงและเป็นหนึ่งในปัจจัยที่หนุนให้ตลาดโดยรวมขึ้นแรง
- Microsoft กลับปรับตัวลงกว่า 6% เนื่องจากผลการดำเนินงานในธุรกิจคลาวด์ต่ำกว่าที่ตลาดคาด
- Tesla ปรับตัวขึ้นกว่า 2% จากการประกาศแนวทางปรับกลยุทธ์ไปโฟกัสด้าน AI และโครงสร้างธุรกิจใหม่ ๆ แทนการพึ่งพายอดขายรถ EV เพียงอย่างเดียว
ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนว่าตลาดยังคงให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะบริษัทที่มีแผนการลงทุนในด้านนี้อย่างจริงจัง ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของกำไรในอนาคต
การตีความผลประกอบการ Tech Sector
นักวิเคราะห์มองว่าการรายงานผลประกอบการที่หลากหลายแบบนี้สะท้อนถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในขณะที่ก็ยังมีความเสี่ยงด้านโครงสร้างพื้นฐานธุรกิจ เช่น การแข่งขันด้านคลาวด์ ค่าการลงทุนด้าน AI ที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนของตลาดผู้บริโภค
3. ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คงอัตราดอกเบี้ย
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กดดันและหนุนตลาดพร้อมกันคือการตัดสินใจของ Federal Reserve ที่คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตามคาดการณ์ โดยประธานเฟด Jerome Powell กล่าวว่าภาพรวมของเศรษฐกิจยังคง “ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน” แต่ไม่ได้ให้สัญญาณที่ชัดเจนว่าการปรับลดดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นเมื่อไร รวมถึงไม่ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับนโยบายการเงินในระยะยาวของตนเอง ซึ่งสร้างความกังวลเล็กน้อยต่อนักลงทุน
ประธานเฟดยังถูกจับตามองจากการถูกกล่าวถึงในการสอบสวนทางกฎหมายของฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ซึ่ง Powell ไม่ได้ให้คำตอบต่อคำถามนี้อย่างเจาะจงในการแถลงข่าวหลังประชุม ทำให้ภาพนโยบายอนาคตมีความไม่ชัดเจนเพิ่มขึ้น
มุมมองเกี่ยวกับนโยบายการเงิน
แม้ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังแข็งแกร่ง โดยแรงงานยังคงมีความต้องการสูงและอัตราเงินเฟ้อยังอยู่เหนือระดับเป้าหมาย แต่ตลาดยังคงคาดหวังว่าการปรับนโยบายการเงินของเฟดจะช้าลงในไตรมาสถัดไป ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรและตลาดตราสารหนี้อย่างมีนัยสำคัญ
4. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมัน
ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคา น้ำมันดิบ ปรับตัวขึ้นมากกว่า 1% จากความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยเฉพาะประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาเตือนอิหร่านถึงการตอบโต้ที่รุนแรงหากไม่ยอมทำข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ ส่งผลให้ตลาดน้ำมันมีแรงซื้อเพราะเกรงว่าจะเกิดความไม่แน่นอนในอุปทานพลังงานโลก
ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงความเป็นไปได้ของการดำเนินการเชิงทหาร ทำให้ผู้ลงทุนหันไปถือสินทรัพย์ที่ปลอดภัย เช่น ทองคำและเงิน อีกทั้งมีแรงซื้อในตลาดโภคภัณฑ์มากขึ้น
5. ทองคำและโลหะมีค่า – ปลอดภัยอยู่ในความต้องการสูง
ราคาทองคำและเงินยังคงพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทองคำใกล้แตะระดับ $5,600 ต่อออนซ์ และราคาของเงินก็เคลื่อนไหวเหนือ $120 ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดใหม่จากแรงซื้อที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากความไม่แน่นอนในตลาดและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง
เหตุผลที่ทองคำและโลหะมีค่ามีแรงซื้อสูงประกอบด้วย:
- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าซึ่งทำให้สินทรัพย์อย่างทองคำมีราคาน่าสนใจกว่าเดิมในสายตานักลงทุนต่างประเทศ
- แรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven) เมื่อเกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์
การเคลื่อนไหวของทองคำและเงินนี้ไม่เพียงแต่เป็นตัวชี้วัดความกลัวของนักลงทุน แต่ยังแสดงถึงการปรับพอร์ตจากสินทรัพย์เสี่ยงมาเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่ตลาดเผชิญแรงกดดัน
6. ดอลลาร์ (USD) – ค่าเงินหลักอ่อนค่าต่อเนื่อง
แม้ว่ารัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ได้ยืนยันนโยบาย “strong dollar” หรือการสนับสนุนให้ดอลลาร์แข็งค่าเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล แต่ค่าของดอลลาร์กลับยังคงอ่อนค่าลงต่อเนื่องในช่วงนี้ โดยได้รับแรงกดดันจาก:
- การคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่ไม่เปลี่ยนแปลง
- แรงซื้อในทองคำและโลหะมีค่าอื่น ๆ ที่สะท้อนถึงแรงกดดันจากความไม่แน่นอนในตลาด
- ความกังวลเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
แรงอ่อนค่าของดอลลาร์นี้มีผลต่อสินทรัพย์และตลาดต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่และสกุลเงินอื่นที่มีการเทียบค่าเงินกับดอลลาร์
7. แนวโน้มตลาดในระยะถัดไป
ตลาดการเงินในช่วงนี้มีหลายปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ได้แก่:
- ผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยี ที่จะทยอยรายงานผลในไตรมาสล่าสุด
- การประชุมและนโยบายของเฟด ในอนาคตที่อาจมีผลต่องบประมาณและอัตราดอกเบี้ย
- สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศตะวันออกกลาง
- อัตราดอกเบี้ยและค่าของดอลลาร์ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อตลาดสินทรัพย์ทั่วโลก
นักลงทุนควรเตรียมรับมือกับการเคลื่อนไหวของตลาดในหลายทิศทาง โดยต้องระวังความผันผวนที่อาจเกิดจากข่าวเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
บทสรุป
ในวันที่ 29 มกราคม 2026 ตลาดการเงินทั่วโลกยังคงแสดงภาพที่หลากหลายและซับซ้อน การคงอัตราดอกเบี้ยของเฟด การเคลื่อนไหวของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงการไหลเข้าของสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและเงิน ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อตลาดอย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนจึงต้องติดตามข่าวสารและตัวเลขเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดเพื่อวางกลยุทธ์ในการลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง
#GlobalMarketsView #ตลาดการเงิน #S&P500 #FedPolicy #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น