
ตลาดหุ้นแพงจริง…แต่ยังไม่จบ? นักวิเคราะห์สวนกระแส “Lost Decade” ขอเดิมพันกับ “Roaring 20s” และโอกาสย้ายจาก Big Tech ไปหุ้น Value
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกเตือนเรื่อง Valuation สูงลิ่ว แต่บางคนยังเชื่อว่า “Roaring 20s” เพิ่งเริ่ม
ในช่วงที่นักลงทุนจำนวนมากพากันระวัง “มูลค่าหุ้นแพง (valuation)” ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะดัชนี S&P 500 ที่ยังซื้อขายบนระดับราคา-กำไร (P/E) สูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาว มีบทวิเคราะห์ชิ้นหนึ่งจาก Leo Nelissen บน Seeking Alpha ออกมา “สวนกระแสความกลัว” ด้วยมุมมองว่า ตลาดอาจไม่ได้กำลังเดินเข้าสู่ “ทศวรรษที่หายไป (lost decade)” อย่างที่บางสำนักเตือน แต่มีโอกาสเดินหน้าเข้าสู่ยุคคล้าย “Roaring 20s” ของศตวรรษนี้ หากเศรษฐกิจไม่เจอภาวะถดถอย (recession) และกำไรบริษัทจดทะเบียนยังยืนระยะได้
แก่นของบทความคือ “ยอมรับว่าหุ้นแพง” แต่เชื่อว่าปัจจัยสนับสนุนใหม่ ๆ โดยเฉพาะ AI-driven productivity (ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นจาก AI) และการลงทุนเชิงโครงสร้างของภาคธุรกิจ อาจช่วยประคองการเติบโตของกำไร (earnings) และทำให้ตลาดยังมี upside ในระยะยาวได้—เพียงแต่ต้องแลกมากับความผันผวนที่สูงขึ้น เพราะ valuation สูงหมายถึง “margin of error” แคบ ถ้ากำไรพลาดหรือเศรษฐกิจสะดุด ตลาดอาจแกว่งแรงทันที
ทำไมคนถึงเตือนเรื่อง Valuation? เพราะ “ราคา” นำหน้า “พื้นฐาน” ไปไกลแล้ว
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกขับเคลื่อนด้วยบริษัทขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี (Big Tech) และธีมเมกะเทรนด์อย่าง Cloud, Semiconductor และ AI ทำให้ดัชนีหลักอย่าง S&P 500 และ Nasdaq มีการรีเรตมูลค่าอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนหลายคนจึงกังวลว่า “ความคาดหวัง” ถูกสะท้อนไปในราคาหุ้นมากเกินไปแล้ว
มุมมองแบบระมัดระวังนี้สอดคล้องกับแนวคิด “lost decade” ที่บางสำนัก—รวมถึงนักกลยุทธ์ของ Goldman Sachs—เคยหยิบมาเตือนว่า หาก valuation สูงมาก ผลตอบแทนใน 10 ปีถัดไปอาจต่ำกว่าที่นักลงทุนหวัง แม้เศรษฐกิจไม่ได้พังทลายก็ตาม เพราะการเติบโตของกำไรอาจถูกหักล้างด้วยการหดตัวของ multiple (เช่น P/E ปรับลง)
พูดง่าย ๆ คือ ต่อให้บริษัททำกำไรเพิ่ม แต่ถ้านักลงทุนยอมจ่าย “ถูกลง” ต่อกำไร 1 ดอลลาร์ ผลตอบแทนรวมก็อาจออกมาไม่สวย นี่คือเหตุผลที่คำเตือนเรื่อง valuation ถูกย้ำบ่อยในช่วงตลาดอยู่ระดับสูง
แต่ฝั่ง “Roaring 20s” โต้ว่า: ผลิตภาพกำลังเปลี่ยนเกม และกำไรอาจแข็งกว่าที่คิด
ฝั่งที่เชื่อใน “Roaring 20s” มองว่าโลกกำลังเข้าสู่รอบนวัตกรรมที่ “ยกระดับผลิตภาพ” คล้ายบางช่วงในประวัติศาสตร์ (เช่น ยุค IT boom) โดยมี AI เป็นตัวเร่งสำคัญ แนวคิดนี้ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องโดยนักวิเคราะห์ตลาดรุ่นใหญ่ เช่น Ed Yardeni ที่มักเรียกธีมนี้ว่า “Roaring 2020s” และโยงกับการเร่งตัวของ productivity จากเทคโนโลยีหลายด้าน
Yardeni และนักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่า หากผลิตภาพสูงขึ้นจริง จะเกิดผลดีเป็นลูกโซ่ เช่น ต้นทุนต่อหน่วยลดลง (unit labor costs ลด), เงินเฟ้อพื้นฐานอาจเบาลง, บริษัทอาจรักษา/ขยาย margin ได้ และท้ายที่สุดกำไรต่อหุ้น (EPS) อาจโตได้ต่อเนื่อง—ซึ่งช่วย “รองรับ valuation” ให้ไม่ดูแพงจนเกินไป
ในบทความ Seeking Alpha ผู้เขียนก็หยิบตรรกะนี้มาใช้ โดยชี้ว่าแม้ตลาดแพง แต่ถ้ากำไรยัง resilient และเศรษฐกิจไม่เข้า recession ตลาดยังมีพื้นที่ไปต่อได้ โดยเฉพาะเมื่อการลงทุนด้าน AI อาจยกระดับ productivity ของหลายอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่บริษัทเทคอย่างเดียว
จุดสำคัญ: “ไม่เกิด Recession” คือเงื่อนไขหลักที่ทำให้เดิมพันนี้เวิร์ก
บทวิเคราะห์ย้ำหลายครั้งว่า valuation สูงไม่ได้ผิดเสมอไป—ตลาดเคยแพงและแพงต่อได้ หากกำไรโตจริงและเศรษฐกิจไม่สะดุด แต่ความเสี่ยงคือ เมื่อราคาอยู่สูง “พื้นที่ผิดพลาด” จะน้อยลงมาก หากเกิดเหตุที่ทำให้กำไรหด (earnings contraction) หรือความคาดหวังเศรษฐกิจเปลี่ยนเป็นถดถอย ตลาดมีโอกาสปรับฐานแรง เพราะนักลงทุนจะรีบลด risk และกด multiple ลงพร้อมกัน
ดังนั้น คนที่เชื่อ Roaring 20s ไม่ได้บอกว่า “ไม่มีความเสี่ยง” แต่บอกว่า “โอกาสและความเสี่ยงอยู่พร้อมกัน” และสิ่งที่ต้องจับตาแบบใกล้ชิดคือภาพกำไรบริษัท (earnings trend), ความกว้างของตลาด (market breadth) และสัญญาณเศรษฐกิจที่จะชี้ว่ามีโอกาสเกิด recession หรือไม่
จาก Big Tech ไป Value? ผู้เขียนชี้ว่า “Alpha” อาจย้ายสนาม
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ผู้เขียนมองว่าโอกาสทำผลตอบแทนชนะตลาด (alpha) อาจไม่ได้อยู่ที่ Big Tech เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะตลาดเริ่ม “กระจาย” และ breadth ดีขึ้น กล่าวคือ หุ้นกลุ่มอื่น ๆ เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนดัชนี
เขามองว่า หากธีมฟื้นตัวเชิงวัฏจักร (cyclical recovery) และการลงทุนโครงสร้างเศรษฐกิจเดินหน้าต่อ กลุ่มที่อาจเด่นขึ้น ได้แก่ industrials, housing, transportation, energy และ healthcare—ซึ่งเป็นโซนที่มักถูกจัดเป็น “value / cyclical” มากกว่า “growth tech”
ตีความแบบภาษาคนลงทุนคือ: ถ้า AI ไม่ได้เป็นแค่กระแสของหุ้นไม่กี่ตัว แต่กลายเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจทั้งระบบ เม็ดเงินลงทุนและการเติบโตของกำไรอาจไหลไปยังภาคเศรษฐกิจจริงมากขึ้น ทำให้หุ้นที่เคยถูกมองว่าน่าเบื่อเริ่มกลับมาน่าสนใจ
ภาพใหญ่ที่คนอ่านควรได้: “ตลาดแพง” ไม่ได้แปลว่า “ต้องลง” แต่มันแปลว่า “ต้องเลือกและต้องทนแกว่ง”
สิ่งที่บทความพยายามสื่อออกมาแบบชัด ๆ คือ การเตือนเรื่อง valuation มีเหตุผลของมัน และการประเมิน “แพง/ถูก” เป็นเครื่องมือสำคัญในการคุมความเสี่ยง แต่ในโลกจริง ตลาดไม่ได้เคลื่อนไหวด้วย valuation อย่างเดียว
ถ้ากำไรและ productivity เร่งขึ้นจริง ตลาดอาจ “แพงอย่างมีเหตุผล” ไปได้อีกระยะหนึ่ง แต่ถ้าเกิดช็อก—เช่น กำไรเริ่มหด, ความต้องการบริโภคชะลอแรง, ดอกเบี้ยหรือ credit conditions ตึงตัวเกินคาด—ตลาดที่แพงจะเปราะบางกว่าเดิม และความผันผวนจะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สรุปเนื้อหาแบบข่าว: ข้อถกเถียง “Lost Decade vs Roaring 20s” ยังไม่จบ
บทวิเคราะห์ของ Leo Nelissen (เผยแพร่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2026) สะท้อนความคิดที่กำลังเป็น “สองขั้ว” ในหมู่นักลงทุน: ขั้วหนึ่งมองว่า valuation สูงทำให้ผลตอบแทนระยะยาวเสี่ยงต่ำกว่าคาด (แนว lost decade) ขณะที่อีกขั้วเชื่อว่า AI และการยกระดับผลิตภาพอาจเป็นเชื้อไฟให้เศรษฐกิจและกำไรบริษัทเติบโตต่อ (แนว Roaring 20s)
ผู้เขียนเลือกเดิมพันกับฝั่งหลัง แต่ก็ยอมรับความจริงว่าตลาดที่แพง “พลาดไม่ได้” และการจัดพอร์ตควรให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยง รวมถึงมองหาโอกาสจากหุ้นกลุ่ม value/cyclical มากขึ้น เมื่อ breadth ตลาดเริ่มกว้างขึ้น
อ่านต้นทาง
บทความต้นฉบับบน Seeking Alpha: Everyone's Warning About Valuations - I'm Betting On The Roaring 20s
#SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น