
General Motors กับ Ford: ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ค่ายไหนน่าซื้อหุ้นมากกว่าในตอนนี้?
วิเคราะห์หุ้นอุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐฯ GM vs Ford
ในปี 2026 อุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงเป็นหนึ่งในจุดสนใจหลักของนักลงทุน โดยเฉพาะสองบริษัทรถยนต์สัญชาติอเมริกันอย่าง General Motors (GM) และ Ford Motor Company (Ford) ซึ่งต่างเป็นตัวแทนของแข่งในตลาดรถยนต์ทั้งแบบดั้งเดิมและไฟฟ้า (EV) นักลงทุนหลายคนกำลังตั้งคำถามว่าในช่วงนี้ค่ายไหน “เป็นซื้อ” ที่ดีกว่า
ในบทวิเคราะห์ล่าสุดจาก Zacks Investment Research พบความแตกต่างที่น่าสนใจทั้งในด้านผลประกอบการ มุมมองทางการเงิน การลงทุนในเทคโนโลยี และแนวโน้มในปีนี้ โดยบทความต้นฉบับตีพิมพ์เมื่อเร็ว ๆ นี้และจัดอันดับหุ้นโดยใช้ระบบ Zacks Rank เพื่อช่วยให้เข้าใจโอกาสลงทุนได้ดีขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน
ภาพรวมทั้งสองค่าย
ทั้ง GM และ Ford เป็นบริษัทที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในตลาดรถยนต์สหรัฐฯ แต่กำลังเผชิญกับความท้าทายของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งแรงกดดันจากต้นทุนภาษี (tariff) ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่ชะลอตัว และการลงทุนหนักในเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่นระบบขับขี่อัตโนมัติและซอฟต์แวร์ยานยนต์
General Motors (GM)
ในปี 2025 GM ทำผลงานได้แข็งแกร่ง โดยกลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในสหรัฐฯ และมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในรอบทศวรรษที่ประมาณ 17 % พร้อมคาดการณ์ว่ากำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) ในภูมิภาคอเมริกาเหนือจะเพิ่มขึ้นเป็น 8–10 % จาก 6.8 % ในปีที่ผ่านมา การเติบโตนี้จะมาจากการลดต้นทุน ปรับผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสม และขจัดปัจจัยฉุกเฉินที่ทำให้ผลประกอบการลดลงในปี 2025
จุดที่โดดเด่นของ GM คือการขยายธุรกิจซอฟต์แวร์และบริการ เช่นระบบความปลอดภัยและการเชื่อมต่อ (เช่น OnStar) หรือระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติ Super Cruise ที่มีจำนวนสมาชิกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้รายได้จากซอฟต์แวร์และบริการมีแนวโน้มเติบโตสูง และกลายเป็นรายได้ที่มีมาร์จิ้นสูงกว่าเพียงแค่ขายรถยนต์ทั่วไป
นอกจากนี้ GM ยังให้ความสำคัญกับการคืนกำไรให้ผู้ถือหุ้น โดยในปี 2025 บริษัทได้ซื้อหุ้นคืนมูลค่า 6 พันล้านดอลลาร์และจ่ายเงินปันผลมากกว่า 500 ล้านดอลลาร์ พร้อมทั้งบอร์ดอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนใหม่อีก 6 พันล้านดอลลาร์และเพิ่มเงินปันผลขึ้น 20 % ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นในการสร้างกระแสเงินสดในอนาคต
อย่างไรก็ตาม GM ยังเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนภาษีและการชะลอตัวของตลาด EV ที่ทำให้บริษัทบันทึกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ EV ถึง 7.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 โดยคาดว่าจะยังมีค่าใช้จ่ายเหล่านี้ต่อเนื่องในปี 2026 แต่คาดว่าจะลดลงเมื่อเทียบกับเดิม
Ford Motor Company (Ford)
Ford จบปี 2025 ด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 13.2 % โดยรถตระกูล F-Series ยังคงเป็นรถบรรทุกที่ขายดีที่สุดในอเมริกา นอกจากนี้ Ford Pro—หน่วยธุรกิจที่ผสานยานยนต์ ซอฟต์แวร์ และบริการ—มีการเติบโตของรายได้จากซอฟต์แวร์ 30 % ในปีที่ผ่านมา และบริษัทคาดว่ารายได้จากซอฟต์แวร์และบริการจะเพิ่มขึ้นอีก 6.5 % ในปี 2026
หนึ่งในจุดแข็งของ Ford สำหรับนักลงทุนเน้นรายได้ประจำคืออัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่สูงกว่า 4 % ซึ่งถือว่าน่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยของตลาด
Ford ยังมีแผนลงทุนในธุรกิจพลังงาน (Ford Energy) ประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 โดยมีเป้าหมายพื้นที่เก็บแบตเตอรี่ให้ได้ 20 GWh ภายในปี 2027 ซึ่งสะท้อนถึงการมองหาช่องทางเติบโตนอกธุรกิจยานยนต์แบบดั้งเดิม
ด้าน EV Ford ได้ปรับกลยุทธ์โดยมุ่งเน้นการผลิตรถ EV ที่เข้าถึงได้ในราคาที่ถูกกว่า ซึ่งสร้างบนแพลตฟอร์มร่วมกัน อย่างไรก็ตามบริษัทได้บันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษเกี่ยวกับ EV มูลค่า 15.5 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 และคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์ในอีกสองปีข้างหน้า
เรื่องต้นทุนภาษี Ford คาดว่าจะผ่อนคลายลงในปี 2026 เหลือประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์เนื่องจากเครดิตภาษีที่มีผลบังคับใช้เต็มที่ ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุน ขณะเดียวกันบริษัทก็ต้องเผชิญกับผลกระทบจากการหยุดชะงักของกระบวนการผลิตบางส่วน แต่คาดว่าจะมีการปรับปรุงผลประกอบการประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้
แนวโน้มและการคาดการณ์ปี 2026
สำหรับปี 2026 ทั้ง GM และ Ford คาดว่าจะมีการพัฒนาในเชิงบวก โดย Ford คาดว่าจะมีกำไรจากการดำเนินงานปรับปรุง (adjusted EBIT) อยู่ในช่วง 8–10 พันล้านดอลลาร์ และกระแสเงินสดอิสระ (free cash flow) อยู่ที่ประมาณ 5–6 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา
ทางฝั่ง GM คาดการณ์ EBIT อยู่ในช่วง 13–15 พันล้านดอลลาร์ และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของรถยนต์ที่ 19–23 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าเมื่อเทียบปี 2025 สะท้อนการเติบโตที่แข็งแกร่งไม่แพ้กัน โดยมีจุดเด่นคือส่วนแบ่งตลาดที่สูงกว่าและธุรกิจซอฟต์แวร์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ราคาหุ้นและการประเมินมูลค่า
เมื่อดูจากมุมมองการประเมินมูลค่าตามราคาต่อยอดขาย (price-to-sales ratio) พบว่า หุ้นของ Ford ดูมีมูลค่าที่น่าดึงดูดมากกว่า ซึ่งอาจเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนที่มองหาการเติบโตแบบคุ้มค่า ในขณะที่ GM แม้จะถือครองส่วนแบ่งตลาดที่สูงกว่า แต่ยังถูกจัดอันดับเป็น Zacks Rank #3 (Hold) ในขณะที่ Ford อยู่ในอันดับ Zacks Rank #1 (Strong Buy) ณ เวลาปัจจุบัน
สรุปแนวคิดการลงทุน
ทั้ง GM และ Ford ต่างมีจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง:
- GM: มีส่วนแบ่งตลาดสูง, ธุรกิจซอฟต์แวร์เติบโต, คืนกำไรให้ผู้ถือหุ้นสม่ำเสมอ แต่เผชิญค่าใช้จ่าย EV และภาษี
- Ford: ผลตอบแทนเงินปันผลสูง, กลยุทธ์ EV ราคาประหยัด, การลงทุนด้านบริการและพลังงาน แต่ต้องปรับธุรกิจ EV และเผชิญแรงกดดันต้นทุนบางส่วน
ดังนั้นนักลงทุนควรพิจารณาจากมุมมองของตนเอง เช่นมองหาการเติบโตระยะยาวหรือผลตอบแทนเงินปันผลแบบสม่ำเสมอ เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน
#GeneralMotors #Ford #หุ้นยานยนต์ #ลงทุนอเมริกา #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น