หุ้น Gemini พุ่งแรง หลังผู้ก่อตั้งอัดเงินช่วยบริษัท 100 ล้านดอลลาร์ พร้อมเผยผลขาดทุนลดลงในไตรมาสแรกปี 2026

หุ้น Gemini พุ่งแรง หลังผู้ก่อตั้งอัดเงินช่วยบริษัท 100 ล้านดอลลาร์ พร้อมเผยผลขาดทุนลดลงในไตรมาสแรกปี 2026

โดย ADMIN

Gemini ได้รับเงินลงทุน 100 ล้านดอลลาร์ หนุนหุ้นดีดตัวแรง แม้ธุรกิจยังขาดทุน

บริษัทคริปโตชื่อดัง Gemini Space Station Inc. กลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนอีกครั้ง หลังประกาศได้รับเงินลงทุนเชิงกลยุทธ์มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกองทุนของสองผู้ก่อตั้งฝาแฝดชื่อดัง Cameron และ Tyler Winklevoss ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในการซื้อขายนอกเวลาทำการ

แม้บริษัทจะยังอยู่ในภาวะขาดทุน แต่ผลประกอบการล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า Gemini เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว โดยเฉพาะในด้านรายได้ที่เติบโตต่อเนื่อง และการลดระดับการขาดทุนลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

เงินลงทุน 100 ล้านดอลลาร์ มาจากกองทุนของผู้ก่อตั้งเอง

Gemini เปิดเผยว่า Winklevoss Capital Fund ซึ่งเป็นกองทุนการลงทุนของสองพี่น้อง Winklevoss ได้เข้าซื้อหุ้น Class A ของบริษัทในราคาหุ้นละ 14 ดอลลาร์ โดยใช้การชำระเงินเป็น Bitcoin

ดีลดังกล่าวคิดเป็นจำนวนหุ้นประมาณ 7.14 ล้านหุ้น และถือเป็นการแสดงความเชื่อมั่นครั้งสำคัญจากผู้ก่อตั้งที่ยังคงเดิมพันกับอนาคตของบริษัท แม้ว่าราคาหุ้น Gemini จะร่วงลงมากกว่า 84% นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq เมื่อปีที่ผ่านมา

หลังการประกาศดังกล่าว หุ้นของ Gemini ปรับตัวเพิ่มขึ้นทันทีราว 14% ในการซื้อขายหลังตลาดปิด สะท้อนมุมมองเชิงบวกของนักลงทุนต่อการอัดฉีดเงินทุนครั้งนี้

ผลประกอบการไตรมาสแรกยังขาดทุน แต่ดีขึ้นจากปีก่อน

สำหรับผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2026 บริษัทรายงานผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 109 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 0.93 ดอลลาร์ต่อหุ้น ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสูงถึง 149.3 ล้านดอลลาร์

ขณะเดียวกัน รายได้รวมของบริษัทเพิ่มขึ้น 42% มาอยู่ที่ 50.3 ล้านดอลลาร์ จากเดิม 35.3 ล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า

รายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจาก:

  • ธุรกิจบริการ (Services Revenue)
  • รายได้จากดอกเบี้ย
  • ธุรกิจ OTC Trading
  • ธุรกิจบัตรเครดิตคริปโต

โดยเฉพาะธุรกิจบัตรเครดิตของ Gemini มีการเติบโตอย่างโดดเด่น รายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 300% เมื่อเทียบรายปี และมีผู้สมัครใช้งานบัตรใหม่กว่า 13,000 ราย ภายในไตรมาสเดียว

ธุรกิจ Exchange ยังเผชิญแรงกดดันจากปริมาณเทรดที่ลดลง

แม้รายได้รวมจะเติบโต แต่ธุรกิจ Exchange ซึ่งเป็นหัวใจหลักของแพลตฟอร์มยังเผชิญแรงกดดัน โดยรายได้จากการซื้อขายบน Exchange ลดลงประมาณ 27%

สาเหตุสำคัญมาจากปริมาณการซื้อขายคริปโตที่ลดลงจาก 13.5 พันล้านดอลลาร์ เหลือเพียง 6.3 พันล้านดอลลาร์

สิ่งนี้สะท้อนว่าตลาดคริปโตยังคงมีความผันผวนสูง และการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มซื้อขายยังรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

Prediction Market เริ่มสร้างรายได้ใหม่ให้บริษัท

อีกหนึ่งธุรกิจที่ Gemini กำลังผลักดันคือแพลตฟอร์ม Prediction Markets หรือแพลตฟอร์มทำนายเหตุการณ์ ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

บริษัทระบุว่า แพลตฟอร์มดังกล่าวสร้างรายได้ประมาณ 400,000 ดอลลาร์ ในไตรมาสแรก และมีผู้ใช้งานราว 20,000 คน

แม้รายได้ยังไม่มากเมื่อเทียบกับธุรกิจหลัก แต่ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่าบริษัทกำลังพยายามกระจายแหล่งรายได้ และลดการพึ่งพาธุรกิจ Exchange เพียงอย่างเดียว

ค่าใช้จ่ายยังสูง แม้บริษัทเริ่มลดพนักงาน

ในด้านต้นทุน Gemini ยังเผชิญแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นถึง 73% แตะระดับ 144.5 ล้านดอลลาร์

ค่าใช้จ่ายหลักมาจาก:

  • ต้นทุนพนักงานและค่าตอบแทน
  • งบการตลาด
  • ต้นทุนธุรกิจบัตรเครดิต
  • ค่าใช้จ่ายจากการปรับโครงสร้างองค์กร

บริษัทระบุว่ามีค่าใช้จ่ายจากการปลดพนักงานประมาณ 6.5 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสแรก เพื่อควบคุมต้นทุนและปรับโครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาด

Gemini ได้รับใบอนุญาตสำคัญจาก CFTC

อีกหนึ่งพัฒนาการสำคัญคือ Gemini ได้รับใบอนุญาต Derivatives Clearing Organization (DCO) จากหน่วยงานกำกับดูแลสหรัฐอย่าง CFTC

ใบอนุญาตดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทสามารถขยายธุรกิจด้านอนุพันธ์คริปโตได้มากขึ้น และอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างรายได้ระยะยาว

ก่อนหน้านี้ Gemini มีใบอนุญาตด้านตลาดอนุพันธ์อยู่แล้ว และการได้รับ DCO License ถือเป็นการเสริมความแข็งแกร่งด้านกฎระเบียบของบริษัท

นักวิเคราะห์มอง Gemini ยังเสี่ยง แต่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว

แม้ว่าบริษัทจะยังขาดทุนและเผชิญแรงกดดันด้านกระแสเงินสด แต่หลายฝ่ายมองว่าการที่ผู้ก่อตั้งตัดสินใจลงทุนเงินก้อนใหญ่ด้วยตนเอง ถือเป็นสัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่นในอนาคตของบริษัท

นักลงทุนบางส่วนมองว่า Gemini กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากบริษัทที่พึ่งพารายได้จากการเทรดคริปโต ไปสู่การสร้าง Ecosystem ทางการเงินที่หลากหลายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังคงมีอยู่ ทั้งจากการแข่งขันในตลาดคริปโต ความผันผวนของ Bitcoin และต้นทุนการดำเนินงานที่ยังอยู่ในระดับสูง

ตลาดคริปโตปี 2026 ยังเต็มไปด้วยความท้าทาย

อุตสาหกรรมคริปโตในปี 2026 ยังคงอยู่ในช่วงฟื้นตัว หลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ย และการกำกับดูแลจากหน่วยงานรัฐหลายประเทศ

แม้ Bitcoin จะเริ่มกลับมาเคลื่อนไหวในระดับสูงอีกครั้ง แต่บริษัทคริปโตจำนวนมากยังต้องเผชิญปัญหาด้านรายได้และกำไร

กรณีของ Gemini จึงถูกมองว่าเป็นบททดสอบสำคัญว่า บริษัทคริปโตที่เข้าตลาดหุ้นจะสามารถปรับตัวและสร้างการเติบโตระยะยาวได้หรือไม่

หากบริษัทสามารถลดการขาดทุนต่อเนื่อง พร้อมสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่ ๆ ได้สำเร็จ ก็อาจช่วยให้ Gemini กลับมาได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนอีกครั้งในอนาคต

รายงานข่าวนี้อ้างอิงจากข้อมูลของ Invezz, Investing.com และ Wall Street Journal

#Gemini #Bitcoin #CryptoNews #Winklevoss #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง

หุ้น Gemini พุ่งแรง หลังผู้ก่อตั้งอัดเงินช่วยบริษัท 100 ล้านดอลลาร์ พร้อมเผยผลขาดทุนลดลงในไตรมาสแรกปี 2026 | SlimScan