
GE Aerospace ได้แรงหนุนจากธุรกิจ Defense & Propulsion หลังคว้างานก้อนใหญ่ต่อเนื่อง นักลงทุนจับตาโมเมนตัมการเติบโตระยะยาว
GE Aerospace เดินหน้าขยายธุรกิจ Defense & Propulsion หนุนรายได้และคำสั่งซื้อเติบโตแข็งแกร่ง
GE Aerospace (NYSE: GE) กำลังได้รับแรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากธุรกิจ Defense & Propulsion Technologies หรือกลุ่มเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนและการป้องกันประเทศ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักที่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของบริษัทในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของงบประมาณด้านกลาโหมทั่วโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความต้องการระบบอากาศยานทางทหารที่มีประสิทธิภาพสูง
ความต้องการเครื่องยนต์และเทคโนโลยีการบินทางทหารยังคงแข็งแกร่ง
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันผลการดำเนินงานของ GE Aerospace มาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้าน Propulsion Technologies ซึ่งครอบคลุมเครื่องยนต์อากาศยาน ระบบขับเคลื่อน เทคโนโลยีการผลิตแบบ Additive Manufacturing ระบบอากาศยานที่สำคัญ รวมถึงบริการซ่อมบำรุงหลังการขายสำหรับลูกค้าภาคกลาโหม
ด้วยประสบการณ์อันยาวนานในอุตสาหกรรมการบินและการป้องกันประเทศ GE Aerospace ยังคงเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเครื่องยนต์อากาศยานทางทหารรายสำคัญของโลก โดยเครื่องยนต์หลายรุ่นของบริษัทถูกใช้งานในเครื่องบินรบ เฮลิคอปเตอร์ และอากาศยานทางทหารหลากหลายประเภทในหลายประเทศทั่วโลก
จับมือ Palantir ยกระดับการบริหารจัดการฝูงบินทหาร
หนึ่งในความเคลื่อนไหวล่าสุดที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน คือการที่ GE Aerospace ได้ประกาศความร่วมมือกับ Palantir Technologies เพื่อพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการฝูงบินทางทหารของกองทัพอากาศสหรัฐฯ
ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว GE จะนำเทคโนโลยีด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ขั้นสูงเข้ามาช่วยเพิ่มความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจของเครื่องยนต์ J85 ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้ในเครื่องบินฝึกบิน T-38 Talon ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ
โครงการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ Artificial Intelligence เข้ามามีบทบาทในการดูแลรักษาอากาศยานทางทหารมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการซ่อมบำรุง และยกระดับความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจของกองทัพ
คว้าสัญญามูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์จากกองทัพเรือสหรัฐฯ
ก่อนหน้านี้ GE Aerospace ยังได้รับสัญญามูลค่าประมาณ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากหน่วยงาน Naval Air Systems Command เพื่อจัดหาเครื่องยนต์ T408 สำหรับเฮลิคอปเตอร์ขนส่งหนัก Sikorsky CH-53K King Stallion ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ
สัญญาดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จสำคัญที่ช่วยตอกย้ำสถานะของ GE ในฐานะผู้จัดหาเครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อนทางทหารระดับโลก
สัญญาขนาดใหญ่จากกองทัพอากาศสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 5 พันล้านดอลลาร์
นอกเหนือจากสัญญากับกองทัพเรือแล้ว GE Aerospace ยังได้รับสัญญามูลค่ารวมกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกองทัพอากาศสหรัฐฯ เพื่อจัดหาเครื่องยนต์ F110 รวมถึงอะไหล่และบริการสนับสนุนต่าง ๆ ภายใต้โครงการ Foreign Military Sales (FMS)
เครื่องยนต์ F110 ถือเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักของ GE ที่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในเครื่องบินขับไล่หลายรุ่นทั่วโลก และยังคงได้รับความต้องการอย่างต่อเนื่องจากประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ
นอกจากนี้ บริษัทได้รับสัญญาแบบ Indefinite Delivery Indefinite Quantity (IDIQ) จากกองทัพบกสหรัฐฯ เพื่อจัดหาเครื่องยนต์ F110 สำหรับเครื่องบินรบ F-15 และ F-16 ที่ประจำการอยู่ในประเทศพันธมิตรอีกด้วย
คำสั่งซื้อพุ่ง หนุนรายได้เติบโตสองหลัก
จากแรงหนุนของโครงการด้านกลาโหมขนาดใหญ่ ส่งผลให้ธุรกิจ Defense & Propulsion Technologies ของ GE Aerospace มีการเติบโตอย่างโดดเด่น
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า รายได้ของหน่วยธุรกิจดังกล่าวเพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดคำสั่งซื้อใหม่ (Orders) เติบโตถึง 19%
การเติบโตของคำสั่งซื้อสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าในเทคโนโลยีและความสามารถของ GE Aerospace รวมถึงแนวโน้มความต้องการระบบขับเคลื่อนทางทหารที่ยังคงแข็งแกร่งในระยะยาว
งบกลาโหมทั่วโลกเพิ่มขึ้น หนุนแนวโน้มธุรกิจในอนาคต
นักวิเคราะห์มองว่า ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนธุรกิจของ GE ต่อไปในอนาคต คือการเพิ่มขึ้นของงบประมาณด้านกลาโหมทั้งในสหรัฐฯ และหลายประเทศทั่วโลก
ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค รวมถึงการแข่งขันทางเทคโนโลยีทางทหาร ทำให้หลายประเทศเร่งลงทุนในระบบอากาศยาน เครื่องยนต์ และเทคโนโลยีป้องกันประเทศรุ่นใหม่
ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมการบินพาณิชย์ก็ยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อทั้งธุรกิจการผลิตเครื่องยนต์และบริการหลังการขายของ GE Aerospace
ฝ่ายบริหารของบริษัทคาดการณ์ว่า รายได้จากกลุ่มธุรกิจ Defense & Propulsion Technologies จะยังเติบโตในระดับ Mid-to-High Single Digit หรือประมาณเลขหลักเดียวระดับกลางถึงสูงในปีถัดไป
เปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรม
Northrop Grumman
Northrop Grumman ยังคงเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายสำคัญของอุตสาหกรรมกลาโหม โดยรายได้จากหน่วย Defense Systems เติบโตประมาณ 7.2% จากปีก่อน อันเป็นผลจากโครงการระบบอาวุธและโครงการป้องกันประเทศหลายรายการ
Textron
อีกหนึ่งคู่แข่งสำคัญอย่าง Textron ก็ได้รับอานิสงส์จากความต้องการอากาศยานทางทหารเช่นกัน โดยธุรกิจ Bell ซึ่งผลิตเฮลิคอปเตอร์และอากาศยานทางทหาร มีรายได้เติบโตประมาณ 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ราคาหุ้น GE Aerospace ยังโดดเด่นกว่ากลุ่มอุตสาหกรรม
ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ GE Aerospace ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 51% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมการบินและอวกาศที่เติบโตประมาณ 28%
การปรับตัวขึ้นของราคาหุ้นสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อแนวโน้มการเติบโตในระยะยาวของบริษัท โดยเฉพาะธุรกิจด้านกลาโหมที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของรายได้
มุมมองด้านมูลค่าหุ้นและประมาณการกำไร
แม้ว่าหุ้น GE Aerospace จะซื้อขายที่ระดับค่า Forward P/E สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม แต่ตลาดยังคงให้น้ำหนักเชิงบวกต่อศักยภาพการเติบโตของบริษัท
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรของ GE Aerospace สำหรับปี 2026 และ 2027 อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา สะท้อนถึงความเชื่อมั่นว่าผลประกอบการจะได้รับแรงหนุนจากคำสั่งซื้อด้านกลาโหมที่แข็งแกร่งและการขยายตัวของธุรกิจการบินเชิงพาณิชย์
บทสรุป
GE Aerospace กำลังอยู่ในช่วงที่ได้รับแรงสนับสนุนอย่างชัดเจนจากธุรกิจ Defense & Propulsion Technologies ผ่านการคว้าสัญญาขนาดใหญ่จากหน่วยงานกลาโหมสหรัฐฯ การขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยี และการเติบโตของคำสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มงบประมาณด้านกลาโหมที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก รวมถึงความต้องการเครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อนทางทหารรุ่นใหม่ที่ยังคงแข็งแกร่ง ทำให้ GE Aerospace มีโอกาสรักษาโมเมนตัมการเติบโตต่อไปในอนาคต แม้นักลงทุนยังต้องติดตามประเด็นด้านมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมก็ตาม
#GEAerospace #DefenseTechnology #หุ้นสหรัฐ #อุตสาหกรรมการบิน #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น