ราคาน้ำมันพุ่งกดดันหุ้นค้าปลีกสหรัฐ แต่ผู้บริโภคอเมริกันยังไม่ยอมแพ้ นักวิเคราะห์เชื่อกำลังซื้อยังแข็งแกร่ง

ราคาน้ำมันพุ่งกดดันหุ้นค้าปลีกสหรัฐ แต่ผู้บริโภคอเมริกันยังไม่ยอมแพ้ นักวิเคราะห์เชื่อกำลังซื้อยังแข็งแกร่ง

โดย ADMIN

ราคาน้ำมันสูงฉุดหุ้น Consumer Discretionary แต่ Wall Street ยังมั่นใจผู้บริโภคสหรัฐ

แม้ว่าราคาน้ำมันในสหรัฐฯ จะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยแตะประมาณ 4.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มลดการใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือยและการช้อปปิ้งลง แต่บรรดานักวิเคราะห์ใน Wall Street ยังคงมองว่าเศรษฐกิจฝั่งผู้บริโภคของสหรัฐฯ ยังมีความแข็งแกร่งมากกว่าที่หลายคนคาดการณ์

รายงานล่าสุดจาก Barron's ระบุว่า แม้แรงกดดันจากต้นทุนพลังงานจะส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชน แต่ภาพรวมของภาคการบริโภคยังคงมีสัญญาณบวก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้สูงที่ยังคงใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง

หุ้นกลุ่ม Consumer Discretionary ยังใกล้จุดสูงสุด แม้เศรษฐกิจเผชิญแรงกดดัน

กองทุน Consumer Discretionary Select Sector SPDR ETF ซึ่งเป็นหนึ่งในกองทุนที่สะท้อนภาพรวมของหุ้นกลุ่มสินค้าและบริการที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งดังกล่าวไม่ได้กระจายตัวทั่วทั้งอุตสาหกรรม เพราะหุ้นขนาดใหญ่อย่าง Amazon และ Tesla มีสัดส่วนรวมกันเกือบ 45% ของกองทุน ทำให้ผลตอบแทนของกองทุนพึ่งพาหุ้นเพียงไม่กี่ตัวเป็นหลัก

Ed Yardeni จาก Yardeni Research มองว่า สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของตลาด โดยนักลงทุนควรถือครองหุ้นกลุ่มนี้ในระดับ "Market Weight" หรือถือในสัดส่วนเท่ากับตลาด มากกว่าการเพิ่มน้ำหนักการลงทุน

เขาระบุว่า ดัชนีที่ปรับตัวขึ้นจากหุ้นเพียงไม่กี่ตัว ขณะที่หุ้นส่วนใหญ่ไม่ได้เติบโตตาม ถือเป็นสัญญาณที่ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง

เศรษฐกิจแบบ K-Shaped กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐฯ

นักวิเคราะห์จำนวนมากเชื่อว่า สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า K-Shaped Economy หรือเศรษฐกิจที่คนบางกลุ่มยังคงเติบโตและใช้จ่ายได้ดี ขณะที่คนอีกกลุ่มต้องลดการใช้จ่ายลงอย่างชัดเจน

กลุ่มผู้บริโภคที่มีฐานะดีและมีรายได้สูงยังคงเดินทาง ท่องเที่ยว รับประทานอาหารนอกบ้าน และจับจ่ายสินค้าราคาแพงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ชนชั้นกลางและผู้มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น

สถานการณ์นี้ส่งผลโดยตรงต่อบริษัทค้าปลีกและแบรนด์สินค้าต่างๆ ที่ต้องเผชิญกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่างกันมากขึ้น

กำไรของบริษัทในกลุ่มยังถูกกดดัน

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนยังคงระมัดระวังคือ อัตรากำไรล่วงหน้า (Forward Profit Margin) ของหุ้นกลุ่ม Consumer Discretionary อยู่ในระดับต่ำเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับ 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักในตลาดหุ้นสหรัฐ

ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนด้านการขนส่งและวัตถุดิบ ทำให้หลายบริษัทต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่การขึ้นราคาสินค้าเพื่อชดเชยต้นทุนก็ไม่สามารถทำได้เต็มที่ เพราะผู้บริโภคเริ่มอ่อนไหวต่อราคา

คาดกำไรปี 2026 จะเติบโตเกือบ 15%

ถึงแม้ปัจจุบันจะเผชิญความท้าทาย แต่ Yardeni Research คาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทในกลุ่ม Consumer Discretionary จะเติบโตถึง 14.6% ในปี 2026

หากตัดผลกระทบจากหุ้นขนาดใหญ่อย่าง Amazon และ Tesla ออกไป มูลค่าหุ้นในกลุ่มนี้ก็ไม่ได้แพงเกินไปเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต ทำให้ยังมีโอกาสสำหรับนักลงทุนที่มองการเติบโตระยะยาว

Walmart และ Costco ยังได้รับความนิยมสูง

นอกจาก Amazon และ Tesla แล้ว หุ้นค้าปลีกรายใหญ่อย่าง Walmart และ Costco Wholesale ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้จะเริ่มชะลอตัวจากระดับสูงสุดก่อนหน้า แต่ระดับ Valuation หรือมูลค่าหุ้นยังคงอยู่ในเกณฑ์สูง สะท้อนความเชื่อมั่นของตลาดต่อความสามารถในการเติบโตของธุรกิจ

บริษัทอื่นๆ ที่ยังคงถูกจับตามอง ได้แก่

  • TJX Companies
  • O'Reilly Automotive
  • Hilton Hotels
  • Gap
  • Abercrombie & Fitch

ผู้บริโภคอเมริกันยังคงใช้จ่ายแม้เผชิญวิกฤต

Carey Kaufman นักกลยุทธ์ด้านผู้บริโภคจาก Jefferies เชื่อว่า แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ผู้บริโภคสหรัฐยังคงมีความยืดหยุ่นสูง

เขาอธิบายว่า เหตุการณ์เดียวที่เคยเห็นผู้บริโภคลดการใช้จ่ายอย่างรุนแรงในวงกว้าง คือช่วง Great Financial Crisis หรือวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ซึ่งในเวลานั้นเกิดทั้งการล่มสลายของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้น และการเข้มงวดด้านสินเชื่อพร้อมกัน

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน แม้จะมีแรงกดดันจากราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ แต่ยังไม่รุนแรงเท่ากับช่วงวิกฤตดังกล่าว

ราคาน้ำมันคือปัจจัยสำคัญที่สุดของปีนี้

ข้อมูลจาก AAA ระบุว่า ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 4.49 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 83% นับตั้งแต่ต้นปี

การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานส่งผลให้ครัวเรือนอเมริกันต้องกันเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับค่าเดินทางและค่าน้ำมัน ส่งผลให้เงินสำหรับการจับจ่ายสินค้าอื่นลดลง

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่หุ้นกลุ่มค้าปลีกและสินค้าแฟชั่นจำนวนมากยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่

Morgan Stanley มองโอกาสฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มนี้

Michael Wilson หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Morgan Stanley มองว่า หุ้นกลุ่ม Consumer Discretionary ยังมีโอกาสกลับมาโดดเด่นได้ในระยะถัดไป

ปัจจัยสนับสนุนประกอบด้วย

  • ผู้บริโภคเริ่มกลับมาซื้อสินค้าแทนการใช้จ่ายด้านบริการ
  • บริษัทต่างๆ มีอำนาจในการกำหนดราคามากขึ้น
  • กลุ่มผู้มีรายได้สูงยังคงใช้จ่ายต่อเนื่อง
  • แนวโน้มราคาน้ำมันอาจเริ่มผ่อนคลาย

Wilson ยังระบุว่า หากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางคลี่คลายลง และเส้นทางขนส่งพลังงานกลับมาเปิดได้ตามปกติ แรงกดดันจากราคาน้ำมันอาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

แนวโน้มผลประกอบการเริ่มดีขึ้น

ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า การปรับประมาณการกำไรของบริษัทในกลุ่ม Consumer Discretionary เริ่มกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง

โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าคงทน (Durables) และกลุ่มเครื่องแต่งกาย (Apparel) ที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับนักลงทุน

บริษัทอย่าง Gap และ Abercrombie & Fitch จึงถูกจับตามองเป็นพิเศษในการประกาศผลประกอบการรอบถัดไป

Retail Therapy ยังเป็นพฤติกรรมยอดนิยมของชาวอเมริกัน

แม้เศรษฐกิจจะเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งจากเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่พฤติกรรมที่เรียกว่า Retail Therapy หรือการช้อปปิ้งเพื่อคลายความเครียด ยังคงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในสหรัฐฯ

นักวิเคราะห์จาก Guggenheim ระบุว่า ผลประกอบการของบริษัทค้าปลีกหลายแห่งในไตรมาสล่าสุดออกมาดีกว่าที่คาด ทั้งยอดขาย กำไรจากการดำเนินงาน และกำไรต่อหุ้น (EPS)

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่พวกเขายังไม่หยุดจับจ่ายอย่างสิ้นเชิง

บทสรุป: ตลาดยังเชื่อมั่นในพลังการใช้จ่ายของผู้บริโภค

แม้ราคาน้ำมันที่สูงจะสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นกลุ่ม Consumer Discretionary แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังคงเชื่อว่าผู้บริโภคอเมริกันมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะประคองเศรษฐกิจต่อไปได้

การใช้จ่ายของกลุ่มรายได้สูง การฟื้นตัวของกำไรบริษัท และโอกาสที่ราคาพลังงานจะปรับตัวลดลง ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนมุมมองเชิงบวกในระยะกลางถึงระยะยาว

ดังนั้น แม้ตลาดจะยังเผชิญความผันผวน แต่หลายสถาบันการเงินชั้นนำยังไม่ตัดโอกาสการเติบโตของหุ้นกลุ่มผู้บริโภค และยังคงจับตาพฤติกรรมการใช้จ่ายของชาวอเมริกันอย่างใกล้ชิด

ที่มา: และรายงานวิเคราะห์ตลาดการเงินล่าสุด

#SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง