
G Mining Ventures จับตาครึ่งหลังปี 2026 สดใส หลัง Jefferies ชี้โปรดักชันทองคำเร่งตัว
G Mining Ventures จับตาครึ่งหลังปี 2026 สดใส หลัง Jefferies ชี้โปรดักชันทองคำเร่งตัว
G Mining Ventures Corp ถูกนักวิเคราะห์จาก Jefferies มองว่ายังมีแนวโน้มแข็งแกร่งในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 แม้ผลงานไตรมาสแรกออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ โดยปัจจัยหนุนหลักมาจากแผนการผลิตทองคำที่คาดว่าจะเร่งตัวในช่วงปลายปี รวมถึงความคืบหน้าของโครงการเหมืองสำคัญหลายแห่งของบริษัท
แนวโน้มการผลิตทองคำยังคงตามเป้า
บริษัทคงเป้าหมายการผลิตทองคำปี 2026 ไว้ที่ 160,000-190,000 ออนซ์ โดยคาดว่าประมาณ 62% ของปริมาณผลิตทั้งหมดจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี เนื่องจากบริษัทจะเริ่มเข้าถึงโซนแร่ที่มีเกรดสูงขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสนับสนุนภาพรวมรายได้ในระยะถัดไป
Jefferies ระบุว่า แม้ช่วงต้นปีจะมีแรงกดดันจากราคาขายทองคำที่รับรู้จริง ภายใต้ข้อตกลง streaming กับ Franco-Nevada แต่โครงสร้างการผลิตที่หนักไปทางครึ่งปีหลังยังเป็นปัจจัยบวกสำคัญ เพราะหากปริมาณผลิตเพิ่มขึ้นตามแผน ต้นทุนต่อหน่วยก็มีโอกาสปรับตัวดีขึ้น
ต้นทุนยังอยู่ในกรอบที่บริษัทประเมินไว้
G Mining Ventures ยังคงกรอบต้นทุน adjusted all-in sustaining cost หรือ AISC ไว้ที่ประมาณ 1,230-1,444 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ โดยนักวิเคราะห์มองว่าต้นทุนมีโอกาสผ่อนคลายในช่วงครึ่งหลัง เนื่องจากปริมาณการผลิตสูงขึ้นจะช่วยกระจายต้นทุนคงที่ได้ดีขึ้น
ในไตรมาสแรก บริษัทผลิตทองคำได้ราว 32,000 ออนซ์ และมียอดขายประมาณ 34,000 ออนซ์ ขณะที่ total cash cost อยู่ที่ 1,034 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วน site-level AISC อยู่ที่ 1,441 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และ corporate AISC อยู่ที่ 1,588 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนว่าต้นทุนบางส่วนยังอยู่ในระดับสูง แต่ยังมีพื้นที่ให้ปรับตัวดีขึ้นเมื่อกำลังผลิตเพิ่มขึ้น
ผลประกอบการไตรมาสแรกต่ำกว่าคาด แต่ภาพใหญ่ยังไม่เปลี่ยน
สำหรับไตรมาสแรก G Mining Ventures รายงานกำไรต่อหุ้นแบบ adjusted EPS ที่ 0.27 ดอลลาร์ ต่ำกว่าคาดการณ์ตลาดที่ 0.37 ดอลลาร์ ขณะที่ adjusted EBITDA อยู่ที่ 98 ล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 123 ล้านดอลลาร์ ส่วนรายได้รวมอยู่ที่ 140 ล้านดอลลาร์
สาเหตุสำคัญที่ทำให้รายได้ต่ำกว่าประมาณการมาจากราคาทองคำที่บริษัทรับรู้จริงภายใต้ข้อตกลง Franco-Nevada streaming agreement ซึ่งอิงราคาคงที่ที่ 20% ของราคา spot ทำให้บริษัทไม่ได้รับประโยชน์จากราคาทองคำตลาดเต็มจำนวนในช่วงดังกล่าว
โครงการ Oko West เดินหน้าตามแผน
อีกหนึ่งประเด็นที่ Jefferies ให้ความสำคัญคือความคืบหน้าของโครงการ Oko West ซึ่งปัจจุบันงานก่อสร้างเสร็จไปแล้วประมาณ 20% ขณะที่บริษัทได้ผูกพันรายจ่ายลงทุนไปแล้วราว 54% ของงบลงทุนทั้งหมด
บริษัทตั้งเป้าให้งาน detailed engineering เสร็จภายในไตรมาส 3 ปี 2026 และยังคงแผนผลิตทองคำครั้งแรก หรือ first gold pour ในช่วงครึ่งหลังของปี 2027 หากโครงการเดินหน้าได้ตามกรอบเวลา Oko West อาจกลายเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์หลักที่ช่วยเพิ่มกำลังผลิตในอนาคต
ฐานะการเงินยังมีสภาพคล่องรองรับ
ด้านสภาพคล่อง G Mining Ventures สิ้นสุดไตรมาสด้วยเงินสดประมาณ 287 ล้านดอลลาร์ และหนี้สินประมาณ 39 ล้านดอลลาร์ หลังชำระคืน revolving credit facility มูลค่า 82 ล้านดอลลาร์ครบถ้วนแล้ว
อย่างไรก็ตาม Jefferies ระบุว่าบริษัทยังอยู่ในช่วงใช้เงินลงทุนสูง หรือ cash burn phase เนื่องจากต้องเดินหน้าพัฒนาโครงการเหมืองหลายแห่งพร้อมกัน นักลงทุนจึงควรจับตาการบริหารเงินสดและความคืบหน้าของโครงการอย่างใกล้ชิด
Gurupi เป็นอีกหนึ่ง Catalyst สำคัญ
ที่โครงการ Gurupi บริษัทมีแผนเผยแพร่ mineral resource estimate ฉบับอัปเดต และ preliminary economic assessment ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ขณะเดียวกันยังตั้งเป้าส่งรายงาน environmental and social impact assessment ในไตรมาส 4
นักวิเคราะห์มองว่า ทั้ง Gurupi และ Oko West จะเป็น catalyst สำคัญของ G Mining Ventures ในช่วงหลายไตรมาสข้างหน้า เพราะความคืบหน้าของสองโครงการนี้อาจช่วยเพิ่มมูลค่าระยะยาว และทำให้บริษัทมีฐานการผลิตที่หลากหลายมากขึ้น
มุมมองโดยรวม
แม้ผลประกอบการไตรมาสแรกของ G Mining Ventures จะต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาด แต่ Jefferies ยังมองว่าครึ่งหลังของปี 2026 มีโอกาสฟื้นตัวชัดเจน หากบริษัทสามารถเพิ่มการผลิต เข้าถึงแร่เกรดสูง และควบคุมต้นทุนได้ตามแผน
สำหรับนักลงทุน ประเด็นที่ควรติดตามต่อไปคือปริมาณผลิตจริงในไตรมาสถัด ๆ ไป ความคืบหน้าของ Oko West ผลประเมินของ Gurupi และระดับกระแสเงินสดของบริษัท เนื่องจากทั้งหมดนี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า G Mining Ventures จะสามารถรักษา momentum การเติบโตได้มากน้อยเพียงใด
#SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น