
EU เตรียมใช้มาตรการภาษีตอบโต้สหรัฐ ฯ สูงสุด 93,000 ล้านยูโร เริ่มมีผล 7 กุมภาพันธ์ หากความตึงเครียดไม่คลี่คลาย
สหภาพยุโรปเตรียมใช้นโยบาย "Tariffs" ตอบโต้สหรัฐฯ หากมีการจัดเก็บภาษีใหม่จริง
สหภาพยุโรป (European Union หรือ EU) กำลังวางแผนที่จะดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้าทางเศรษฐกิจต่อ สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในรูปแบบของการเก็บภาษีนำเข้าตอบโต้ผลิตภัณฑ์จากสหรัฐฯ มูลค่ารวมถึง 93,000 ล้านยูโร หรือราว 107,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ดำเนินการขึ้นภาษีศุลกากรต่อสินค้าจากชาติยุโรปตามที่ประกาศไว้จริงในต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นี้ ซึ่งอาจทำให้ความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างสองฝ่ายเพิ่มสูงขึ้นในระดับที่รุนแรงกว่าเดิมมาก.
ภูมิหลังของข้อพิพาท: ภาษีใหม่และข้อเรียกร้องเกี่ยวกับกรีนแลนด์
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศพันธมิตรในยุโรป เช่น เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, ฟินแลนด์ และ สหราชอาณาจักร โดยระบุว่าจะเริ่มที่อัตรา 10% ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 และจะปรับขึ้นเป็น 25% ในวันที่ 1 มิถุนายน หากไม่มีการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการซื้อดินแดนกรีนแลนด์จากเดนมาร์กตามที่ทรัมป์ต้องการ.
คำประกาศดังกล่าวมีผลให้ชาติสมาชิก EU ส่วนใหญ่ประณามการกระทำนี้ว่าเป็นการใช้กลยุทธ์ที่ไม่เหมาะสมระหว่างพันธมิตรและอาจนำไปสู่สงครามการค้าเต็มรูปแบบ. ผู้นำทั้งหลายมองว่าการเชื่อมโยงเรื่องการค้าเข้ากับข้อพิพาททางภูมิรัฐศาสตร์นี้เป็นการกระทำที่ไม่มีเหตุผลและอาจบ่อนทำลายความร่วมมือระหว่างสองฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติก.
EU เตรียมมาตรการตอบโต้: ภาษีและเครื่องมือใหม่
มาตรการที่ EU พิจารณาเพื่อรับมือกับการประกาศของสหรัฐฯ มีหลายแนวทางด้วยกัน:
1. การฟื้นมาตรการภาษีตอบโต้มูลค่า 93,000 ล้านยูโร
ตามข้อตกลงการค้าระหว่าง EU และสหรัฐฯ ที่ทำไว้เมื่อปีที่แล้ว สหภาพยุโรปเคยเตรียมจัดเก็บภาษีตอบโต้สินค้าจากสหรัฐฯ แต่ได้ระงับไว้เพื่อสนับสนุนการทำข้อตกลงทางการค้า (Trade Deal) ระยะยาวระหว่างกัน. อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐฯ ดำเนินการขึ้นภาษีต่อชาติยุโรปตามที่ประกาศจริง EU สามารถใช้อำนาจตามข้อตกลงเดิมในการนำมาตรการภาษีเหล่านี้กลับมาใช้.
สินค้าที่อาจถูกจัดเก็บภาษีตอบโต้มีหลากหลายประเภท ตั้งแต่เครื่องจักรกลหนัก, ยานยนต์, เครื่องบิน ทั้งของ Boeing, สินค้าเกษตรบางชนิด เช่น ถั่วเหลือง, Bourbon, เครื่องมือแพทย์, เครื่องจักรไฟฟ้า และสินค้าอื่น ๆ อีกมากมายที่มีมูลค่ารวมสูงถึงหลายหมื่นล้านยูโร.
2. Anti-Coercion Instrument (ACI) — “มาตรการต่อต้านการบีบบังคับ”
ขณะเดียวกัน ผู้นำบางประเทศใน EU โดยเฉพาะฝรั่งเศสและเยอรมนี เรียกร้องให้สหภาพยุโรปนำ Anti-Coercion Instrument (ACI) มาใช้ ซึ่งเป็นกฎหมายของ EU ที่มุ่งป้องกันการถูกบีบบังคับทางเศรษฐกิจจากประเทศอื่น ๆ. ACI นี้บางครั้งถูกเรียกว่าเครื่องมือ “trade bazooka” เพราะสามารถใช้เพื่อจำกัดการเข้าถึงตลาด, ข้อจำกัดการลงทุน, รวมทั้งข้อจำกัดอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อธุรกิจของสหรัฐฯ ในยุโรป.
ACI ถือเป็นมาตรการที่ไม่เคยถูกใช้มาก่อนและจะเป็นการตอบโต้ขั้นรุนแรงที่สุด หาก EU ตัดสินใจนำมาใช้อย่างเป็นทางการ. อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ยังสร้างข้อกังวลในบางประเทศสมาชิกซึ่งกลัวว่าการใช้มาตรการนี้อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง EU และสหรัฐฯ ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น.
ปฏิกิริยาทางการเมืองและเศรษฐกิจทั้งสองฝ่าย
ผู้นำยุโรปเรียกร้องให้หยุดการทำสงครามการค้า
รัฐมนตรีเศรษฐกิจของฝรั่งเศสและเยอรมนีออกแถลงการณ์ร่วมว่าประเทศยุโรปจะไม่ยอมถูก “ขู่เข็ญ” จากสหรัฐฯ และจะปกป้องผลประโยชน์ของ EU อย่างเด็ดขาด. พวกเขายังเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายกลับสู่โต๊ะเจรจาและแก้ปัญหาผ่านการทูตมากกว่าการคุกคามซึ่งกันและกัน.
ผู้นำ EU หลายคนได้ย้ำว่าการขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ อาจเป็นสาเหตุให้รัฐสภายุโรปไม่อนุมัติข้อตกลงการค้าระหว่าง EU–สหรัฐฯ ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายเพิ่งบรรลุผลกันเมื่อปีที่แล้วและต้องได้รับการรับรองจากรัฐสภายุโรปเสียก่อน.
ฝ่ายสหรัฐฯ ยืนยันว่าสามารถจัดการกับมาตรการของ EU
ในทางกลับกัน ตัวแทนการค้าของสหรัฐฯ กล่าวว่า EU ควรแยกประเด็นการขึ้นภาษีเกี่ยวกับกรีนแลนด์ออกจากข้อตกลงการค้า EU–สหรัฐฯ และยืนยันว่าประเด็นนี้คือเรื่องของนโยบายความมั่นคง ไม่ใช่ข้อตกลงทางเศรษฐกิจ. อย่างไรก็ตาม ความเห็นจากสหรัฐฯ นี้อาจกระตุ้นให้ปัญหายืดเยื้อออกไปในระดับที่สูงขึ้น.
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงิน
หลังจากคำประกาศของทรัมป์ ตลาดหุ้นทั่วโลกตอบสนองอย่างรวดเร็ว โดยดัชนีหลักของยุโรปร่วงลงและนักลงทุนย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำและเงินแท่ง. ความไม่แน่นอนของการค้าโลกที่เพิ่มขึ้นทำให้นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าการตอบโต้ทางภาษีสามารถส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก.
หลายฝ่ายชี้ว่าหากสงครามการค้าระหว่าง EU และสหรัฐฯ ทวีความรุนแรง อาจส่งผลให้ทั้งสองฝั่งสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ และอาจเป็นโอกาสให้คู่ค้ารายอื่น เช่น จีนและประเทศในเอเชียขยายบทบาทในการค้าระหว่างประเทศ.
มุมมองอนาคต: การเจรจา vs การตอบโต้ที่รุนแรง
สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่มีความแน่นอนอย่างชัดเจนว่ามาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ จะเริ่มมีผลจริงในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 หรือไม่ และการตัดสินใจของ EU ว่าจะยอมให้มาตรการตอบโต้ที่มีมูลค่าสูงถึง 93,000 ล้านยูโรมีผลจริงในวันที่ 7 กุมภาพันธ์หรือไม่ก็ยังขึ้นอยู่กับมติของประเทศสมาชิก.
ในช่วงเวลานี้ มีการประชุมฉุกเฉินระหว่างผู้นำยุโรปหลายครั้งเพื่อหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด ทั้งการสร้างเงื่อนไขให้เกิดการเจรจาทางการค้า หรือการเลือกใช้มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจที่เข้มข้น ซึ่งอาจรวมถึงการจำกัดการเข้าถึงตลาดของบริษัทสหรัฐฯ และการพิจารณาใช้ Anti-Coercion Instrument.
ทั้งสองฝ่ายกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมสำคัญที่ World Economic Forum ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่าจะเป็นเวทีแห่งการเจรจาและการพยายามหาทางออกจากความตึงเครียดครั้งนี้. การตัดสินใจครั้งใหญ่ของ EU และสหรัฐฯ ในเร็ว ๆ นี้อาจกำหนดทิศทางของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกในอีกหลายปีข้างหน้า.
#EUtariffs #TradeWar #USAEU #GreenlandDispute #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น