
นักเศรษฐศาสตร์ Mark Thornton เตือนตลาดการเงินโลกอาจถึง “จุดพีค” รอบ 150 ปี ชี้การเสนอชื่อประธาน Fed คนใหม่อาจกระทบเศรษฐกิจสหรัฐ
Mark Thornton เตือนตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ
Mark Thornton นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังจากสถาบัน Austrian School ออกมาเตือนว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันอาจกำลังเข้าใกล้ “จุดสูงสุดครั้งประวัติศาสตร์” ของตลาดการเงินที่เกิดขึ้นเพียงรอบใหญ่ในช่วงเวลาราว 150 ปี พร้อมทั้งแสดงความกังวลเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Federal Reserve (Fed) หลังเริ่มมีการพูดถึงการเสนอชื่อผู้ว่าการ Fed คนใหม่ในอนาคต
Thornton มองว่าตลาดการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐ กำลังอยู่ในช่วงที่มีความเสี่ยงสูงจากการสะสมหนี้ การพิมพ์เงิน และการใช้นโยบายดอกเบี้ยที่ผิดธรรมชาติต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับฐานครั้งใหญ่ในอนาคต
เศรษฐกิจสหรัฐกำลังเข้าสู่ “จุดพีค” รอบประวัติศาสตร์
Thornton อธิบายว่า ในอดีตระบบเศรษฐกิจโลกเคยผ่านช่วงฟองสบู่ขนาดใหญ่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นยุคฟองสบู่รถไฟในศตวรรษที่ 19 วิกฤต Great Depression ช่วงปี 1930 หรือฟองสบู่ดอทคอมในปี 2000 ซึ่งแต่ละเหตุการณ์มักเกิดหลังจากช่วงเวลาที่เศรษฐกิจขยายตัวแรงเกินไปและมีการเก็งกำไรอย่างหนัก
เขาเชื่อว่าปัจจุบันสหรัฐกำลังอยู่ในสภาวะคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะเมื่อมูลค่าตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่หนี้ภาครัฐและหนี้ผู้บริโภคแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์
ตลาดหุ้นสหรัฐยังคงร้อนแรงเกินพื้นฐาน
แม้ว่าดัชนีสำคัญอย่าง S&P 500 และ Nasdaq จะยังคงปรับตัวขึ้น แต่ Thornton เตือนว่านักลงทุนจำนวนมากกำลังประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและ AI ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
เขามองว่าแรงขับเคลื่อนสำคัญไม่ได้มาจากพื้นฐานเศรษฐกิจจริงทั้งหมด แต่เกิดจากสภาพคล่องในระบบการเงินและความคาดหวังเชิงบวกของนักลงทุน ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วหาก Fed เปลี่ยนนโยบาย
กังวลการเสนอชื่อประธาน Fed คนใหม่
อีกประเด็นสำคัญที่ Thornton กล่าวถึงคือความไม่แน่นอนเกี่ยวกับตำแหน่งผู้นำธนาคารกลางสหรัฐในอนาคต โดยเขาเชื่อว่าการเสนอชื่อหรือแต่งตั้งประธาน Fed คนใหม่อาจส่งผลโดยตรงต่อตลาดการเงิน
นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตาว่า Fed จะยังคงใช้นโยบายดอกเบี้ยสูงต่อไปหรือไม่ หลังเงินเฟ้อในสหรัฐยังอยู่เหนือเป้าหมาย แม้จะเริ่มชะลอตัวลงแล้วก็ตาม
Thornton เตือนว่า หากผู้นำ Fed คนใหม่เลือกใช้นโยบายผ่อนคลายเร็วเกินไป อาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาพุ่งอีกครั้ง แต่หากใช้นโยบายเข้มงวดต่อเนื่อง ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย
Fed ถูกกดดันจากทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งรัฐบาล นักลงทุน และภาคธุรกิจ ซึ่งต้องการให้ลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม Thornton มองว่าการลดดอกเบี้ยเร็วเกินไปอาจเป็น “กับดัก” ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจกลับไปพึ่งพาเงินราคาถูกอีกครั้ง และสร้างฟองสบู่ใหม่ในสินทรัพย์ต่าง ๆ
ทองคำอาจกลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยสำคัญ
ท่ามกลางความไม่แน่นอน Thornton ยังคงมองบวกต่อทองคำ โดยเชื่อว่านักลงทุนจำนวนมากจะกลับมาถือทองในฐานะ Safe Haven หากตลาดการเงินเริ่มผันผวนหนัก
เขาระบุว่าราคาทองคำในระยะยาวยังมีโอกาสปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะหากค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า หรือ Fed กลับมาใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินอีกครั้ง
นักลงทุนเริ่มกลับมาสนใจทองคำมากขึ้น
ในช่วงที่ผ่านมา กองทุนและธนาคารกลางหลายประเทศเริ่มเพิ่มการถือครองทองคำ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากค่าเงินดอลลาร์และความผันผวนของตลาดโลก
Thornton เชื่อว่านี่อาจเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันเริ่มเตรียมรับมือกับความเสี่ยงครั้งใหญ่ในอนาคต
หนี้รัฐบาลสหรัฐยังเป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก
อีกหนึ่งประเด็นที่ Thornton เน้นย้ำคือระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันหนี้รัฐบาลแตะระดับหลายล้านล้านดอลลาร์
เขามองว่าการกู้เงินเพิ่มอย่างต่อเนื่องเพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจอาจสร้างปัญหาในระยะยาว และทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องพึ่งพาการพิมพ์เงินมากขึ้น
หากสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ค่าเงินดอลลาร์อาจเผชิญแรงกดดัน และทำให้สินทรัพย์อย่างทองคำหรือ Bitcoin ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น
นักลงทุนควรรับมืออย่างไร?
Thornton แนะนำว่านักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนช่วงนี้ และหลีกเลี่ยงการเก็งกำไรที่มีความเสี่ยงสูงเกินไป
เขาเสนอว่าการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์หลายประเภท เช่น ทองคำ พันธบัตรระยะสั้น หรือสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง อาจช่วยลดความเสี่ยงได้ดีกว่าในช่วงตลาดผันผวน
อย่าประมาทความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยเต็มรูปแบบ แต่ Thornton เชื่อว่าความเปราะบางในระบบการเงินกำลังเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
เขาเตือนว่านักลงทุนจำนวนมากอาจกำลังมั่นใจมากเกินไป หลังตลาดหุ้นปรับขึ้นต่อเนื่องหลายปี ซึ่งอาจทำให้เกิดแรงเทขายรุนแรงหากมีปัจจัยลบเข้ามากระทบ
บทสรุป
Mark Thornton มองว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ และตลาดการเงินอาจกำลังอยู่ใกล้จุดสูงสุดครั้งใหญ่ในรอบกว่า 150 ปี
แม้ยังไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ชัดเจนว่าจะเกิดวิกฤตเมื่อใด แต่คำเตือนของเขาสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับหนี้สิน นโยบายดอกเบี้ย และความไม่แน่นอนของธนาคารกลางสหรัฐ
ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความผันผวน นักลงทุนจึงอาจต้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงมากกว่าการไล่ตามผลตอบแทนระยะสั้น
#SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น