ดาวโจนส์ฟิวเจอร์สอ่อนตัว หลังสัญญาณจากทำเนียบขาวต่ออิหร่านยังขัดแย้งกัน กดบรรยากาศลงทุนกลับมาตึงเครียด

ดาวโจนส์ฟิวเจอร์สอ่อนตัว หลังสัญญาณจากทำเนียบขาวต่ออิหร่านยังขัดแย้งกัน กดบรรยากาศลงทุนกลับมาตึงเครียด

โดย ADMIN

ดาวโจนส์ฟิวเจอร์สร่วง หลังข้อความจากสหรัฐเกี่ยวกับอิหร่านยังไม่ชัดเจน

บรรยากาศการลงทุนในตลาดล่วงหน้าสหรัฐช่วงเช้าวันอังคารกลับมาอยู่ในโหมดระมัดระวังอีกครั้ง หลังนักลงทุนพยายามตีความท่าทีของรัฐบาลสหรัฐต่อสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่าน ซึ่งล่าสุดมีทั้งสัญญาณเชิงผ่อนคลายและสัญญาณเชิงแข็งกร้าวออกมาพร้อมกัน ทำให้ตลาดยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่าแนวโน้มของสงครามกำลังจะยุติลง หรืออาจกำลังเข้าสู่ช่วงที่เข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม

ดัชนีฟิวเจอร์สหลักของสหรัฐปรับลง หลังแรงบวกก่อนหน้าถูกลดทอน

รายงานระบุว่า Dow Jones futures และ S&P 500 futures ต่างปรับลดลงราว 0.3% ขณะที่ Nasdaq futures ลดลงประมาณ 0.2% สะท้อนว่าตลาดเริ่มลดความเชื่อมั่นจากแรงรีบาวด์ในวันก่อนหน้า หลังมีข้อมูลใหม่จากฝั่งวอชิงตันที่บ่งชี้ว่า ความขัดแย้งกับอิหร่านอาจยังไม่จบลงง่าย ๆ ตามที่หลายฝ่ายเคยคาดหวังไว้ในช่วงสั้น ๆ

ก่อนหน้านี้ ตลาดหุ้นสหรัฐเพิ่งฟื้นตัวอย่างแรงระหว่างวัน โดยแรงหนุนสำคัญมาจากการที่ราคาน้ำมันดิ่งลง หลังประธานาธิบดี Donald Trump ส่งสัญญาณว่า สงครามกับอิหร่านอาจสิ้นสุดลงได้ “ในไม่ช้า” และระบุในทำนองว่า สถานการณ์โดยรวม “เกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว” รวมถึงย้ำว่าสหรัฐ “คืบหน้าเร็วกว่ากำหนดมาก” คำพูดลักษณะนี้ช่วยให้ตลาดคลายกังวลชั่วคราว และทำให้นักลงทุนกลับเข้ามารับความเสี่ยงมากขึ้น

ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกแรงในวันก่อนหน้า

ผลจากมุมมองเชิงบวกดังกล่าว ทำให้ดัชนีหลักของตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกค่อนข้างแข็งแกร่งในวันก่อนหน้า โดย Nasdaq เป็นผู้นำการปรับขึ้น เพิ่มขึ้น 1.4% ปิดที่ 22,696 จุด ขณะที่ S&P 500 บวก 0.8% ปิดที่ 6,796 จุด ส่วน Dow Jones เพิ่มขึ้น 0.5% ปิดที่ 47,741 จุด และ Russell 2000 ขยับขึ้น 1.1% ปิดที่ 2,554 จุด ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า นักลงทุนพร้อมตอบรับข่าวเชิงบวกอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็พร้อมกลับมากังวลทันทีเมื่อมีข้อมูลใหม่ที่เปลี่ยนภาพรวมความเสี่ยง

ฝั่งยุโรปเองก็มีพฤติกรรมคล้ายกัน ตลาดหุ้นยุโรปเปิดบวกแรงในช่วงแรก ตามแรงหนุนจากสัญญาณลดความตึงเครียดของ Trump แต่ต่อมาแรงบวกก็เริ่มหดตัวลงเช่นกัน แม้ดัชนีสำคัญอย่าง FTSE 100 และ DAX จะยังคงเคลื่อนไหวในแดนบวกอยู่ก็ตาม

จุดเปลี่ยนของอารมณ์ตลาดมาจากคำพูดของ Pete Hegseth

อย่างไรก็ตาม ความมั่นใจของตลาดถูกสั่นคลอนอีกครั้ง หลัง Pete Hegseth รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ออกมาให้ความเห็นว่า วันอังคารจะเป็น “วันที่มีการโจมตีภายในอิหร่านเข้มข้นที่สุด” พร้อมระบุว่าจะเป็นวันที่มีทั้งเครื่องบินขับไล่ เครื่องบินทิ้งระเบิด ปฏิบัติการโจมตี และข้อมูลข่าวกรองที่แม่นยำมากกว่าที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คำกล่าวนี้ทำให้ตลาดรับรู้ทันทีว่า แม้ฝั่งการเมืองจะส่งสัญญาณผ่อนคลาย แต่ในเชิงปฏิบัติการทางทหาร ความเสี่ยงกลับยังอยู่ในระดับสูงมาก

ในอีกด้านหนึ่ง Hegseth ก็ยังให้ข้อมูลที่ดูผ่อนแรงความกังวลลงบางส่วน โดยบอกว่าในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา อิหร่านยิงขีปนาวุธออกมาในระดับต่ำที่สุดเท่าที่ยังมีศักยภาพจะยิงได้ และยืนยันว่ารัฐบาลสหรัฐไม่มีแผนเดินหน้าไปสู่การทำสงครามในลักษณะ “nation-building” หรือการเข้าไปสร้างระเบียบการเมืองใหม่ภายในประเทศอิหร่าน คำพูดสองด้านนี้เองที่ทำให้ตลาดเกิดภาวะสับสน เพราะในแง่หนึ่งดูเหมือนสถานการณ์อาจจำกัดวง แต่ในอีกแง่หนึ่งก็ยังมีความเสี่ยงจะยกระดับได้ทุกเมื่อ

ราคาน้ำมันเหวี่ยงแรง สะท้อนความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์

หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่เชื่อมโยงกับอารมณ์ตลาดโดยตรงคือราคาน้ำมัน โดยสัญญา WTI crude เคยพุ่งขึ้นเหนือ 116 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลระหว่างวันก่อนหน้า ก่อนจะร่วงลงแตะระดับต่ำราว 82 ดอลลาร์ หลังถ้อยแถลงของ Trump ช่วยลดความกังวลเรื่องสงคราม แต่ล่าสุดราคาน้ำมันดีดกลับขึ้นมายืนเหนือ 90 ดอลลาร์อีกครั้ง เมื่อมุมมองของตลาดเริ่มเปลี่ยนจาก “การคลี่คลาย” ไปเป็น “ความไม่แน่นอนที่ยังคงสูง”

ความผันผวนของราคาน้ำมันมีนัยสำคัญอย่างมากต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก เพราะต้นทุนน้ำมันไม่ได้กระทบเฉพาะหุ้นกลุ่มพลังงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนขนส่ง กำไรของภาคธุรกิจ และท่าทีของธนาคารกลางในระยะถัดไปด้วย ดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันแกว่งแรงจากข่าวสงคราม นักลงทุนจึงไม่สามารถประเมินทิศทางเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคง ส่งผลให้ตลาดทุนต้องสะท้อนความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทันที

เหตุระเบิดใกล้อาบูดาบี เพิ่มแรงกดดันด้าน supply risk

รายงานยังระบุเพิ่มเติมว่า มีข่าวเหตุระเบิดของเรือบรรทุกน้ำมันใกล้กรุงอาบูดาบี ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลต่อเสถียรภาพของเส้นทางพลังงานในภูมิภาค ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีพลังงานของกลุ่ม G7 มีกำหนดหารือกันในวันเดียวกันเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินออกสู่ตลาด เพื่อบรรเทาความเสี่ยงด้านอุปทานและช่วยจำกัดแรงกระแทกต่อราคาพลังงานโลก

นักลงทุนกำลังประเมินว่า “สงครามจะจบ” หรือ “เพิ่งเริ่มระยะเข้มข้น”

ประเด็นที่ทำให้ตลาดผันผวนหนัก ไม่ใช่เพียงตัวเลขดัชนีหรือราคาน้ำมัน แต่คือการที่นักลงทุนยังไม่สามารถประเมิน narrative หลักของสถานการณ์นี้ได้อย่างชัดเจน หากยึดตามคำพูดของ Trump ตลาดอาจมองว่านี่คือช่วงปลายของความขัดแย้ง และความเสี่ยงใหญ่กำลังทยอยลดลง แต่หากให้น้ำหนักกับคำพูดของ Hegseth ตลาดก็อาจมองว่าการโจมตียังอยู่ในเฟสที่รุนแรง และความไม่แน่นอนอาจยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้มาก

ในภาวะแบบนี้ เงินทุนมักไหลอย่างรวดเร็วระหว่างหุ้นกลุ่ม growth หุ้น defensive น้ำมัน ทองคำ และตราสารหนี้ ขึ้นอยู่กับว่า headline ล่าสุดจากฝั่งการเมืองและการทหารออกมาในทิศทางใด ความเคลื่อนไหวของตลาดจึงมีลักษณะ “headline-driven” สูงมาก หรือพูดง่าย ๆ คือ ข่าวใหม่เพียงไม่กี่ประโยคก็สามารถเปลี่ยน mood ของตลาดได้ภายในเวลาอันสั้น

นอกจากสงคราม ตลาดยังจับตาดีล IPO ขนาดใหญ่

แม้ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นตัวนำของตลาดในระยะสั้น แต่ในรายงานเดียวกันยังมีความเคลื่อนไหวฝั่งตลาดทุนที่น่าสนใจเช่นกัน โดย Pershing Square ของมหาเศรษฐีนักลงทุน Bill Ackman ได้ยื่นเอกสารเพื่อทำ IPO ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก หรือ NYSE ภายใต้โครงสร้างจดทะเบียนแบบ dual listing และระบุว่าได้รับ commitment จากนักลงทุนล่วงหน้าแล้วราว 2.8 พันล้านดอลลาร์ก่อนการเสนอขาย

ข่าวนี้สะท้อนว่า แม้ตลาดจะเผชิญความผันผวนจากปัจจัยสงคราม แต่ดีลระดมทุนขนาดใหญ่ยังคงเดินหน้าต่อ และยังมีเม็ดเงินจำนวนมากที่พร้อมเข้าลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพ หากโครงสร้างดีลและความเชื่อมั่นต่อผู้บริหารยังแข็งแรงพอ

SpaceX อาจเอนเอียงไปทาง Nasdaq

อีกประเด็นที่ดึงความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกคือ รายงานที่ระบุว่า SpaceX ของ Elon Musk มีแนวโน้มเลือกจดทะเบียนหุ้นในตลาด Nasdaq ซึ่ง Reuters มองว่าอาจกลายเป็นหนึ่งในดีล IPO ที่ใหญ่ที่สุดตลอดกาล หากเกิดขึ้นจริง ข่าวนี้ช่วยให้เห็นว่า แม้ความผันผวนระยะสั้นจะกดดัน sentiment ตลาด แต่ธีมการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และบริษัทที่มี narrative การเติบโตสูงยังคงทรงพลังอยู่มาก

มุมมองเชิงวิเคราะห์: ตลาดยังไวต่อทุกสัญญาณจากวอชิงตัน

ภาพรวมของข่าวนี้ชี้ชัดว่า สิ่งที่ตลาดกังวลมากที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่แค่การเกิดสงครามหรือการยิงตอบโต้กันเพียงอย่างเดียว แต่คือความไม่ชัดเจนของสารที่ส่งออกมาจากฝ่ายนโยบายสหรัฐเอง เพราะเมื่อผู้นำประเทศส่งสัญญาณว่าเหตุการณ์อาจจบลงเร็ว ขณะที่ฝ่ายกลาโหมกลับบอกว่ากำลังเข้าสู่วันโจมตีที่เข้มข้นที่สุด ตลาดย่อมตอบสนองด้วยความระมัดระวัง และลดการถือครองความเสี่ยงลงบางส่วนโดยอัตโนมัติ

สำหรับนักลงทุน นี่เป็นสัญญาณเตือนว่าช่วงเวลานี้การเคลื่อนไหวของตลาดอาจไม่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกกำหนดโดย geopolitical headlines อย่างเข้มข้น ดังนั้นความผันผวนระหว่างวันอาจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อราคาพลังงาน อัตราเงินเฟ้อ และการคาดการณ์ดอกเบี้ย

สรุปสาระสำคัญของข่าว

โดยสรุป ตลาดล่วงหน้าสหรัฐอ่อนตัวลงในวันอังคาร เพราะนักลงทุนกลับมาชั่งน้ำหนักความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านอีกครั้ง หลังมีถ้อยแถลงที่ขัดแย้งกันจากฝั่งรัฐบาลสหรัฐ ด้านหนึ่ง Trump ส่งสัญญาณว่าสงครามอาจใกล้ยุติ แต่อีกด้านหนึ่ง Pete Hegseth ระบุว่าปฏิบัติการโจมตีภายในอิหร่านกำลังเข้าสู่วันที่รุนแรงที่สุด ปัจจัยดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันกลับมาดีดตัว และกดดัน sentiment ของตลาดหุ้น แม้ก่อนหน้านี้ดัชนีหลักของวอลล์สตรีทจะเพิ่งปิดบวกอย่างแข็งแกร่งก็ตาม ขณะเดียวกัน ตลาดยังได้รับความสนใจจากข่าวการเตรียม IPO ของ Pershing Square และความเป็นไปได้ที่ SpaceX จะเลือกเข้าจดทะเบียนใน Nasdaq ซึ่งตอกย้ำว่าตลาดทุนโลกยังคงเคลื่อนไหวท่ามกลางทั้งความเสี่ยงและโอกาสในเวลาเดียวกัน

#DowJones #IranConflict #OilPrice #WallStreet #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง