
Delta Air Lines ประกาศงบไตรมาส 2 แข็งแกร่งเกินคาด แม้หุ้นร่วงหลังประกาศผลประกอบการ นักวิเคราะห์แนะนักลงทุน “อย่าหวั่นไหวกับเสียงรบกวน” และยังคงแนะนำซื้อหุ้น DAL
Delta Air Lines โชว์ผลประกอบการเหนือความคาดหมาย แม้ต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่ง นักลงทุนยังถูกแนะให้ถือหุ้น DAL ต่อ
Delta Air Lines (NYSE: DAL) เปิดเผยผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2026 ซึ่งออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์ในตลาดคาดการณ์ไว้ ทั้งในด้านกำไรต่อหุ้น (EPS) และรายได้รวม แม้ว่าบริษัทจะต้องเผชิญกับต้นทุนเชื้อเพลิงเครื่องบินที่พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวลดลงหลังการประกาศงบ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายสำนักยังคงมองว่าปัจจัยพื้นฐานของ Delta แข็งแกร่ง และแนะนำให้นักลงทุนมองข้ามความผันผวนระยะสั้น พร้อมยืนยันคำแนะนำให้ถือหรือเข้าลงทุนในหุ้น DAL ต่อไป
ผลประกอบการไตรมาส 2 ดีกว่าที่ตลาดคาด
Delta รายงานกำไรต่อหุ้น (Adjusted EPS) อยู่ที่ 1.56 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น แม้ว่าจะลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ประมาณ 1.49 ดอลลาร์ต่อหุ้น
ขณะที่รายได้รวมของบริษัทแตะระดับ 17.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นประมาณ 14% เมื่อเทียบกับปีก่อน และสูงกว่าประมาณการของตลาดเช่นกัน สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมการเดินทาง แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนหลายด้าน
ต้นทุนเชื้อเพลิงสูงสุดเป็นประวัติการณ์ กดดันกำไร
แม้ว่ารายได้จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่กำไรของ Delta ถูกกดดันจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยบริษัทระบุว่าค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงในไตรมาสนี้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท
ราคาน้ำมันเครื่องบินเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3.93 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงรวมเพิ่มขึ้นมากกว่า 76% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ว่าบริษัทจะมีโรงกลั่นน้ำมันของตนเองที่ช่วยลดภาระต้นทุนบางส่วนก็ตาม
ธุรกิจ Premium และ Corporate Travel ยังเติบโตต่อเนื่อง
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันผลประกอบการของ Delta คือความต้องการเดินทางในกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมที่ยังแข็งแกร่ง
รายได้จากที่นั่ง Premium เติบโตถึงประมาณ 17% ขณะที่ยอดจองจากลูกค้าองค์กร (Corporate Travel) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจการเงิน อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมการบินและการป้องกันประเทศ
นอกจากนี้ การแข่งขันฟุตบอลโลกที่จัดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ยังช่วยกระตุ้นความต้องการเดินทางระหว่างประเทศมากกว่าที่บริษัทประเมินไว้ในตอนแรก ส่งผลให้รายได้จากเที่ยวบินระหว่างประเทศเติบโตอย่างโดดเด่น
รายได้จากธุรกิจอื่นเติบโตแข็งแรง
นอกเหนือจากธุรกิจสายการบินหลัก Delta ยังได้รับแรงสนับสนุนจากธุรกิจอื่น ๆ ที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ได้แก่
รายได้จาก Loyalty Program
รายได้จากโปรแกรมสมาชิกและบัตรเครดิตพันธมิตรเพิ่มขึ้นประมาณ 19% สะท้อนความแข็งแกร่งของระบบสมาชิกที่สร้างรายได้ประจำให้กับบริษัท
ธุรกิจขนส่งสินค้า (Cargo)
รายได้จากการขนส่งสินค้าเติบโตถึง 39% เมื่อเทียบกับปีก่อน ถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งรายได้ที่ช่วยชดเชยต้นทุนด้านเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
บริษัทยังคงเป้าหมายกำไรทั้งปี แม้สภาพแวดล้อมยังไม่แน่นอน
แม้ต้นทุนเชื้อเพลิงจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ Delta ยังคงประมาณการผลประกอบการทั้งปี 2026 ตามเดิม โดยคาดว่ากำไรต่อหุ้นจะอยู่ในช่วง 6.50–7.50 ดอลลาร์
บริษัทคาดว่าจะสร้างกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ได้ประมาณ 3–4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าแข็งแกร่ง และยังสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารต้นทุนและสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นในระยะยาว
เหตุใดราคาหุ้นจึงปรับตัวลดลง?
แม้ว่าตัวเลขผลประกอบการจะออกมาดีกว่าคาด แต่ราคาหุ้น Delta กลับปรับตัวลดลงกว่า 2% หลังการประกาศงบ
นักวิเคราะห์มองว่าสาเหตุสำคัญไม่ได้เกิดจากผลประกอบการที่อ่อนแอ แต่เกิดจากความคาดหวังของนักลงทุนที่ต้องการเห็นบริษัทปรับเพิ่มประมาณการผลประกอบการทั้งปี หลังราคาหุ้นปรับขึ้นมาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม Delta เลือกที่จะคงประมาณการเดิมไว้ เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับราคาพลังงานและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์
นักวิเคราะห์มองการย่อตัวของหุ้นเป็น "โอกาสซื้อ"
Tom Fitzgerald นักวิเคราะห์จาก TD Cowen ระบุว่า การที่ราคาหุ้นปรับตัวลงหลังประกาศงบไม่ควรถูกตีความว่าเป็นสัญญาณลบของธุรกิจ แต่เป็นเพียงปฏิกิริยาระยะสั้นของตลาด
เขาระบุว่า นักลงทุนควร "Ignore the Noise" หรือมองข้ามปัจจัยรบกวนระยะสั้น เนื่องจากธุรกิจหลักของ Delta ยังคงแข็งแกร่ง ทั้งด้านรายได้จากผู้โดยสาร Premium รายได้จากลูกค้าองค์กร ธุรกิจขนส่งสินค้า โปรแกรมสมาชิก รวมถึงธุรกิจซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ซึ่งช่วยกระจายแหล่งรายได้ของบริษัทได้เป็นอย่างดี
แนวโน้มของ Delta ในช่วงครึ่งปีหลัง
ผู้บริหารของ Delta เชื่อว่าความต้องการเดินทางยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่สายการบินส่วนใหญ่ยังคงควบคุมการเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน ทำให้อัตราค่าโดยสารยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนผลกำไรของอุตสาหกรรม
บริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่มกำไรในปี 2026 ราว 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยอาศัยการเติบโตของตลาด Premium การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และรายได้จากธุรกิจที่หลากหลาย ซึ่งช่วยลดความผันผวนจากธุรกิจสายการบินเพียงอย่างเดียว
บทสรุป
แม้ว่าต้นทุนเชื้อเพลิงจะพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และทำให้กำไรของ Delta Air Lines ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ผลประกอบการโดยรวมยังคงแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาด ทั้งรายได้ กำไรต่อหุ้น และการเติบโตของธุรกิจ Premium, Corporate Travel, Cargo และ Loyalty Program
แม้ราคาหุ้นจะอ่อนตัวหลังประกาศงบ แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายรายยังเชื่อว่าการปรับฐานดังกล่าวเป็นเพียงแรงกดดันระยะสั้น มากกว่าจะสะท้อนถึงปัญหาพื้นฐานของบริษัท พร้อมมองว่าหุ้น DAL ยังคงมีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว หากความต้องการเดินทางทั่วโลกยังคงแข็งแกร่งและบริษัทสามารถบริหารต้นทุนเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
#DeltaAirLines #DAL #หุ้นสหรัฐ #ผลประกอบการ #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น