
Comcast รายงานผลประกอบการ Q4 2025: **Peacock เพิ่มสมาชิกแต่ขาดทุนลึกขึ้นจากค่าลิขสิทธิ์ NBA**
Comcast รายงานผลประกอบการไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 พร้อมภาพรวมธุรกิจ Media, Broadband และ Peacock
Comcast Corporation บริษัทเทคโนโลยีและสื่อใหญ่ของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยผลประกอบการ **ไตรมาส 4 ของปี 2025 (Q4 2025)** ซึ่งสะท้อนภาพธุรกิจที่มีทั้งจุดเด่นและความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะในส่วนของบริการสตรีมมิ่ง Peacock ที่สามารถเพิ่มจำนวนสมาชิกได้อย่างมีนัยสำคัญจากข้อตกลงถ่ายทอดสดบาสเกตบอล NBA และ NFL แต่ในขณะเดียวกัน **ขาดทุนของ Peacock รุนแรงขึ้นเพราะต้นทุนของข้อตกลงกีฬาเหล่านี้** นอกจากนี้ธุรกิจบรอดแบนด์ (broadband) ก็ต้องเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ภาพรวมตัวเลขรายได้และผลกำไรของ Comcast Q4 2025
ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 Comcast รายงานยอดรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ **32.31 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ**, ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ แม้ว่ารายได้จะยังคงมีการเติบโตบ้างเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ปัจจัยสำคัญหลายอย่างทำให้บางส่วนของผลกำไรและรายได้ลดลงจากความคาดหวังของตลาดและการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค
รายได้โดดเด่นจากธีมพาร์คและโฆษณา
หนึ่งในธุรกิจที่เติบโตเด่นชัดในไตรมาสนี้คือ **ธุรกิจธีมพาร์ค** ของ Comcast ที่รวมถึงกิจการสวนสนุก Epic Universe ในนอร์ทอเมริกา ซึ่งรายได้เพิ่มขึ้นกว่า **21.9 %** เมื่อเทียบกับปีก่อน และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยหนุนผลรายได้รวมของบริษัทให้ยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแรง
ผลกำไรปรับเพิ่มจากคาดการณ์
ในด้านผลกำไรปรับ (adjusted earnings), Comcast แจ้งว่า **กำไรต่อหุ้น (EPS)** อยู่ที่ประมาณ **84 เซนต์ต่อหุ้น** ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ประเมินไว้ที่ประมาณ 75 เซนต์ต่อหุ้น นับเป็นสัญญาณบวกหนึ่งสำหรับนักลงทุน แม้ว่าจะมีปัจจัยลบหลายประการในส่วนอื่นของธุรกิจ
สถานการณ์ของบริการสตรีมมิ่ง Peacock
บริการสตรีมมิ่ง **Peacock** ของ Comcast เป็นหนึ่งในจุดสนใจหลักของผลประกอบการไตรมาสนี้ โดยมีทั้งด้านที่เป็นข่าวดีและความท้าทายที่สำคัญ:
ยอดสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 44 ล้านราย
Peacock สามารถเพิ่มจำนวนสมาชิกแบบชำระเงินได้อย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสนี้ โดยสิ้นสุดปี 2025 มีสมาชิกถึง **ประมาณ 44 ล้านรายทั่วโลก**, ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดตั้งแต่เปิดให้บริการมา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่บริษัทนำเสนอคอนเทนต์สดจากกีฬาอเมริกัน เช่น การแข่งขัน NBA (บาสเกตบอลอาชีพ) และบอล NFL ที่ดึงดูดผู้ชมจำนวนมากเข้าสู่บริการสตรีมมิ่งของแพลตฟอร์ม
ขาดทุนของ Peacock เพิ่มขึ้นเพราะค่าใช้จ่ายสิทธิ์ถ่ายทอดกีฬา
แม้จะเพิ่มจำนวนสมาชิกได้มาก แต่ Peacock กลับรายงานว่ามี **การขาดทุนทั้งหมดประมาณ 552 ล้านดอลลาร์สหรัฐ** ในไตรมาสนี้ ซึ่งสูงกว่าไตรมาสก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน โดยปัจจัยหลักมาจากต้นทุนของลิขสิทธิ์กีฬา เช่น NBA และ NFL ที่ Comcast จ่ายเพื่อให้สามารถถ่ายทอดสดบนแพลตฟอร์มของตนได้
ข้อน่าสังเกตคือ แม้การลงทุนด้านกีฬาจะช่วยเพิ่มจำนวนสมาชิก แต่ต้นทุนของสิทธิ์ถ่ายทอดที่สูงมากนั้นทำให้ Peacock ต้องแบกรับขาดทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโมเดลธุรกิจสตรีมมิ่งที่เน้นกีฬาเป็นตัวดึงดูดผู้ชม ต้องอาศัยเวลาพอสมควรกว่าจะเริ่มสร้างผลกำไรอย่างแท้จริงในระยะยาว.
กลยุทธ์ของ Comcast กับ Peacock
ท่ามกลางผลขาดทุนของ Peacock นั้น, ผู้บริหาร Comcast ระบุว่าการนำเสนอคอนเทนต์กีฬาอย่าง NBA และ NFL เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อ “ดึงดูดและรักษาผู้ชม” และเชื่อว่าความนิยมของกีฬาจะช่วยให้แพลตฟอร์มสามารถต่อยอดธุรกิจโฆษณาและบริการพิเศษอื่น ๆ ได้ในอนาคต แม้ว่าจะต้องแบกรับต้นทุนสูงในระยะแรกก็ตาม.
การแข่งขันในธุรกิจบรอดแบนด์และบริการไร้สาย
ธุรกิจบรอดแบนด์ของ Comcast ในไตรมาสนี้ต้องประสบกับความท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น, โดยเฉพาะจากผู้ให้บริการไฟเบอร์และบริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย (fixed-wireless) ที่เสนอแพ็กเกจที่ถูกและมีความน่าสนใจมากขึ้น, ทำให้ Comcast สูญเสียลูกค้าบรอดแบนด์มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
ยอดลูกค้าบรอดแบนด์ลดลง 181,000 ราย
ในไตรมาสนี้ Comcast สูญเสียลูกค้าบรอดแบนด์รวมประมาณ **181,000 ราย** ซึ่งมากกว่าการคาดการณ์ที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ประมาณ 173,780 ราย การสูญเสียลูกค้ากลุ่มนี้สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากผู้ให้บริการรายใหม่ที่แข่งขันด้านราคาและแพ็กเกจบริการอย่าง aggressive.
แผนรับมือการแข่งขัน
เพื่อรับมือการแข่งขัน Comcast แสดงความตั้งใจที่จะ “ไม่ปรับขึ้นราคา” ของบริการบรอดแบนด์ในปีนี้ พร้อมทั้งปรับปรุงแพ็กเกจบริการ, รวมบริการต่าง ๆ เข้าด้วยกัน และ “เสนอแพ็กเกจโทรศัพท์มือถือฟรี” ให้กับลูกค้าเก่าเพื่อดึงดูดและรักษาฐานลูกค้าเดิม, แม้ว่าจะยังไม่คาดหวังว่าจะมีการเพิ่มจำนวนลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญจนถึงปี 2027 ก็ตาม
กลยุทธ์ระยะยาวของ Comcast และบทเรียนจากตลาดสื่อดิจิทัล
จากผลประกอบการล่าสุดของ Comcast ทำให้เราเห็นภาพรวมของบริษัทสื่อและเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่กำลัง “ย้ายขั้ว” จากธุรกิจดั้งเดิมสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลและสตรีมมิ่ง โดยใช้กีฬาเป็นตัวเร่ง (accelerator) ในการดึงผู้ชม และหวังจะสร้างรายได้จากโฆษณาและแพ็กเกจที่หลากหลายของบริการดิจิทัล.
การลงทุนสื่อกีฬาเป็นสองด้าน
แม้ว่าการเสริมทัพด้วยคอนเทนต์กีฬาจะช่วยเพิ่มจำนวนสมาชิก, แต่ค่าใช้จ่ายของลิขสิทธิ์เหล่านี้ก็ทำให้ผลขาดทุนของบริการสตรีมมิ่งเพิ่มสูงขึ้นในระยะสั้น, สะท้อนว่าการแข่งขันในตลาดสื่อดิจิทัลนั้นต้องบาลานซ์ทั้งระหว่าง “การดึงดูดผู้ชม” กับ “ต้นทุนที่ยั่งยืน”.
แนวโน้มธุรกิจ Comcast
สำหรับสิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือว่า Comcast จะ **สามารถทำให้ Peacock กลับมามีกำไรได้เมื่อไหร่**, และ “ผลตอบแทนจากการลงทุนในสิทธิ์กีฬา” จะช่วยให้บริการนี้แข็งแกร่งเพียงใดในระยะยาว. นอกจากนี้, การรักษาและขยายฐานลูกค้าบรอดแบนด์ท่ามกลางการแข่งขันอย่างดุเดือดก็จะเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความสามารถของบริษัทต่อสภาพตลาด.
#Comcast #Peacock #NBA #ผลประกอบการ #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น